ข้อควรระวังในภาวะตลาดหุ้น Bull Market
ข้อควรระวังในภาวะตลาดหุ้น Bull Market

สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงาน เรื่อง “ข้อควร
ระวังในภาวะตลาดหุ้น Bull Market” โดยระบุว่า นับจากวิกฤติ Lehman Brother ในอเมริกา
เมื่อปี 2551 ดัชนีตลาดหุ้นไทยทำสถิติปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 4 ปีติดต่อกัน โดยมีปัจจัยสนับ
สนุนในหลายด้านด้วยกัน ปัจจัยแรกคือสภาพคล่องส่วนเกินจากปริมาณเงินที่ถูกปล่อยมาจาก
ประเทศพัฒนาแล้วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัจจัยที่สองคือความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของ
เศรษฐกิจไทยและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย ปัจจัยถัดมา ได้แก่ ความคาดหวัง
การเติบโตจากการร่วมมือกันในภูมิภาค AEC และปัจจัยสุดท้ายคือ นโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย
ภาคครัวเรือนและแผนก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลไทยในช่วง
สองปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเดือนที่ 2 ของปี 2556 นี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดเหนือระดับ 1,500
จุด ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 18 ปี และมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 50,000 ล้าน
บาท สภาพตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้ดึงดูดให้นักลงทุนหลากหลายประเภททั้งนักลงทุน
ปัจจุบัน นักลงทุนรายใหม่ ทั้งที่เป็นมืออาชีพและมือสมัครเล่น เข้ามาลงทุนหาผลตอบแทนสร้าง
ความคึกคักให้ตลาดหุ้นไทย จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะร้อนแรงช่วงหนึ่ง
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ในด้านการระดมทุนพบว่า มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดย
มูลค่าการระดมทุนในตลาดแรกและตลาดรองในปี 2555 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี และได้รับ
ความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดีโดยราคาหุ้น IPO ของบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่หลายบริษัท
ปรับตัวสูงกว่าราคาจองหลายเท่าตัว นอกจากนี้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
หลายตัวมีราคาปรับตัวสูงขึ้นในระดับ New High อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่มีมูลค่า
ตลาดขนาดเล็กที่หลายบริษัทราคาปรับตัวสูงขึ้นโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดมาก (ภาพที่ 1)
สถานการณ์ที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเงินหลาย
ท่านเริ่มออกมาส่งสัญญาณเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งภาวะฟองสบู่ใน
ตลาดหุ้นคือ ภาวะที่นักลงทุนจำนวนมากเข้าซื้อขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือในหมวดอุตสาหกรรมใด
อุตสาหกรรมหนึ่ง เนื่องจากเชื่อว่ามีปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกที่คาดว่าจะส่งผลให้ผลประกอบการใน
อนาคตของบริษัทปรับเพิ่มสูงมากขึ้นจากปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนออกมาในระดับราคาหุ้นที่ปรับตัวใน
ระดับที่สูงกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ความคึกคักของการซื้อขายหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นตัวกระตุ้น
และจูงใจให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนหนึ่งเข้าร่วมลงทุนเนื่องจากเกรงว่าจะเสียโอกาสในภาวะ
ตลาดขาขึ้นเช่นนี้ โดยอาจขาดการศึกษาถึงความเหมาะสมระหว่างปัจจัยพื้นฐานกับราคาหุ้นที่
เป็นอยู่ในปัจจุบันของบริษัท ตลอดจนมีความเชื่อว่าจะสามารถขายหุ้นได้ในราคาที่สูงกว่า ซึ่งใน
ความเป็นจริงแล้ว ราคาหุ้นปรับตัวที่สูงกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของธุรกิจมากเกินไป ท้ายที่สุด
ย่อมเกิดภาวะการขายหุ้นเพื่อทำกำไรและภาวะการเทขายตามกันซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นบางตัวปรับ
ลดลงจนต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหว
ของราคาหุ้นได้ทันอาจจะประสบภาวะขาดทุนและออกจากตลาดไปพร้อมกับทัศนคติที่ไม่ดีและ
เข็ดต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้
เพื่อป้องกันความเสียหายของนักลงทุนจากหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ ตลาดหลัก
ทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ได้มีมาตรการป้องกันโดยให้ลูกค้าวางเงินสดไว้ล่วง
หน้าเต็มจำนวนเงินในหุ้นที่เข้าเกณฑ์ในการเป็นหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายที่ผิดปกติเป็นเวลา 3
สัปดาห์ หรือที่นักลงทุนรู้จักกันในชื่อ มาตรการซื้อขายหุ้นในบัญชี Cash Balance
โดยเกณฑ์หุ้นที่ติด Cash Balance ต้องมีลักษณะร่วมกัน 3 ประการดังนี้
1. มูลค่าซื้อขายหุ้นต่อวันในรอบสัปดาห์ >= 100 ล้านบาท
2. อัตราการหมุนเวียนการซื้อขาย >= 50%
3. มี P/E ratio >= 50 เท่า หรือ บจ. นั้นมีผลการดำเนินงานขาดทุน

