TSF จุดเปลี่ยนสู่อนาคต
12-02-2013 04:07:22

ธุรกิจขายพื้นที่บนป้ายโฆษณาในเขตเมืองใหญ่ เป็นธุรกิจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่การได้มาซึ่งรายได้และกำไรนั้น เกิดจากความสามารถของผู้บริหารในการจัดการกับกติกาของอำนาจรัฐที่ออกกฎระเบียบในการทำธุรกิจ ผสมเข้ากับการอ่านความต้องการของผู้ต้องการใช้สื่อต่างๆ อย่างซับซ้อนเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในการสร้างการรับรู้ทั่วไป
ความสำเร็จในชั้นแรก เมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ฐานะของบริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSF พลิกกลับจากบริษัทที่ไร้จุดโฟกัส และมีผลประกอบการไม่คงเส้นคงวา กลายสภาพเป็นบริษัทที่มีอนาคตอันสวยงามน่าอิจฉา อันเกิดจากความสามารถในการได้รับสิทธิสัมปทานป้ายโฆษณาจาก กทม. ถึง 3 จาก 4 สัญญา ซึ่งนอกเหนือจากความคาดหมาย และส่งผลต่อผู้ยิ่งใหญ่ในธุรกิจป้ายโฆษณา เพราะสามารถเอาชนะคู่แข่งสำคัญที่เคยครองความยิ่งใหญ่มานานอย่างบริษัท เจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือของ JCDecaux Group บริษัทยักษ์ทางด้านสื่อโฆษณากลางแจ้งระดับโลก ทั้งที่ก่อนการประมูลนั้น เป็นที่คาดหมายว่าบริษัทเชื้อสายฝรั่งเศสจะกวาดไปได้ทั้งหมด
บริษัทขนาดเล็กที่มุ่งมั่นเอาจริงกล้าทุ่มเทเพื่อเอาชนะยักษ์ใหญ่ระดับโลกเพื่อไขว่คว้าโอกาสมาได้ ย่อมแสดงถึงความเชื่อมั่นในอนาคตในศักยภาพของตนเอง
ชัยชนะดังกล่าว ด้านหนึ่งทำให้มีรายได้ชัดเจน อีกด้านหนึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของกลุ่มผู้ถือหุ้นและบริหารคนสำคัญ ที่นำโดยนายคุณากร เศรษฐี นายวิรัตน์ อุดมสินวัฒนา และนางกิ่งกาญจน์ สมิตานนท์ นับแต่ได้เข้าซื้อกิจการ 124 Communication ต่อมาจากกลุ่มเดิมในปี 2552 เป็นต้นมา และได้ทำการทดลองปรับธุรกิจอย่างลองผิดลองถูกมาหลายปี รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหาร ซึ่งถือเป็นการซื้อเวลาเพื่อสะสมประสบการณ์ในธุรกิจที่ไม่มีความชำนาญมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรและราคาหุ้นของกิจการ
การค้นพบว่า ธุรกิจหลักในด้านสื่อโฆษณาที่ TSF ได้รับสัมปทานมาในอดีตนั้นไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์การใช้ประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์ บริเวณโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือแอร์พอร์ตลิงค์ และสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกรุงเทพฯ ทั้ง 8 สถานี ระยะเวลา 10 ปี ทำให้เกิดการค้นพบเส้นทางทำรายได้ใหม่ ป้ายโฆษณากลางแจ้งของกทม. 2,200 จุด ประกอบด้วย ป้ายโฆษณาริมทางเท้า และศาลารถประจำทางในเขตชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ในสัญญากลุ่ม A, C และ D ทั้งหมด ในย่านธุรกิจที่สำคัญทั่วกรุงเทพฯ หรือคิดเป็นสัดส่วน 80% ของป้ายโฆษณาที่เปิดให้ประมูลทั้งหมดจากกทม. โดยมีสัญญาสัมปทานในกลุ่ม A และ C ระยะเวลา 9 ปี ส่วนสัญญา D ระยะเวลา 6 ปี
