ผ่าหุ้น ARROW ผ่านสายตา “ธานินทร์ ตันประวัติ”
ชำแหละอนาคตหุ้น แอร์โรว์ ซินดิเคท จากมุมมอง “มือปืนรับจ้าง” ธานินทร์ ตันประวัติ เจ้าของวลี “ถือหุ้นน้อยใช่ว่าไม่รัก” รายได้โตกว่า 20% ต่อปี

“ถึงจะรับหน้าที่เป็นเพียง “มือปืนรับจ้าง” ทำงานได้กว่า 2 ปี ถือหุ้นเพียงน้อยนิด 0.30% ราวๆ 600,000 หุ้น ไม่ได้ถือหุ้นใหญ่ แต่ผมก็ “รัก” บริษัทแห่งนี้ไม่น้อยไปกว่าใคร อยากเห็นบริษัทเจริญรุ่งเรือง ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เราอยากมีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ในธุรกิจผลิตและจำหน่ายท่อร้อยสายไฟฟ้า ท่อประปา” ความในใจของ

“นินทร์” ธานินทร์ ตันประวัติ กรรมการผู้จัดการ “แอร์โรว์ ซินดิเคท” (ARROW) คนสนิท “เลิศชัย วงศ์ชัยสิทธิ์” ผู้ถือหุ้นใหญ่ 57.41%

แม้ “แอร์โรว์ ซินดิเคท” หุ้นไอพีโอน้องใหม่ป้ายแดงตัว “สุดท้าย” ของปี 2555 จากทั้งหมด 18 ตัว บริษัทที่ใครต่อใครคิดว่าทำธุรกิจขายเสื้อผ้ายี่ห้อ ARROW จะไม่มีปรากฎชื่อ “เซียนหุ้นรายใหญ่” คอยผลักดันราคาหุ้น แต่ก็สามารถเปิดตัววันแรกได้ “สวยงาม” ราคาพุ่ง 85.45% จากราคาไอพีโอ 5.50 บาท ออกมาโชว์ตัวระดับ 10.20 บาท ผ่านมาหนึ่งเดือน (นับจากวันแรกที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ 25 ธ.ค.2555) ราคาหุ้น ARROW ยังไม่เคยลงมาเฉียดราคาจอง

ก่อน “ชายกลางคนวัย 49 ปี” จะเล่าถึง “สิ่งที่หุ้นใหญ่อยากเห็นจากมือปืนรับจ้างอย่างเขา” เจ้าของฉายา “พี่ยักษ์” (ตัวสูงใหญ่ 180 ซม.) นั่งย้อนประวัติชีวิตให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า ชีวิตผมเรียบง่ายมาก (ลากเสียงยาว) ผมชอบงานเกี่ยวกับช่าง ทันทีที่เรียนวิทยาลัยช่างกลปทุมวัน (ปวช.รุ่นสุดท้าย) ก็สอบเข้าปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (รุ่น PE23) ทันที ตอนเรียนช่างกลปทุมวัน ผมเป็นเด็กเรียนเก่งได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่าๆ ทุกเทอม เพื่อนๆยกพวกไปตีกับคนอื่นๆผมเมินหน้าหนีตลอด (หัวเราะ) เราต้องมี “ความมุ่งมั่น” เป็นที่ตั้ง

จบปริญญาตรี ก็ไปทำงานในโรงงานของ “บางกอกชัตเตอร์” ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม แถวๆฝั่งธนบุรี เรียกว่าหางานทำใกล้บ้าน (หัวเราะ) ประหยัดค่าใช้จ่าย ทำได้ 6 ปี (2531 – 2536) ก็ย้ายไปทำงานใน “ตะวันออกโปลีเมอร์ อุตสาหกรรม” รับหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด

คราวนี้ทำนานมากปาเข้าไป 10 ปี แต่ทำตำแหน่งนี้ได้ 3 ปี ก็ย้ายไปดูแลเกี่ยวกับระบบปรับอากาศ นี่คือ “จุดเริ่มต้น” ในสายงานอาชีพที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ผมมีโอกาสได้ทำโปรเจกตึกชินวัตร 3 (ยิ้ม)