ในปี 2555 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศรายชื่อหุ้นที่ต้องทำการซื้อขายในบัญชี Cash
Balance ทั้งสิ้น 30 ครั้ง มีหุ้นที่ติดในบัญชี Cash Balance ทั้งสิ้น 48 หุ้น และภายในเดือน
ม.ค. 2556 เพียงเดือนเดียวมีหุ้นที่ติดในบัญชี Cash Balance ถึง 28 หลักทรัพย์ ซึ่งแสดงถึง
ภาวะของตลาดหุ้นที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในวันที่ 15 ก.พ. 2556 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้
ปรับเกณฑ์ Cash Balance โดยได้เปลี่ยนแปลงเกณฑ์ระยะเวลาที่จะติดบัญชี Cash
Balance จากเดิมกำหนดไว้ 3 สัปดาห์ ขยายเวลาเป็น 6 สัปดาห์ และหุ้นที่ซื้อขายหมุนเวียนกัน
หลายรอบจากเดิมใช้เกณฑ์ 50% จะปรับลงมาเป็น 40% เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของ
ตลาดมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดีผู้วิจัยเห็นว่า แม้หน่วยงานกำกับดูแลจะพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อ
กำกับดูแลสภาวะการซื้อขายให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
และจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนโดยตรงก็คือ การใช้วิจารณญาณในการลงทุนให้เป็นไปอย่าง
เหมาะสมภายใต้การศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดในการซื้อขายหรือติดกับใน
หุ้นที่มีการซื้อขายที่ผิดปกติเหล่านี้
ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับหุ้นที่ติดเกณฑ์ Cash Balance ในปี 2555 และได้พบ
ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตเพื่อให้นักลงทุนได้มีข้อมูลสำหรับใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจก่อน
พิจารณาซื้อขายหุ้นดังนี้
ประเด็นที่ 1 ในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะปรับตัวสูงขึ้นส่งผล
ให้ P/E ratio ของตลาดหุ้นโดยรวมอยู่ในระดับที่สูง (ณ สิ้นปี 2555 P/E ratio ของตลาดหุ้น
ไทยอยู่ที่ 18.3 เท่า) หรืออีกนัยหนึ่งคือธุรกิจสามารถระดมทุนในตลาดหุ้นได้โดยมีต้นทุนทางการ
เงินที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดหุ้นมี P/E ต่ำ เนื่องจากนักลงทุนให้มูลค่าหุ้นถึง 18.3 บาท
เพื่อแลกกับผลกำไรต่อหุ้นเพียงบาทเดียวเท่านั้น ทำให้บริษัทที่เข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดหลัก
ทรัพย์ (IPO) ในปี 2555 จำนวน 18 บริษัท มีถึง 7 บริษัทที่ติดเกณฑ์ Cash Balance โดยอยู่
ในตลาด SET 3 บริษัท (อยู่นอก SET-100 ทั้งหมด) และ ตลาด mai 4 บริษัท โดยทั้ง 7 บริษัท
มีขนาดบริษัทที่ค่อนข้างเล็ก และกระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรม (ภาพที่ 2)
ในส่วนของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว และติดเกณฑ์ Cash
Balance พบว่า ราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี
2555 มีหุ้นที่ซื้อขายในบัญชี Cash Balance รวม 41 หลักทรัพย์ เป็นหุ้นในตลาด SET
จำนวน 30 หลักทรัพย์ และ เป็นหุ้นในตลาด mai จำนวน 11 หลักทรัพย์
ประเด็นที่ 2 หุ้นที่ซื้อขายในบัญชี Cash Balance กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าหลัก
ทรัพย์ตามราคาตลาดค่อนข้างต่ำ (non-SET200) มีจำนวนถึง 25 หลักทรัพย์ จาก 30 หลัก
ทรัพย์ หรือคิดเป็น 83.3% โดยราคาของหุ้นเหล่านี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับตลาดโดย
รวม ข้อพึงระวังคือ ในขณะที่ราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก นักลงทุนยังคงขาดข้อมูลประกอบการ
ตัดสินใจที่สำคัญ เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ขาดบทวิเคราะห์ทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานและการ

