ROJNA เดินหน้าสู่ยุคทอง
08-02-2013 04:08:35

ไม่ใช่เรื่องเกินคาดหมายที่ว่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของไทยจะเป็นปีทอง เพราะกระแสการลงทุนโดยตรงที่หลั่งไหลเข้ามาจากต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น คำถามยังคงเหลือว่าใครจะเป็นกลุ่มที่ฉกฉวยโอกาสนี้ได้มากน้อยกว่ากันเท่านั้น
คำประกาศล่าสุดของบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA ในการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ที่ปราจีนบุรี จำนวน 1.6 พันไร่ ให้กับบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ใหม่ ตามโครงการเพิ่มการลงทุนผลิตรถยนต์ในไทยราว 2 หมื่นล้านบาท
ฮอนด้า ออโตโมบิลฯ ถือเป็นลูกค้าเดิมของ ROJNA ในนิคมฯ ของ ROJNA ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เผชิญกับภัยน้ำท่วมใหญ่ของปี 2554 มาพร้อมกัน จนกระทั่งต้นปี 2555 มีข่าวแพร่สะพัดที่ไม่เป็นความจริงว่า ฮอนด้าจะย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังอินโดนีเซีย แต่ฮอนด้าก็ฟื้นกลับคืนมาพร้อมกับ ROJNA
โครงการนิคมฯ ของ ROJNA ในปราจีนบุรีนี้ มีพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 4 พันไร่ ซึ่งสามารถขยายได้เป็น 7 พันไร่ในอนาคต ดังนั้น การขายที่ดินให้กับฮอนด้าฯ จึงเป็นการขยายโอกาสในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่เกิดคำถามเกี่ยวกับปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่นิคมของบริษัทในอยุธยา
ไม่เพียงเท่านั้น การเข้ามาของฮอนด้าฯ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายพื้นที่ให้กับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ที่อาจจะตามเข้ามา ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ก็อาจกลายเป็นลูกค้าหลักในอนาคตได้ เป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว
ความสำเร็จจากการขายพื้นที่ให้กับฮอนด้าฯ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว เพราะเดิมทีนั้นพื้นที่นิคมฯ ของบริษัท มีแค่อยุธยา 1 แห่ง และระยอง 2 แห่ง แต่ที่ปราจีนบุรี เป็นที่ดินพัฒนาใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากบริษัทได้เข้าซื้อกิจการนิคมฯ 1 แห่ง ในอ.ปลวกแดง จ.ระยอง และจ.ปราจีนบุรี เพื่อขยายธุรกิจ เพื่อลดผลกระทบจากความไม่มั่นใจหลังจากที่นิคมฯ ในอยุธยา เสียหายจากภาวะน้ำท่วมอย่างมาก
การปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าโดยข้อเสนอทำเลใหม่ ไม่เพียงแต่เปิดทางเลือกเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้นิคมฯ เดิมได้รับผลพวงตามไปด้วย เช่น ในนิคมฯ ที่อยุธยา ฮอนด้าก็ได้มีการปรับเพิ่มกำลังการผลิตจาก 240,000 คัน เป็น 280,000 คันต่อปี เมื่อสิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และยังเตรียมเพิ่มการลงทุนระยะที่ 2 ในเดือนเมษายนนี้ อีก 2,030 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 คันต่อปี ภายในต้นปี 2557 พร้อมกับตั้งเป้าผลิตรถยนต์ในปี 2556 ไว้ที่ 1.2 ล้านคัน เพื่อจำหน่ายในประเทศ 200,000 คัน
ความสำเร็จจากการฟื้นกลับมาหลังจากประสบภาวะขาดทุน 837.86 ล้านบาท เพราะภัยน้ำท่วมในปีก่อน (ดูตารางประกอบ) ทำให้ปี 2555 เป็นปีทองแห่งการฟื้นตัว มียอดขายที่ดินจะเติบโตต่อเนื่องถึง 1,500 ไร่ มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,800 ล้านบาท กำไรสุทธิปีนี้ 1,338 ล้านบาท และยอดขายที่ดินรอโอนอีก 700-800 ไร่ แต่ปี 2556 ที่เริ่มต้นอย่างงดงามจากการเซ็นสัญญากับฮอนด้า ซึ่งทะลุเป้าเดิมที่ตั้งเป้าหมายยอดขายที่ดินไม่ต่ำกว่า 1,500 ไร่ ทำให้เป้าหมายที่คาดว่าจะมีรายได้รวมเท่ากับ 10,913 ล้านบาท พุ่งขึ้น 85% และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% ใกล้เคียงมากขึ้น
ความสำเร็จตั้งแต่ต้นปี ทำให้โครงการอื่นๆ ของบริษัทในการสร้างรายได้เสริมนอกเหนือจากการขายที่ดินเดินหน้าไปได้มากขึ้น เช่น โครงการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ใหม่ และสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อป้อนนิคมฯ ใหม่ ที่เชื่อมโยงเข้ากับนโยบายรัฐในการรับซื้อไฟฟ้าเอสพีพีจากภาคเอกชน