สัญญาสัมปทานที่ได้รับมานั้นนอกจากสามารถสร้างรายได้โดยทันที โดยทำสัญญาให้สิทธิเช่าสัมปทานสัญญาที่ 1 กับ 3 รับเงินจากการปล่อยเช่าพื้นที่โฆษณา ปีละ 350 ล้านบาท จากจำนวน 1,200 ป้ายทั่วกรุงเทพฯ ทันทีและต่อเนื่อง 3 ปี และยังสร้างแรงเหวี่ยงให้มีผู้เช่าอื่นมาเป็นลูกค้าเต็มพื้นที่ทั้งหมด 3,500 ป้าย ในเวลาต่อมา เนื่องจากป้ายโฆษณาและป้ายรถเมล์อยู่ในจุดยุทธศาสตร์และคุ้มค่าต่อการลงทุนในทำเลตลอดเส้นทางถนนสาทร-สุขุมวิท-พระราม 4-เพชรบุรีตัดใหม่ และประชาชื่น ซึ่งเป็นทำเลที่เอเยนซี่โฆษณารายใหญ่ๆ ระดับแถวหน้าสนใจมาตลอด
หลังจากนั้นการเปิดเกมรุกทางธุรกิจก็ยังต่อเนื่องเพิ่มเติม เมื่อ TSF ได้รับสัมปทานจากกรมการบินพลเรือน ในการขายโฆษณาบริเวณสะพานเทียบเครื่องบิน (งวงช้าง) ที่จะเดินเข้าสู่ตัวเครื่องบินทั้งด้านในและด้านนอกในเขตสนามบินภูมิภาค ทั้งหมด 6 แห่ง นับแต่กระบี่ นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี สุราษฎร์ธานี และขอนแก่น เป็นเวลา 3 ปี คาดว่าจะมีกำไรจากการขายพื้นที่โฆษณาดังกล่าวประมาณปีละ 20 ล้านบาท โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป
นอกจากนั้น ยังได้รับอนุมัติขยายพื้นที่แสดงสินค้าในอาคารสนามบินสุวรรณภูมิ จาก 25 ตารางเมตร เป็น 36 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้ TSF มีพื้นที่โฆษณาแสดงสินค้าเพิ่มขึ้น 50%
ทั้งสามโครงการสร้างรายได้รอบใหม่นี้ ยืนยันได้ชัดเจนว่าจะส่งผลให้ TSF กลายเป็นบริษัทที่เทิร์นอะราวด์ได้อย่างหมดจด ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง โดยผู้บริหารมั่นใจว่าเป้าหมายปี 2556 จะมีรายได้มูลค่าตลาดที่ระดับ 1,200 ล้านบาท การขยายตัวจากปีที่ผ่านมา 500% แต่เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีต้นทุนที่สร้างปัญหาตามมาจากแนวโน้มของการมีรายได้ชัดเจน ทำให้ TSF ตัดสินใจขายหุ้นในบริษัท โคอะ-ฉะ มีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีอยู่ทั้งหมดออกไปจำนวน 51% และได้รับเงินสดจำนวน 120 ล้านบาท เพื่อนำเงินสดที่ได้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการใหม่ที่ต้องดำเนินการ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง
นอกจากนั้น TSF ยังคงเดินหน้าต่อสามารถเปิดเกมใหม่ รุกไปได้เวลาแอร์ไทม์ของช่อง 9 อสมท. ช่วงวันศุกร์ เวลา 20.30 น. ซึ่งเป็นช่วงไพร์มไทม์ เพื่อถ่ายทอด “คอนเสิร์ต The Session ปรากฏการณ์ทางดนตรี” ซึ่งจะมีรายได้จากการโฆษณาทั้งทางตรง และทางอ้อมเพิ่มเติมเข้ามาเดือนละ 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นปีละ 120 ล้านบาท โดยตั้งเป็นกิจการร่วมค้ากับบริษัท 356 เฟรชแอร์ จำกัด