วิเคราะห์ทางเทคนิค
ประเด็นที่ 3 หากพิจารณาตามกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า อุตสาหกรรมที่มีหุ้นติดเกณฑ์
Cash Balance สูงที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มบริการ
และหุ้นในตลาด mai ตามลำดับ ซึ่งมักเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนด้านนโยบาย
ภาครัฐ

ภาพที่ 3 จำนวนหลักทรัพย์ที่ติดเกณฑ์ Cash Balance ในปี 2555
แยกรายหมวดอุตสาหกรรม

หน่วย: จำนวนหลักทรัพย์
SET51-100 SET101-200 non-SET200 mai
Grand Total
เกษตรกรรม 2 2
การเงิน 1 1
อุตสาหกรรม 3 3
อสังหาริมทรัพย์ 1 2 10 13
พลังงาน 1 3 4
บริการ 4 4
เทคโนโลยี 3 3
mai 11 11
รวม 2 3 25 11 41

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ประเด็นที่ 4 หลักทรัพย์ที่ติดเกณฑ์ Cash Balance ส่วนใหญ่มีราคาปรับตัวสูงกว่า
ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคา
ตลาดต่ำ พบว่า 41% เป็นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า 1 บาทในช่วงต้นปี 2555 และ 44% เป็นหุ้นที่มีผล
ประกอบการขาดทุนอยู่
นอกจากนี้ผู้วิจัยได้นำข้อมูลด้านตัวชี้วัดทางสถิติ เช่น P/E ratio และ Turnover
ratio ของหุ้นที่ติด Cash Balance มาศึกษาหาความสัมพันธ์ พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่ติด
เกณฑ์ Cash Balance ทั้งใน SET และ mai ต่างมีค่าเฉลี่ยของ P/E ratio และ Turnover
ratio ที่แตกต่างกับค่าเฉลี่ยรวมทั้งตลาดค่อนข้างมาก (ภาพที่ 3) โดยตัวแปรทางสถิติที่ผู้วิจัย
เห็นว่านักลงทุนควรพิจารณาประกอบการซื้อขายเพื่อหลีกเลี่ยงหุ้นที่อาจมีการเก็งกำไรหรือสร้าง
ราคาหุ้น ดังนี้
1) หุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ที่ค่อนข้างต่ำ : ซึ่ง
มักเป็นหุ้นขนาดเล็กและที่ผ่านมายังไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายใหญ่ อีกทั้งยังมีข้อ
จำกัดด้านข้อมูลประกอบการตัดสินใจเนื่องจากขาดนักวิเคราะห์ทำการศึกษาถึงปัจจัยพื้นฐานของ
ธุรกิจ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ทราบราคาพื้นฐาน ดังนั้นนักลงทุนจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
2) หุ้นที่มี Price to earnings ratio (P/E) ที่สูงกว่า P/E ของตลาดหลักทรัพย์มาก :