จุดเด่นของ ROJNA อยู่ที่ความสามารถในการหาที่ดินเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ที่เหมาะสมจะรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการนิคมอุตสาหกรรมตั้งโรงงานที่ราคาไม่แพง แต่มีความสะดวกในการเข้าถึง และมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมถึงมาตรการป้องกันสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่น
ไม่เพียงเท่านั้น หลายปีมานี้ ROJNA ยังมีกลยุทธ์ที่จะลดความเสี่ยงของธุรกิจด้วยการแสวงหาแหล่งรายได้ใหม่จากโครงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียมย่านรัตนาธิเบศร์ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากรอให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการก่อน บริษัทจึงพร้อมเปิดตัวโครงการ รวมถึงโครงการที่สุขุมวิทที่ยังชะลอไปเช่นกัน แต่โครงการที่ลงทุนทำคอนโดมิเนียมในเมืองฉางโจว ประเทศจีน เฟสแรก สามารถปิดการขายได้หมดแล้ว ส่วนเฟส 2 เริ่มทยอยโอนให้ลูกค้าได้บางส่วนตั้งแต่ปลายปี 2555 และคาดว่าจะโอนให้ลูกค้าได้ครบทั้งโครงการ
นอกจากนั้น ROJNA ยังจะเข้าร่วมประมูลเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่ (IPP) รอบใหม่กับพันธมิตรญี่ปุ่น ซึ่งจะเปิดประมูลโรงไฟฟ้า IPP ช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะเป็นช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
โครงการลงทุนดังกล่าวแม้ว่าจะยังไม่ใช่รายได้หลัก แต่ก็เป็นการหาประสบการณ์ที่ทำให้ธุรกิจสามารถยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าเน้นหนักทางเดียวที่อาจมีความเสี่ยงได้หากธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง
ความโดดเด่นของ ROJNA ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เพราะนักวิเคราะห์หลายสำนัก ต่างเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้การขายที่ดินของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะเลยจุดสูงสุดของปี 2555 มาแล้ว แต่ RIOJNA ถือว่าอาจจะเป็นข้อยกเว้นได้ ถือว่าหุ้น งROJNA อยู่ในข่ายเป็นหุ้นที่น่าซื้อที่สุด (Top Pick) โดยเฉพาะยอดขายของพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ปราจีนบุรี มียอดจองมากกว่า 2.1 พันไร่ และมียอดขายพื้นที่ในนิคมที่ จ.ระยอง มากกว่า 600 ไร่ รวมทั้งมียอดขายที่ดินในนิคมที่ จ.อยุธยา อีกประมาณ 100 ไร่ รวมเป็นยอดจองซื้อทั้งหมดประมาณ 2.8 พันไร่ ซึ่งบางส่วนมีการเซ็นสัญญาไปแล้ว
โดยเฉพาะส่วนที่ดินนิคม จ.อยุธยา ปัจจุบันมีพื้นที่เหลืออยู่ 700 ไร่ ก็มีโอกาสที่จะขายได้มากขึ้น เพราะได้มีการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมยาว 77 กม. ล้อมรอบนิคมแล้ว
ทั้งหมดนี้ยืนยันได้ชัดเจนว่า โอกาสทองที่กำลังมาเยือนเป็นสิ่งที่ใกล้มือคว้าเท่านั้น ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับ ROJNA อยู่ที่ว่า บริษัทจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ก่อหนี้เพิ่มได้มากน้อยเพียงใด เพราะจากงบการเงินที่มีอยู่ล่าสุดในสิ้นงวดไตรมาส 3 ของปี 2555 ดูเหมือนว่าจะยังต้องพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นและเงินเบิกเกินบัญชีอยู่ไม่น้อยเลย ทำให้ต้นทุนการเงินแต่ละไตรมาสค่อนข้างสูง ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรในระดับที่มีนัยสำคัญ
หากจัดการเรื่องนี้ได้แล้ว เรื่องอื่นๆ ก็จะหมดห่วง ไม่ต้องกลัวว่าโอกาสทองจะกลายเป็นทองเทียม

ROJNAรุกหนักตลาดปราจีนฯ :ฮอนด้าตั้งโรงงานใหม่ ดึงกลุ่มผลิตชิ้นส่วนฯขยับตาม “โรจนะ” เล็งขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในจ.ปราจีนบุรีเพิ่มเติม หลัง “ฮอนด้า” ซื้อที่ดิน 1.6 พันไร่ ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่ง คาดจะหนุนเป้าขายที่ดินในช่วง 2 ปีพุ่งแตะระดับ 3 พันไร่ โบรกฯ แนะ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.60 บาท คาดกำไรปีนี้นิวไฮ 1.7พันลบ. นางสาวอมรา เจริญกิจวัฒนกุล กรรมการ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA ผู้พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ซื้อที่ดินราว 1.6 พันไร่ ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะที่จ.