ในขณะเดียวกัน TSF ยังได้สิทธิติดตั้งป้ายโฆษณาป้ายรถเมล์ทั้งเมืองพัทยา จำนวน 280 ป้าย โดยมีอัตราค่าเช่า 20,000 บาทต่อเดือนต่อป้าย หรือคิดเป็นรายได้ปีละ 67 ล้านบาท
สิ่งที่เพิ่มเติมหลังจากนั้นก็คือ โอกาสที่จะทำรายได้มากขึ้นยังเป็นไปได้ เพราะ TSF ได้ทำการปรับราคาป้ายโฆษณาใหม่ จากอัตราค่าเช่าป้ายโฆษณาเดิมที่ 24,000 บาทต่อเดือน เป็น 34,000-38,000 บาทต่อเดือนต่อป้าย ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนเท่าเดิม ทำให้ในปี 56 จะมีกำไรจากป้ายโฆษณา 800 ล้านบาท และกำไรจากธุรกิจอื่นอีก 200 ล้านบาท คาดว่า TSF จะมีกำไรเข้ามาประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.73 บาทต่อหุ้น เทียบค่า P/E 15 เท่า ราคาเป้าหมาย 10.95 บาท
สถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับในอดีต (ดูจากตารางประกอบ) จะเห็นได้ชัดเจนถึงอนาคตของ TSF ที่จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากช่วงเวลาลองผิดลองถูกที่ผ่านมา ซึ่งยังผลให้นับแต่มีข่าวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ราคาหุ้นของ TSF ในตลาดหลักทรัพย์ ก็วิ่งปรู๊ดเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับ 50 สตางค์ มาอยู่ที่ระดับใกล้ 4 บาทเข้าไปแล้ว โดยที่ตัวเลขผลประกอบการ 9 เดือนของปี 2555 ยังปรากฏตัวเลขขาดทุน 42.38 ล้านบาท หรือ 0.0351 บาท ให้เห็น หลังจากงวดเดียวกันของปีก่อนบริษัททำกำไรอยู่ที่ 25.79 ล้านบาท หรือ 0.0235 บาทต่อหุ้น
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนักลงทุนเข้าใจดีว่า แผนธุรกิจใหม่ของผู้บริหารชุดนี้ จะทำให้เส้นทางอนาคตของบริษัทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเรื่องของสภาพคล่องทางการเงิน และปัญหาหนี้สินของบริษัทไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง เพราะเดิมนั้นค่า D/E อยู่ที่ระดับ 0.49 เท่า ไม่ได้มากมายอะไรนัก จะต้องถูกหักกลบหายไปไม่ยาก
ฐานะของ TSF ที่พลิกขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งเจ้าตลาดป้ายโฆษณาทั่วกรุงเทพมหานครคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่า ผู้บริหารของบริษัทจะไม่ไขว้เขวถึงขั้นไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกรรมทางด้านวิศวกรรมการเงินในการซื้อขายกิจการอันน่าหวาดเสียวดังที่เคยปรากฏมาครั้งหนึ่ง
นักวิเคราะห์ประเมินว่า รายได้จากธุรกิจป้ายโฆษณากลางแจ้งดังกล่าว จะส่งผลทำให้ราคาเหมาะสมสำหรับหุ้น TSF ในปลายปี 2556 อยู่ที่ 4.30 บาท
การเป็นหุ้นเทิร์นอะราวด์ของ TSF นั้น ไม่เป็นที่สงสัย แต่ราคาหุ้นจะวิ่งไปได้ไกลมากตามหรือเกินเป้าที่นักวิเคราะห์คาดเดาไว้แค่ไหน และจะมีกำไรมากถึง 1 พันล้านบาท ตามที่ผู้บริหารกล่าวอ้างหรือไม่ เป็นโจทย์ที่ยังไม่มีคำตอบ ต้องรอผลการดำเนินงานที่แท้จริงตัดสินในสิ้นปี

Advertisements