IEC-N-PARK-TSF-SLC-LIVE หุ้นเสี่ยงสูง

โบรกฯ เปิดโผหุ้นเสี่ยงสูง IEC-N-PARK-TSF-SLC-LIVE ราคาพุ่ง 200-600% แนะใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดก่อนลงทุน บางตัวยังขาดทุน ระบุเดือน ม.ค.เม็ดเงินไหลลงทุนหุ้นเล็กเพิ่ม 2-3 เท่า จากค่าเฉลี่ยปกติ ส่งผลมีหุ้นติด Cash Balance สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนมกราคม ตลาดหุ้นปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่มีเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน และหุ้นที่เป็นเป้าหมายในการทำกำไร เป็นหุ้นขนาดกลางและเล็ก ทั้งที่หุ้นหลายตัวไม่มีพื้นฐานรองรับ ผลประกอบการยังขาดทุน หลายตัวมีค่าพีอีสูงเกิน 40 เท่า จนตลาดหลักทรัพย์ต้องออกโรงเตือนให้ระมัดระวังการซื้อขาย ขณะที่ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นวานนี้ บรรยากาศการซื้อในช่วงบ่ายมีแรงเทขายอย่างหนักนำโดยหุ้นแบงก์ จนกดดัชนีร่วง 14 จุด ก่อนจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาช่วงใกล้ปิดตลาด ดันให้ดัชนีปิดได้ในแดนบวกที่ระดับ 1,439.20 จุด เพิ่มขึ้น 5.11 จุด หรือ 0.36% มูลค่าการซื้อขาย 54,399.26 ล้านบาท

*** หุ้นไทยหลายตัวแรงเกินพิกัด เตือนใช้ความระมัดระวังลงทุนขั้นสูงสุด

บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นชัดเจน โดยนับตั้งแต่ 22 พ.ย. 55 ปรับขึ้นแล้ว 12% ดีสุดในภูมิภาค เป็นรองเพียงตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวขึ้น 15% และ 14% ตามลำดับ จากการตรวจสอบราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากในช่วงเวลาดังกล่าว ล้วนเป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีมูลค่าตลาดรวม (Market Cap.) ไม่ถึง 5 พันล้านบาท แม้หุ้นเหล่านี้อาจจะมีกระแสข่าวเชิงบวกรออยู่ในตลาด แต่เราเชื่อว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากขนาดนี้สะท้อนข่าวดีไปมากพอสมควรแล้ว
ดังนั้น จึงอยากเตือนให้นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังการลงทุนสูงสุดในหุ้นเหล่านี้ เพราะนอกจากราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาก 200-600% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ยังมองว่าเร็วเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะรองรับด้วย โดยบางตัวยังมีผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้นมามาก บางตัวซื้อขายที่ PBV สูงกว่า 10 เท่า (ดูตารางข้างล่างประกอบ) นอกจากนี้ในแง่ของปัจจัยทางเทคนิค หุ้นเหล่านี้ก็อยู่ในภาวะ “Overbought” อีกด้วย
อนึ่ง สำหรับ IEC และ PAE ณ สิ้น 3Q55 มีมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BV) เกือบเป็นศูนย์และต่ำกว่าศูนย์ตามลำดับ ทำให้ล่าสุดทั้ง 2 บริษัทต้องเพิ่มทุนเพื่อไม่ให้เข้าข่ายถูกเพิกถอนกิจการออกจากตลาด โดยเราคาดว่า BV หลังการเพิ่มทุนของ IEC และ PAE จะเพิ่มขึ้นจาก 0.000 บาท และ -0.313 บาท เป็น 0.004 บาท และ 0.136 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ IEC เพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 2 : 1 @ 0.01 บาท และเสนอขายเฉพาะเจาะจงอีก 2,000 ล้านหุ้นที่ราคาหุ้นละ 0.04 บาท ส่วน PAE เพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 1 : 1 @ 0.60 บาท