ปราจีนบุรี ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ บริษัทคาดว่าจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ดังกล่าวตามเข้ามาด้วย โดยวางแผนขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในจ.ปราจีนบุรีเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าหมายการขายที่ดินของบริษัทในช่วง 2 ปี (ปี 2555-2556) จะอยู่ที่ระดับ 3 พันไร่ ซึ่งที่จ.ปราจีนบุรียังขยาย ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีความต้องการ (demand) ของลูกค้าอยู่ โดยบริษัทจะยังเน้นที่จ.ปราจีนบุรีภายใน 1-2 ปีจนกว่าความต้องการของลูกค้าที่นิคมฯที่จ.พระนครศรีอยุธยาจะกลับมา และมีความเชื่อมั่น 100% ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6ก.พ.ที่ผ่านมา ฮอนด้าฯ ประกาศการลงทุนเพิ่มราว 2 หมื่นล้านบาทในไทย เพื่อสร้าง โรงงานใหม่ ในพื้นที่นิคมฯของ ROJNA ในจ.ปราจีนบุรี จำนวน 1.6 พันไร่ ขณะที่ฮอนด้าฯ นับเป็นลูกค้าเดิมของ ROJNA ในนิคมฯ ที่จ.พระนครศรีอยุธยา นางสาวอมรา กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่นิคมฯของบริษัทในจ.ปราจีนบุรีนั้น ยังมีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย หลังจากพื้นที่ดังกล่าว เพิ่งเริ่มเปิดมาเพียงครึ่งปีเท่านั้น แต่หากมีกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนตามเข้ามาอีก กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ก็อาจจะกลายเป็นลูกค้าหลัก อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ากลุ่มลูกค้า ยังมีความต้องการ พื้นที่ในนิคมฯที่จ.ปราจีนบุรี ค่อนข้างมาก ทำให้บริษัทมองโอกาสการขยายพื้นที่ออกไปอีก ซึ่งอาจจะมากกว่าระดับ 7 พันไร่ จากที่มีอยู่ราว 4 พันไร่ สำหรับROJNA มีพื้นที่นิคมฯในจ.พระนครศรีอยุธยา 1 แห่ง, จ.ระยอง 2 แห่ง และ จ.ปราจีนบุรี 1 แห่ง หลังจากปีที่แล้ว บริษัทได้เข้าซื้อกิจการนิคมฯ 1 แห่ง ในอ.ปลวกแดง จ.ระยอง และจ.ปราจีนบุรี เพื่อขยายธุรกิจ หลังจากที่นิคมฯในจ.พระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมอย่างมาก บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า ฮอนด้าเข้ามาซื้อที่ดินในนิคมฯจ.ปราจีนบุรีเป็นบวก นักลงทุนอาจเข้าใจว่านิคมฯที่ขายให้ HONDA 1,600 ไร่ เป็นยอดขายปีนี้ แต่ในความเป็นจริงบริษัทได้ขายไปแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ HONDA เพิ่งประกาศ รวมยอดขายปีที่แล้วทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,850 ไร่ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปี 2554 ที่ขายได้ 400 ไร่ ซึ่งเป็นระดับปกติของบริษัทอาจกล่าวได้ว่ายอดขายปี 2555 โดยสูสีกับอันดับ 1 คือ AMATA ที่ขายได้ 2,800 ไร่ในปี 2555 เพราะตั้งแต่บริษัทขยายทำเลนิคมฯในเขตน้ำไม่ท่วมคือ ระยอง และปราจีนบุรี ก็ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ต้องติดตามต่อมาคือ 1) นิคมฯที่ HONDA ซื้อ นั้นมีขนาดใหญ่มาก จะสามารถโอนกรรมสิทธิ์หรือเป็นรายได้ในปีนี้ทันหรือไม่ แต่จากการสอบถามบริษัท คาดว่าจะรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า อันเป็นไปตามความคืบหน้าการก่อสร้างสาธารณูปโภค และดำเนินการด้านเอกสารกับทางการ จึงมีส่วนทำให้ผลการดำเนินงานออกมาดีในอนาคต และ 2) เมื่อมีค่ายยานยนต์ไปตั้งโรงงาน ก็จะมี Suppliers ที่ทำชิ้นส่วนยานยนต์ตามมาซื้อนิคมฯจาก ROJNA อีกมาก ดังนั้น จึงแนะนำซื้อ โดยเห็นว่าปัจจุบัน ROJNA เป็นผู้นำตลาดนิคมฯปราจีนบุรีที่ใหญ่ที่สุดในไทย ปัจจุบันมีที่ดินในมือประมาณ 2,200 ไร่ อนาคตจะขยายเป็น 7,000 ไร่ ราคาพื้นฐานเป็น 15.60 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/E ปี 2556 ที่ 14 เท่า และรวมประมาณการกำไรแฝงจากที่ดินเปล่าที่สุขุมวิทและรัตนาธิเบศร์ ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 18% ส่วนคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลปี 2556 น่าพอใจเป็น 2.9% คาดว่ากำไรหลักในปี 2556 จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่จัดตั้งบริษัทมาที่ 1.7 พันล้านบาท เทียบกับปี 2555 ที่มีกำไรหลักเพียง 122 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบทางลบจากน้ำท่วมปี 2554

Advertisements