ย้อนรอยพ่อมดทางการเงิน

ถ้าเอ่ยถึง’พ่อมดทางการเงิน’ บุคคลผู้หนึ่งที่จะต้องถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆคงเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก จอร์จ โซรอส ผู้บริหารกองทุน ‘ควอนตัมฟันด์’ ซึ่งเป็นกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge fund) โดยสร้างผลตอบแทนด้วยการวิเคราะห์ภาพรวมของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ การเข้าใจจิตวิทยาหมู่ (การเชื่อและการทำตามคนหมู่มาก) โดยเฉพาะจากการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้เขาโด่งดัง ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนขึ้น เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา เขาสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 20% ต่อปี

แม้ว่า โซรอสจะมีชื่อเสียงในการเก็งกำไรค่าเงิน แต่หลักการที่เขานำมาใช้เก็งกำไรในตลาดหุ้นก็ไม่ต่างกัน โดยเขาเชื่อว่าตลาดหุ้นนั้นไม่ได้มีความสมเหตุสมผล เพราะราคาหุ้นปัจจุบันไม่ได้สะท้อนจากปัจจัยพื้นฐาน (ผลการดำเนินงาน ส่วนแบ่งการตลาด สถานะการเงิน เป็นต้น) เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนอารมณ์ และการคาดหวังในอนาคตของนักลงทุนในตลาดด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกคุมด้วยจิตวิทยาหมู่ เช่น ในบางช่วง นักลงทุนกลุ่มหนึ่งมีความเชื่อว่า บริษัทจะสามารถสร้างผลกำไรเติบโตไปได้เรื่อยๆ ด้วยกลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นการเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุน จึงไม่ใช่มาจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเท่านั้น แต่มาจาก ความคาดหวังเป็นหลัก (based on expectation) ซึ่งความคาดหวังที่สูงนั้น มาจากการจินตนาการถึงอนาคต เป็นสิ่งที่เป็นอคติ และไม่เป็นกลาง กลับยิ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่า จะยังไม่ได้เห็นตัวเลขผลกำไรเข้ามาด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้โซรอสเชื่อว่า ตลาดการเงินได้ถูกบิดเบือนจากการรับรู้ที่ต่างกัน โซรอสจึงได้คิดทฤษฎีการสะท้อนกลับ (Reflexivity Theory) กล่าวคือ ความจริงที่เกิดขึ้น (Reality) กับการรับรู้ของตลาด (Perception) ต่างมีผลกระทบซึ่งกันและกัน และทำให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นในตลาด ก่อให้เกิดวงจรการขึ้นและลง (Boom and Bust cycle) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงไปจากราคาตามปัจจัยพื้นฐานหรือจุดสมดุลมากกว่าปกติ ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักลงทุนกลุ่มหนึ่งมีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นของบริษัทหนึ่ง และเข้าไปซื้อหุ้นจนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาก นักวิเคราะห์ก็เริ่มสนใจและศึกษาหุ้นนี้มากขึ้น และมุมมองที่เป็นบวกของนักวิเคราะห์ที่ประกอบด้วยความเป็นอคติ (bias) ก็จะรายงานปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนี้ดูดีขึ้นมากกว่าเดิมอีก และดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นๆ สะท้อนกลับไปมาอย่างนี้เรื่อยๆ จนราคาหุ้นปรับตัวสูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน (ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่) แต่เมื่อถึงจุดเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นในทางตรงกันข้ามกัน และทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมากเกินไป ดังนั้น ราคาหุ้นจึงมักเบี่ยงเบน (divergence) ออกจากจุดสมดุลอยู่เสมอๆ ทั้งด้านบวกและด้านลบ

นอกจากทฤษฎีในการลงทุนของโซรอส กุญแจที่ผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จ ได้แก่

-การเข้าใจจิตวิทยาการลงทุน : ตลาดหุ้นเหมือนเกมการลงทุนอย่างหนึ่ง ระหว่างเรากับนักลงทุนคนอื่น และราคาหุ้นถูกขับเคลื่อนจากอารมณ์ของนักลงทุน โซรอสจะพยายามเข้าใจว่า ขณะนี้คนหมู่มากกำลังคิดหรือทำอะไรอยู่ เหมือนกับการเป็นนักการตลาด ที่ต้องรู้ว่าอะไรเป็นที่ต้องการของตลาดและเข้าใจว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เขาเกิดความต้องการซื้อ

-โอกาสในการเข้าถึงผู้นำของหลายๆ ประเทศ รวมถึงบุคคลชั้นนำในวงการเงิน : เขาได้เป็นสมาชิกชมรม แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นชมรมที่รับเฉพาะผู้นำในวงการการเงินและการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น ทำให้เขาได้เปรียบมากกว่านักลงทุนคนอื่น

-ความกล้าหาญ : เมื่อเขามั่นใจ เขาจะเข้าลงทุนแบบทุ่มสุดตัว และในบางครั้ง เมื่อผิดทาง เขาจะรีบถอย โดยไม่ลังเลและยอมรับในความผิดพลาด (ไม่เหมือนนักลงทุนรายย่อยที่คิดว่า ถ้าไม่ขายจะไม่ขาดทุน เพราะยอมรับความผิดของตัวเองไม่ได้) รวมถึงต้องรู้การอยู่รอดได้ด้วย

-การแยกความรู้สึกของตัวเองออกจากตลาด : เขาจะไม่ปล่อยให้การรับรู้ หรือ อคติ มามีอิทธิพลต่อการตัวสินใจ

-ควรพึ่งตัวเอง : อย่าใช้เวลาส่วนมากกับโบรกเกอร์ แต่ควรใช้เวลาให้มากกับตัวเอง เพื่อคิดทบทวนกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

แม้ว่า จอร์จ โซรอส จะเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถหนีจากวงจรขาขึ้นและขาลงไปได้ ภาวะตลาดการเงินที่มีความไม่แน่นอนสูงในช่วงที่ผ่านมาซึ่งยากต่อการคาดการณ์ ส่งผลให้ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ กองทุนของเขามีผลประกอบการขาดทุนไปแล้ว 6% และเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้ต่ออุตสาหกรรมกองทุน Hedge fund ในอนาคต เมื่อเร็วๆนี้ โซรอสได้ประกาศที่จะคืนเงินให้ลูกค้าและจะบริหารเงินให้กับตัวเองและครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่สิ่งที่ทิ้งไว้ให้นักลงทุนรุ่นหลังได้เรียนรู้ คือ แนวทางการลงทุนที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ดังนั้น สำหรับผู้ลงทุนแบบพวกเรา ก็ควรเรียนรู้แนวคิดจากเขาเป็นแบบอย่าง และเข้าใจในชีวิตการลงทุนที่ย่อมมี’ขาขึ้นและขาลง’ จึงจะสามารถลงทุนได้อย่างมีความสุข

ดุษฎี ภู่พัฒน์
บลจ.บัวหลวง จำกัด

Advertisements