ค่า P/E ที่สูงมาก สะท้อนว่าราคาของหุ้นได้ปรับสูงขึ้นมากจนอาจไม่สะท้อนผลกำไรที่ควรเป็น
ของธุรกิจ ซึ่งการซื้อหุ้นที่มี P/E สูงหมายถึงนักลงทุนยอมรับความเสี่ยงที่จะต้องถือหุ้นไว้จนกว่าที่
ผลกำไรของบริษัทจะสะท้อนราคาดังกล่าว นอกจากนี้ข้อมูลที่ผู้วิจัยพบและควรให้ความระมัด
ระวัง คือ หุ้นที่ติด Cash Balance ทั้งหมด (ไม่รวมหุ้น IPO) ในปี 2555 จำนวน 41 หุ้น เป็น
หุ้นที่ไม่สามารถคำนวณค่า P/E ได้ หรือหมายถึงมีผลการดำเนินงานขาดทุน ณ สิ้นปี 2555 ถึง
18 หุ้น
3) หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายรายวันที่สูงผิดปกติ : โดยอาจเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต
ของหุ้นตัวนั้นเองหรือเทียบกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือตรวจสอบข้อเท็จ
จริงของข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ เพื่อประกอบการตัดสินใจ เพราะถึงแม้ว่า
ปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงสภาพคล่องของหุ้นที่สูงขึ้น แต่หากเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงเกินควร
อาจเป็นสัญญาณของความพยายามในการสร้างราคาหุ้นหรือเกิดการเก็งกำไรในหุ้นตัวนั้นๆ และ
หากบริษัทนั้นไม่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีรองรับเมื่อมีแรงเทขายจะทำให้ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว
และสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นอาจหายไปอย่างรวดเร็ว

ภาพที่ 4 ข้อมูลเชิงสถิติของหุ้นติดเกณฑ์ Cash Balance ในปี 2555

% Price Change Historical P/E (x) Turnover Ratio (%)
Average daily turnover (mn Baht) Market Cap. (mn baht)
ค่าเฉลี่ยของบจ.ใน SET 35.8 18.3 145.2 58.1 22,197.8
สถิติของหุ้นใน SET ที่ติด Cash Balance จำนวน 30 หลักทรัพย์
Mean 160.8 120.4 570.6 22.3 1,722.0
Mode 89.9 30.0 515.7 17.9 1,257.8
Max 1,669.1 918.0 1,824.4 61.7 4,552.9
Min -27.6 4.4 42.6 4.9 501.8
ค่าเฉลี่ยของบจ.ใน mai 57.3 22.8 341.6 17.1 1,873.5
สถิติของหุ้นใน mai ที่ติด Cash Balance จำนวน 11 หลักทรัพย์
Mean 205.6 48.9 453.1 14.1 1316.3
Mode 216.6 15.0 446.5 10.4 924.0
Max 544.1 140.1 900.4 57.9 5192.3
Min -9.2 6.4 120.7 3.9 282.6

