SMT ไล่ล่าหาจุดสูงสุด
22-02-2013 04:07:45

ในปี 2554 เป็นปีที่นักลงทุนจำนวนมากจดจำหุ้นของบริษัท สตาร์ส ไมโครเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ได้อย่างขึ้นใจ เพราะสร้างประวัติศาสตร์เอาไว้ เป็นหุ้นที่วิ่งขึ้นยาวนานจนมาถึงราคาสถิติสูงสุดเหนือ 21 บาท แต่กลางปีถึงปลายปี เป็นหุ้นที่ถูกผลพวงของน้ำท่วมและผลประกอบการกดดันให้ต่ำลงไปถึง 5 บาทเศษ
วันนี้ ราคาหุ้นของ SMT กำลังกลับมาสู่จุดสูงสุดในรอบ 2 ปีใหม่อีกครั้งเหนือ 12 บาท พร้อมกับข่าวดีล่าสุดคือ บริษัทกำลังจะสามารถล้างขาดทุนสะสมเพื่อกลับมาจ่ายปันผลรอบใหม่ หากผลประกอบการกลับมามีกำไรต่อเนื่องในอนาคตในช่วงตลาดและเศรษฐกิจไทยยังเป็นขาขึ้น
คำถามของนักลงทุนที่เคยมีประวัติศาสตร์กับหุ้น SMT ก็คือว่า ราคาหุ้นจะกลับขึ้นไปสู่จุดที่เคยสูงสุดอีกครั้งได้หรือไม่
แม้จะยังไม่มีคำตอบชัดเจน แต่แผนธุรกิจของบริษัท ก็สามารถบอกเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นได้ตามสมควรว่า บาดแผลจากครั้งน้ำท่วมใหญ่ที่เคยทำให้บริษัทซวนเซนั้น หายสนิทแล้ว พร้อมจะกลับมาเปิดเกมรุกต่อไปด้วยห้วงเวลาของการเริ่มทะยานขึ้นรอบใหม่ทางด้านรายได้และกำไร
ในงวด 9 เดือนแรกของปี งบการเงินของบริษัทผู้ประกอบการรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระบุว่า ยังมียอดตัวเลขจากทุนสะสมประมาณ 103 ล้านบาท ซึ่งต้องรออีกว่าผลประกอบการงวดสิ้นปีจะสามารถทำได้เท่าใด เนื่องจากกำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกนั้น ทำได้มากถึง 720 ล้านบาท หลังจากที่น้ำท่วมใหญ่ทำให้เกิดตัวเลขขาดทุนมหาศาลในงวดสิ้นปี 2554 ถึง 1,502 ล้านบาท
มองในมุมลบ หากผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 ไม่ดีเพียงพอ ก็ยังอุ่นใจขึ้นได้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2556 นี้ หาก SMT ยังมีกำไรจากการประกอบการต่อไป โอกาสล้างขาดทุนสะสมก็จะเป็นไปได้แน่นอน เนื่องจากจะได้รับเงินเคลมประกันน้ำท่วมเข้ามาเพิ่มอีก 400 ล้านบาท ในไตรมาส 1 และรับเพิ่มอีก 200-300 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นกำไรพิเศษทันที
ตัวเลขเงินชดเชยจากประกันภัยน้ำท่วมซึ่งจ่ายเป็นเงินบาทดังกล่าว เป็นการเพิ่มเติมจากที่ได้บันทึกไปในปี 2555 จากยอดความเสียหายที่ถูกบันทึกจริง 1.57 พันล้านบาท
ในปี 2556 จะเป็นปีแห่งการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ เพราะบริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเคยเป็นยอดตัวเลขรายได้ที่ทำไว้เมื่อสิ้นปี 2553 จากการปรับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจครั้งสำคัญด้วยการมุ่งเน้นการผลิตสินค้าแผงวงจรไฟฟ้ารวม (Integrated Circuit : IC) เป็นหลัก 60% และเสริมด้วยธุรกิจชิ้นส่วน MMA (Microelectronics Module Assembly) 40%