*** IEC, N-PARK, TSF, SLC, LIVE ติด 5 อันดับแรกของหุ้นที่มีราคาเพิ่มสูงสุดในรอบ 2 เดือน
สำหรับ 20 ลำดับแรกของหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เปรียบเทียบจากราคาปิดวันที่ 22 มกราคม 2556 ได้แก่ 1. IEC ราคาปิด 0.07 บาท เพิ่มขึ้น 600% 2. N-PARK ราคาปิด 0.12 บาท เพิ่มขึ้น 300% 3. TSF ราคาปิด 4.08 บาท เพิ่มขึ้น 277.8% 4. SLC ราคาปิด 2.00 บาท เพิ่มขึ้น 277.4% 5. LIVE ราคาปิด 0.64 บาท เพิ่มขึ้น 276.5% 6. AIM ราคาปิด 0.35 บาท เพิ่มขึ้น 191.7% 7. PAE ราคาปิด 2.82 บาท เพิ่มขึ้น 154.1% 8. WHA ราคาปิด 47.75 บาท เพิ่มขึ้น 137.6% 9. NEW ราคาปิด 53.75 บาท เพิ่มขึ้น 102.8% 10. MAX ราคาปิด 0.35 บาท เพิ่มขึ้น 94.4% 11. WIN ราคาปิด 0.99 บาท เพิ่มขึ้น 94.1% 12. TFD ราคาปิด 5.25 บาท เพิ่มขึ้น 91.6% 13. CK ราคาปิด 17.30 บาท เพิ่มขึ้น 90.1% 14. GOLD ราคาปิด 14.50 บาท เพิ่มขึ้น 85.9% 15. TIES ราคาปิด 1.46 บาท เพิ่มขึ้น 84.8% 16. SIMET ราคาปิด 7.45 บาท เพิ่มขึ้น 84.4% 17. MIDA ราคาปิด 1.96 บาท เพิ่มขึ้น 83.2% 18. UV ราคาปิด 15.10 บาท เพิ่มขึ้น 81.9% 19. SCG ราคาปิด 6.95 บาทเพิ่มขึ้น 75.5% และ 20. CIG ราคาปิด 1.12 บาท เพิ่มขึ้น 69.7%
ขณะที่ราคาปิดวานนี้ของหุ้น 5 ตัวแรก คือ IEC ปิดที่ 0.06 บาท ลดลง 0.01 บาท หรือ 14.29% N-PARK ปิดที่ 0.11 บาท ลดลง 0.01 บาท หรือ 8.33%, TSF ปิดที่ 3.84 บาท ลดลง 0.24 บาท หรือ 5.88% , SLC ปิดที่ 1.54 บาท ลดลง 0.46 บาท หรือ 23% และ LIVE ปิดที่ 0.56 บาท ลดลง 0.08 บาท หรือ 12.50%