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ประเด็นที่ 5 หลักทรัพย์ที่ติดเกณฑ์ Cash Balance เป็นหุ้นที่นักลงทุนคาดว่าจะมี
กำไรสุทธิสูงขึ้นจากการที่จะได้รับงานประมูลจากภาครัฐหรือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ หรืออยู่ใน
อุตสาหกรรมที่ได้อานิสงส์จากนโยบายของภาครัฐ
นอกจากตัวเลขอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว ผู้วิจัยยังให้ความสำคัญ
กับปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรในหุ้นบางประเภท โดยการเข้าไปศึกษาข้อมูลของ
บจ. ที่ติดเกณฑ์ Cash Balance ในปี 2555 พบว่ามีปัจจัยที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันหลาย
ประการที่ส่งผลให้นักลงทุนอาจให้น้ำหนักในการลงทุน โดยเฉพาะข่าวการเปลี่ยนแปลงด้านโครง
สร้างธุรกิจ หรือข่าวการขยายธุรกิจที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานในทิศทางฟื้นตัวหรือมีรายได้ที่จะ
ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้ หรือที่นักลงทุนรู้จักกันดีและเรียกหุ้นกลุ่มนี้
ว่า “หุ้น Turn Around” ซึ่งมักเป็นบริษัทที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
บริษัทประสบกับปัญหาทางการเงิน
บริษัทดำเนินงานผิดพลาดทำให้เสียความสามารถในการแข่งขัน
บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตต่ำหรืออุตสาหกรรมนั้นอยู่ในช่วงขาลง
ดังนั้นที่ผ่านมาหุ้นเหล่านี้จะมีระดับราคาที่ต่ำ นักลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เนื่องจากหวัง
ว่านโยบายการเปลี่ยนแปลงที่บริษัทแถลงจะสามารถทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทพลิกฟื้นได้
จริง ซึ่งจะทำให้การลงทุนในหุ้นดังกล่าวได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจากการ
ปรับโครงสร้างดังกล่าวหลายเท่าตัว
ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยเห็นว่า นักลงทุนควรตรวจสอบความถูกต้องของ “ข่าวดี” เหล่านั้น
และควรศึกษาถึงปัจจัยพื้นฐานของบริษัทก่อนการลงทุน โดยควรพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้
1.การเปลี่ยนโครงสร้างของผู้ถือหุ้น : ข่าวการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใน
ลักษณะที่มีบุคคลเป็นนายทุนหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง มีผลงานการบริหารเป็นที่ยอมรับ
ของนักลงทุนในวงกว้าง มีความสนใจเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการในบจ. ดังกล่าว ทำให้นักลงทุนที่
ให้น้ำหนักในเรื่องความสามารถในการบริหารเล็งเห็นหรือคาดหวังถึงมูลค่าที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้
บริหารหรือบริษัทนั้นๆ และเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อรอรับข่าวทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเป้าหมายปรับตัว
สูงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตามตราบใดที่ข้อตกลงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ความเสี่ยงอันเกิดจากข้อ
ตกลงไม่บรรลุผลก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ อีกทั้งหากไม่ใช่ข้อมูลที่บริษัทประกาศเองโดยตรงอาจมี
รายละเอียดของสัญญาที่ไม่เป็นดังที่นักลงทุนในตลาดคาดหวังส่งผลให้ราคาหุ้นที่ขึ้นไปรอนั้นสูง
เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก
2. การเปลี่ยนโครงสร้างทุน/โครงสร้างหนี้ : บริษัทที่ต้องการพลิกฟื้นผลประกอบการ
มักมีแนวโน้มที่จะระดมทุนเพิ่มโดยการออกหุ้นเพิ่มทุนหรือออกตราสารเพื่อระดมทุน อาทิ
warrant หรือตราสารต่างๆ รวมไปถึงการขายทรัพย์สินเพื่อนำมาใช้หนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้กับ
ทางธนาคาร สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในบริษัทที่ต้องการปรับโครงสร้างทุนหรือหนี้ ควรจะ
ต้องติดตามและศึกษาข้อมูลของการใช้เงินทุนที่ระดมเป็นอย่างดีว่าถูกนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้