เป้าหมายของการปรับกระบวนการผลิตดังกล่าว แตกต่างจากปีก่อนที่มีสัดส่วน MMA อยู่ที่ 60% และ IC 40% จากสาเหตุสำคัญที่สัดส่วนรายได้จาก IC เพิ่มขึ้นมาก เพราะปีนี้บริษัทมีคำสั่งซื้อจำนวนมากจากลูกค้าในอเมริกา จึงเร่งแผนจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มในส่วนของสินค้า IC เพิ่มขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ในปีนี้เริ่มมีลูกค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่นเดินทางมาลงทุนในอาเซียนแทนจีนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงลูกค้าของบริษัทด้วย หลังจากที่ญี่ปุ่นเกิดกรณีพิพาทกับจีนในเรื่องดินแดนขึ้น ทำให้เริ่มย้ายฐานการลงทุนมาในประเทศที่สามารถต่อยอดในอาเซียน (เออีซี) เป็นหลัก โดยเฉพาะประเทศไทย ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตที่ดี ก็ถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่ต้องฉวยไว้
ความมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มรายได้อย่างก้าวกระโดดในปีนี้ ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย เพราะผู้บริหารของ SMT มั่นใจว่า การใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรใหม่หลังน้ำท่วม ทำให้ปัจจุบันบริษัทสามารถผลิต IC Chip ที่เล็กที่สุดในโลกได้ในราคาประหยัด ซึ่งมียอดผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากถูกนำไปใช้ใน แท็บเล็ตและโทรศัพท์สมาร์ทโฟนชั้นนำของโลกแทบทุกแบรนด์ นอกจากนี้ บริษัทฯยังสามารถผลิต IC ขั้นสูงและแบบมาตรฐานด้วยเครื่องจักรใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี ล่าสุดของโลก ทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทำให้สามารถผลิตได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น และที่สำคัญสามารถลดต้นทุนด้านพนักงานได้มากถึง 50% และจะเพิ่มกำลังการผลิตสูงขึ้นเป็น 1,500 ล้านชิ้นต่อปีภายในต้นปี 2556
เครื่องจักรใหม่ที่บริษัทฯสั่งซื้อเอาไว้ตั้งแต่กลางปี 2555 ซึ่งต้องจ่ายเป็นเงินดอลลาร์มูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท ทำให้การที่ค่าบาทแข็งกลายเป็นประโยชน์เพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง เพราะช่วยทำให้การชำระเครื่องจักรในรูปดอลล์ช่วยประหยัดเงินของบริษัทลงไปได้มากทีเดียว
เทคโนโลยีที่ช่วยทั้งลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ผสมเข้ากับต้นทุนเครื่องจักที่ถูกลง จึงเป็นพื้นฐานที่ทำให้ผู้บริหารเชื่อมั่นว่า จะกลับมาทำกำไร และหากสามารถล้างขาดทุนสะสมได้ ก็จะกลับมาจ่ายปันผลได้เร็วขึ้น
ข้อมูลที่ทำให้โลกของ SMT สดใสมากขึ้นนี้ แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า ราคาหุ้นของบริษัทจะกลับไปทะลุที่จุดสูงสุดในอดีตเคยทำไว้ได้หรือไม่ ก็ยืนยันได้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า โอกาสสำหรับการกลับมาของผู้ประกอบการที่ผ่านมรสุมมาโชกโชนยังรออยู่ข้างหน้า เพราะเมื่อพิจารณาจากกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทแล้ว ถือว่าโดดเด่นมากกว่าตอนก่อนน้ำท่วมเสียด้วยซ้ำ เป็นสัญญาณทางบวกที่น่าติดตามสำหรับนักลงทุนที่ต้องการแสวงหาหุ้นที่ราคายังไม่แพง และมีอนาคตสดใส

Advertisements