จากนั้นก็โยกตัวเองไปทำงานในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่าง “ตะวันออกซินเทค” ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนโรงงาน ทำได้สักพักบริษัทเขารับโปรเจกบ้านเอื้ออาทรมากทำตอนปี 2551 เขาให้ผมย้ายไปช่วยดูแล เพราะไม่มีคนทำ

“ใจผมไม่อยากทำ ไม่ชอบ” แต่ก็ต้องไปช่วย เมื่อโครงการเสร็จสิ้น ผมยื่นใบลาออกเลย “มันไม่ใช่ทางของเรา”

ช่วงนั้นธุรกิจก่อสร้าง “บูมมาก” จังหวะมันได้ ใครไม่ทำถือว่า “พลาดโอกาส” ผมจึงตัดสินใจเปิ
ตั้งใจจะออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ถามว่าไปทำเกี่ยวกับอะไร “บอกไปคุณจะด่าผมมั้ย!!!” บังเอิญดบริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ ทำอยู่คนเดียว ได้งานมาก็ให้คนอื่นมารับช่วงต่อ ทำสักพัก “เสิศชัย วงศ์ชัยสิทธิ์” เจ้าของ “แอร์โรว์ ซินดิเคท ก็มาชวนไปทำงานด้วย ผมรู้จักแกมาตั้งแต่ทำงานที่เดิม ใช้เวลาคิดไม่นาน ก็ลุกขึ้นมาปักป้าย “ปิดบริษัท” ปฎิบัติการมูฟตัวเองทันที ช่วงนั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ “ซบเซา” พอดี

ผมเข้ามาทำงานที่ใหม่ช่วงปี 2554 “เลิศชัย” อยากให้ผมมาช่วยดูเรื่องมาร์เก็ตติ้งทั้งหมดของบริษัท แกเห็นผมรู้จักคนที่ทำงานในแวดวงงานระบบปรับอากาศเยอะ ตอนนั้นผมสามารถทำให้รายได้รวมในปี 2554 ของบริษัทเติบโต 18% จากปี 2553 ที่ขยายตัวจากปี 2552 ประมาณ 13% เพราะมีการออกแบบแผนงานที่ดี

“จุดเด่นหุ้น ARROW อยู่ตรงไหน ราคาหุ้นถึงไม่ต่ำจอง”!!! ”ธานินทร์” หยุดคิดก่อนตอบว่า ลองย้อนดูตัวเลขการเงินในช่วง 3 ปีก่อนกับอีก 9 เดือนของปี 2555 คุณจะเห็นว่า “กำไรสุทธิ” ของเราขยับอย่างต่อเนื่อง จาก 20.85 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 74.30 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนของปีก่อน ขณะที่ “อัตรากำไรสุทธิ” ยังเดินหน้าขยายตัวเรื่อยๆจาก 6.24% ในปี 2553 เป็น 12.66% ในช่วง 9 เดือน ปี 2555

เราปัก “ธงรบ” ชัดเจนว่า จากนี้เป็นต้นไปผลประกอบการของเราต้องขยายตัวเฉลี่ยปีละกว่า 20% เรียกว่าเติบโตกว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 12-13% ที่ผ่านมา เราถือเป็น 1 ใน 3 บริษัทผู้นำตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ท่อเหล็กร้อยสายไฟฟ้า ถามคนในแวดวงก่อสร้างดูได้ ไม่มีใครไม่รู้จัก ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ Arrowpipe และ Arrowtite (แววตาจริงจัง) หากมีโอกาสเข้าไปตามโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆลองขอเขาดูสิ (หัวเราะ)

เจ้าของฉายา “พี่ยักษ์” อธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ของเรา คือ ท่อร้อยสายไฟและข้อต่อต่างๆ คิดเป็น 66% ของรายได้รวม เราวางเป้าหมายว่า ต้องเติบโตปีละ 15-20% หรือมากกว่านั้น ธุรกิจนี้เราไม่ค่อยห่วง แต่อาจมีการปรับสัดส่วนการขายเล็กน้อย จากปกติที่ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย 50% ลดเหลือ 45% และจะเพิ่มการขายตรงถึงโครงการจาก 45% เป็น 50% ที่เหลืออีก 5% เป็นรายย่อย

ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมท่อร้ายสายไฟและข้อต่อต่างๆอยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท เรากินมาแล้ว 500 ล้านบาท (หนึ่งในสาม)