กับบริษัท และสามารถฟื้นฟูโครงสร้างหนี้ได้จริงหรือไม่ การขายทรัพย์สินออกไปมีผลอย่างไรต่อ
มูลค่าของบริษัท หรือการปรับโครงสร้างหนี้จะมีเงินทุนเพียงพอต่อการนำมาพลิกฟื้นผลการ
ดำเนินงานได้หรือไม่ นอกจากนี้การออกหุ้นเพิ่มทุนผู้ถือหุ้นจะได้รับ dilution effect ซึ่งราคาหุ้น
จะต่ำลงแต่จะคุ้มค่าน่าลงทุนหรือไม่
3. การเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจ : นอกจากผู้บริหารฝีมือดีและเงินทุนที่บริษัท
ระดมทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจแล้ว นักลงทุนมักให้ความสนใจในหุ้นกลุ่มที่มีการปรับเปลี่ยนแนว
ทางการดำเนินธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่อยู่ในกระแสนิยม หรือมีการต่อยอดธุรกิจไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่อยู่
ในช่วงของการเติบโตสูง (potential growth) และธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาค
รัฐ เช่น
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาในระดับ
สูงแทบทุกปี และจากเหตุการณ์อุทกภัยในปี 54 และสภาพจราจรที่ติดขัด ทำให้คอนโดมิเนียมที่
มีทำเลที่ใกล้กับระบบขนส่งแบบรางของกรุงเทพฯ เป็นที่นิยมอย่างสูงทำให้ราคาที่ดินในหลาย
พื้นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ตลอดจนนโยบายภาครัฐในโครงการบ้านหลังแรกถือเป็นแรงสนับสนุนให้
เกิดความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนคาดหวังถึง
รายได้ของธุรกิจของหุ้นในหมวดนี้จนเกิดการเก็งกำไร ทำให้เป็นหุ้นกลุ่มที่ติดบัญชี Cash
Balance มากที่สุด
กลุ่มพลังงานทดแทน : จากนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมโดยให้เงินสนับสนุนแก่บริษัทที่
ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ ลม และ น้ำ ทำให้มีบริษัทจดทะเบียนทั้งรายเก่า
และใหม่เข้าไปลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนหลายราย โดยแนวโน้มของธุรกิจดูสดใสเพราะ
แหล่งที่มาของรายได้มาจากภาครัฐซึ่งค่อนข้างคงที่ อุปสรรคมีเพียงการเร่งสร้างโรงผลิตไฟฟ้าให้
ได้มาตรฐานและทันกำหนดเท่านั้น
กลุ่มสื่อสารและบริการ : ซึ่งเป็นกลุ่มที่กระแสของผู้บริโภคยังมีความต้องการอีกมาก
โดยเฉพาะในธุรกิจผู้วางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งได้รับอานิสงค์จากการประมูลคลื่นในระบบ
3G จากบริษัทผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ และยังมีผู้ประกอบการบางรายที่ได้งานประมูลจากภาค
รัฐให้ไปวางระบบในโครงการภาครัฐต่างๆ
กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานภาครัฐ : จากนโยบายภาครัฐ
ที่ตั้งงบประมาณเพื่อใช้ในการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งระบบจัดการน้ำ ระบบขนส่งภาย
ในกรุงเทพฯ และถนนต่างๆที่ใช้เชื่อมระหว่างจังหวัด ทำให้มีแรงเก็งกำไรในบริษัทที่เป็นผู้รับ
เหมาก่อสร้างที่มีแนวโน้มที่จะได้รับงานประมูลอยู่มาก
สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยหวังว่า ข้อควรพิจารณาในการซื้อขายหุ้นในภาวะตลาดเป็น Bull
market ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น จะช่วยเป็นปัจจัยประกอบสำหรับนักลงทุนให้เพิ่มความระมัดระวัง
ในการลงทุน และกระตุ้นเตือนให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดทุกครั้ง
ก่อนการลงทุน และตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานทางธุรกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นักลงทุนรายย่อยซึ่งมีข้อจำกัดในการวิเคราะห์มูลค่าพื้นฐานและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร จำเป็น
อย่างยิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปร่วมเก็งกำไรเพียงเพราะได้ฟังข่าวลือหรือข่าวจากวงใน
(insider trading) ซึ่งมีการแพร่กระจายอยู่ภายใต้ภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเฉกเช่นปัจจุบัน

เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย

Advertisements