*** การเก็งกำไรกระจุกตัวมากขึ้นในหุ้นที่แพงทั้งในแง่ PER และ PBV
ทั้งนี้ หากเทียบกับในอดีต การเก็งกำไรถูกกระจุกตัวมากขึ้นในหุ้นที่แพงทั้งในแง่ของ PER และ PBV โดยหากย้อนไปในช่วงขาขึ้นครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังจนถึงต้นปี พ.ศ. 2537(ค.ศ.1994) โดย SET Index ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1789 จุด ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่ซื้อขายที่ PBV มากกว่า 10 เท่าคือ SVI และ VGM (ชื่อย่อเดิม คือ POWER) คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.6% ของหุ้นทั้งหมดในตลาด และไม่มีหุ้นตัวไหนหาค่า BV ไม่ได้ (BV เป็นบวก) แต่ตลาดในปัจจุบัน มีหุ้นที่ซื้อขาย PBV สูงกว่า 10 เท่า ถึง 15 ตัว คิดเป็นสัดส่วนเป็น 3.4% หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าตัวจากเดิม และหากนับหุ้นที่หาค่า PBV ไม่ได้ (BV แทบเป็นศูนย์หรือติดลบ) จำนวนอีก 5 ตัว จะทำให้เพิ่มขึ้นเป็น 8 เท่าตัว ทั้ง ๆ ที่ตลาดขณะนั้น (ปี พ.ศ. 2536) มีการซื้อขายที่ PBV 2.7-3.5 เท่า ซึ่งสูงกว่า PBV ในปัจจุบันที่ซื้อขายที่ประมาณ 2.5 เท่า แสดงถึงการเก็งกำไรที่ค่อนข้างสูงมากในหุ้นบางตัวเมื่อเทียบกับในอดีต
ในแง่ของ PER ช่วงเดือน พ.ย. 2536 ซึ่งเป็นช่วงที่ SET Index แกว่งอยู่ที่ระดับ 1300-1400 จุด เทียบเท่ากับระดับ SET Index ที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับปัจจุบัน มีค่า PER อยู่ที่ 21 เท่า เทียบกับปัจจุบันที่อยู่ที่ 18 เท่า ซึ่งแม้จะขณะนี้ SET Index ถูกกว่าเมื่อเทียบกับตอนนั้น แต่หากดูลึกลงไปในหุ้นรายตัว กลับมีการเก็งกำไรแบบกระจุกตัวในหุ้นที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับเป็นจำนวนมาก โดยช่วงเดือน พ.ย. 2536 หุ้นที่ซื้อขายที่ PERมากกว่า 50 เท่า และมีผลการดำเนินงานขาดทุนคิดเป็นสัดส่วนรวม 22% (แบ่งเป็น PER มากกว่า 50 เท่า 12% และมีผลการดำเนินงานขาดทุน10%) จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 346 ตัว ขณะที่ปัจจุบันมีหุ้นที่ซื้อขายที่ PER มากกว่า 50 เท่า และมีผลการดำเนินงานขาดทุนคิดเป็นสัดส่วนรวม29% (แบ่งเป็น 7% และ 22% ตามลำดับ) จากจำนวนหุ้น 447 ตัว (ไม่รวมกองทุนอสังหาฯ และหุ้นที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ)

*** ชี้เม็ดเงินถูกโยกลงในหุ้นนอกกลุ่ม SET100 มากขึ้น
ด้านเม็ดเงินในตลาดแห่ลงทุนหุ้นขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าจากเฉลี่ยระดับปกติ เพราะโดยปกติ หุ้นที่อยู่ใน SET50 จะมีมูลค่าการซื้อขายคิดเป็นสัดส่วน 65-70% ของการซื้อขายในตลาดโดยรวม แต่ปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนเพียง 50%โดยเม็ดเงินถูกโยกเข้าไปในหุ้นนอกกลุ่ม SET100 มากขึ้น จากปกติที่คิดเป็นสัดส่วนเพียงเฉลี่ย 18% เพิ่มขึ้นเป็น 26% ในปัจจุบัน ส่วนตลาด MAIก็มีการสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3% เป็น 5-6% ในปัจจุบัน อัตราการหมุนเวียนของปริมาณการซื้อขาย (Turnover Ratio) ทั้ง SET และ MAI ก็เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า เป็น 36% และ 67% ในเดือน ม.ค. 56 จากค่าเฉลี่ยในปี 55 ที่ 12% และ 29% ตามลำดับ

*** มีหุ้นติด Cash Balance สูงสุดเป็นประวัติการณ์
นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งชี้การเก็งกำไรในตลาดค่อนข้างสูงได้เป็นอย่างดี คือ สถิติหุ้นติด Cash Balance ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อนื่อง โดยปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 21 ม.ค. 56) จำนวนหุ้นติด Cash Balance สูงเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง จาก 15 ตัวในวันที่ 7 ม.ค. เป็น 22 ตัว และ 28 ตัวในวันที่ 14 ม.ค. และ 21 ม.ค. ตามลำดับ

Advertisements