ถามว่า “ทำไมต้องปรับสัดส่วนการขาย??” เขายิ้ม ก็ “กำไรขั้นต้น” ขายตรงถึงโครงการสูงถึง 27% แต่ในส่วนของตัวแทนจำหน่ายมีมาร์จิ้นเพียง 23% เท่านั้น อีกอย่างพักหลังๆเราเริ่มเห็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ๆ โดยเฉพาะ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) หันมาหากินในตลาดนี้มากขึ้น เราก็ควรรีบเข้าไปคว้าโอกาส

ส่วนผลิตภัณฑ์ท่อน้ำประปาและข้อต่อต่างๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้า ArrowPP-R ซึ่งเป็นท่อคุณภาพที่ผลิตจากพลาสติกโพลิโพรพิลีน (PP-R) สำหรับน้ำดื่ม น้ำประปา น้ำร้อน และน้ำเย็น บอกตรงๆตัวนี้ “น่าสนใจ” ปีก่อนมีสัดส่วนรายได้เพียง 1% แต่ปี 2556 ผมจะทำให้ตัวเลขเปลี่ยนไปเป็น 10% นั่นแปลว่า สินค้าประเภทนี้อาจทำยอดขายให้เราประมาณ 10 ล้านบาทในปีนี้ จาก 2 ล้านบาทเมื่อปีก่อน “จุดคุ้มทุน”น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

ถามว่าทำจะอย่างไร!!! ไม่ใช่เรื่องยาก ปัจจุบันมีคนผลิตท่อประเภทนี้เพียง 2 ราย เป็นคนไทยนำเข้าสินค้ามาจากเมืองจีน 1 ราย อีกเจ้าเป็นของเยอรมัน สินค้าของ ARROW แตกต่างจากเขาตรงที่เราสามารถผลิตได้เองไม่ต้องนำเข้า ทุกวันนี้ท่อแบบนี้เริ่มมีความต้องการใช้มากขึ้น แม้จะมีราคาแพงกว่าท่อพีวีซี 1 เท่าตัว แต่โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับกลาง-สูง เริ่มหันมาใช้มากขึ้น เพราะแพง ทนความร้อนได้ถึง 55 องศา

ตลอดปี 2556 เราจะปฏิบัติการณ์ “ดึงมาร์เก็ตแชร์” จากตลาดท่อพีวีซี ขอเวลาสัก 2-3 ปี ผมจะใช้กลยุทธ์ขายตรงถึงเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ส่วนธุรกิจท่อระบายอากาศหรือท่อลม และท่อสำหรับงานก่อสร้าง ภายใต้การดูแลของบริษัทย่อย “เจ.เอส.วี.เทคนิคอล” ตัวนี้สร้าง “กำไรขั้นต้น” มากกว่าบริษัทแม่อีก (หัวเราะ) ไม่ค่อยห่วงเท่าไร

“เอ็มดีหนุ่มใหญ่” ทิ้งท้ายด้วยการแจกแจงแผนการใช้เงินที่ได้จากการขายหุ้น IPO อีกครั้งว่า เราจะนำเงินไปลงทุนในโครงการเพิ่มกำลังการผลิตในขั้นตอนตัดเหล็กและเตรียมวัตถุดิบ เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดท่อระบายอากาศและท่อก่อสร้าง

ขณะเดียวกันยังจะทำโครงการผลิตท่ออ่อนชนิดอลูมินัมฟรอยส์ สำหรับงานระบบปรับอากาศและระบายอากาศน่าจะเริ่มผลิตได้ในเดือนพ.ค.2556 สุดท้าย คือ โครงการขยายกำลังการผลิตท่อเหล็กอ่อนกันน้ำร้อยสายไฟ หลังความต้องการเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

“ปลายเดือนมี.ค.2556 เราจะนำเรื่องจ่ายเงินปันผลเข้าบอรด์ ถามว่าจะจ่ายเท่าไร ตามนโยบาย 50% ของกำไรสุทธิ ในช่วง 9 เดือนของปี 2555 เรามีกำไรสุทธิแล้ว 74 ล้านบาท สูงกว่าทั้งปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิ 53 ล้านบาท ฟังแค่นี้น่าคุณน่าจะเดาทางออกนะ (หัวเราะ)”

Advertisements