ปีทองหุ้นรับเหมาก่อสร้าง

http://www.efinancethai.com/hotnews/hot/index.aspx?name=h_180113h&release=y

ปีทองหุ้นรับเหมาก่อสร้าง
*ชู STPI-ITD- SEAFCO น่าลงทุน

เซียนหุ้น ฟันธงภาพรวมธุรกิจรับเหมาฯปี56โต 20-30%รับอานิสงส์รัฐทุ่ม 2ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เอเซียพลัส คาด10หุ้นรับเหมาฯตุนงานในมือเพิ่มอีก 1.4 แสนล้านบาท ชู STPI-ITD- SEAFCO น่าลงทุน ฟากทิสโก้ แนะซื้อ CK ให้มูลค่าเหมาะสม 20 บาท ระบุมีอัพไซด์จากเงินลงทุน ส่วนเคจีไอ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย STEC เป็น 36 บาท หลังเซ็นสัญญารับงานรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญา1 ขณะที่บิ๊ก UNIQ มั่นใจปี56 รายได้โตไม่ต่ำกว่า 10%

*เซียนหุ้น ฟันธงรับเหมาฯปี56โต 20-30%

นักวิเคราะห์จาก บล.ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มของธุรกิจวัสดุก่อสร้างในปีนี้มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ทำให้ทิศทางของราคาวัสดุก่อสร้างอยู่ในระดับที่ทรงตัวและมีทิศทางปรับขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้รับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ เพราะเชื่อว่าคงจะเตรียมตัวรับมือไว้อยู่แล้วจากการสต็อกวัสดุก่อสร้างไว้ก่อน เพราะมีบทเรียนจากในช่วงปี 2008 ที่ราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างรุนแรง จากกรณีที่ประเทศจีนได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตค่อนข้างมาก
พร้อมกันนี้ คาดว่า แนวโน้มของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในปีนี้จะเติบโตประมาณ 20-30% เนื่องจากมีงานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันยังมีโครงการใหม่ๆที่จะเข้ามารองรับงานในมือของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง ทั้งโครงการของภาครัฐและเอกชน โดยโครงการของภาครัฐ อาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่คาดว่าจะได้ผู้รับเหมาก่อสร้างในช่วงเดือน เม.ย.นี้ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่คาดว่าจะมีการนำเสนอให้ครม.พิจารณาได้ในวันที่ 5 ก.พ. นี้ และโครงการรถไฟฟ้า 3 สาย อาทิ สายสีแดง สายสีเขียว และสายสีส้ม
ทั้งนี้หากประเมินราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงแล้ว แต่ยังคงมีสตอรี่ที่รองรับ ดังนั้นหากราคาปรับตัวลงก็สามารถเข้าซื้อได้ โดยแนะนำ STEC ราคาพื้นฐานที่ 33.50 บาท CK ราคาพื้นฐานที่ 22 บาท และ ITD ราคาพื้นฐานที่ 5.30 บาท

* รับอานิสงส์รัฐทุ่ม 2ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค.จะเสนอแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทเข้าครม. 21 ม.ค. นี้ ซึ่งจะมีรายละเอียดโครงการและงบประมาณของแต่ละโครงการ หลังจากนั้นจะเสนอร่างพรบ.กู้เงินตามโครงกล่าวเข้าครม. 5 ก.พ. สศค.คาดว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทจะทำให้ GDP เพิ่มขึ้น 1% และมีการจ้างงานเพิ่มกว่า 8 หมื่นตำแหน่ง…ความชัดเจนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลดีต่อหุ้นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการลงทุนดังกล่าวเน้นระบบโลจิสติกส์ และกว่าครึ่งหนึ่งเป็นขนส่งทางบก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับเหมาและผู้จำหน่ายและร้านค้าวัสดุก่อสร้าง

* เอเซียพลัส คาด10หุ้นรับเหมาฯตุนงานปีนี้เพิ่ม1.4 แสนล้านบาท

บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างของประเทศไทย เกิดขึ้นจากงานก่อสร้างขนาดใหญ่จำนวนมากทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันโดยสถานะ Backlog ณ สิ้น 3Q55 ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ 10 แห่ง ภายใต้ Coverageของ ASP มีรวมกันสูงถึง 3.5 แสนล้านบาท มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับปี 2556 จะมีการเปิดประมูลงานก่อสร้างขนาดใหญ่จากภาครัฐ ภายใต้แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่งปี 2556-2563 วงเงินรวม 1.99 ล้านล้านบาท โครงการที่สำคัญได้แก่ การเปิดประมูลงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หลังได้สรุปแล้วใน 2 เส้นทาง คือกรุงเทพ-เชียงใหม่ วงเงินก่อสร้าง 3 แสนล้านบาท และกรุงเทพฯหนองคาย วงเงินก่อสร้าง 1.98 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะมีการประมูลราคาผู้รับเหมาในช่วง3Q56 รวมถึงโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท จะช่วยสร้างกระแสเชิงบวกให้กับหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะ 3 ผู้รับเหมารายใหญ่ได้แก่ ITD CK และ STEC ซึ่งมีศักยภาพในการก่อสร้างงานระบบรางขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้รับเหมาขนาดกลางและเล็ก จะได้ประโยชน์ในฐานะที่เข้าไปเป็นผู้รับเหมาช่วง ภายใต้สถานการณ์ที่เอื้อหนุนดังกล่าวฝ่ายวิจัยคาดว่ายอดการรับรู้รายได้ในปี 2556 ของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง 10 แห่ง ภายใต้ Coverage ของ ASP จะเติบโตขึ้น 22%YoY เป็น 1.4 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 1.6 แสนล้านบาท ในปี 2557

* ให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาด ชู STPI-ITD- SEAFCO เด่นสุด

แม้ปี 2556 จะอยู่ในช่วงวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง แต่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มรับเหมาฯ ได้ปรับตัวขึ้นมาก เทียบกับตลาดรวม โดยราคาของบริษัทรับเหมา 10 แห่ง ภายใต้Coverage ของ ASP ได้ปรับตัวขี้นเฉลี่ย 93% และส่วนใหญ่มีค่า PER สูงเกินกว่า 20 เท่า ในขณะที่ SETIndex ปรับตัวขึ้นเพียง 33% ฝ่ายวิจัยจึงไม่คาดหวังว่าที่จะเห็นผลตอบแทนการลงทุนหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างโดดเด่นเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2555 จึงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเพียง ?เท่ากับตลาด? โดยเลือก ITD ,STPI และ SEAFCO เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ
ITD ( FV @Bt 5.24 ) : ถือเป็นหุ้นรับเหมาฯ ที่ยัง Laggard อยู่เมี่อเทียบกับตลาดรวม และบริษัทมีแนวโน้มผลดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้อีกครั้งในงวด 4Q55 เป็นต้นไปอีกทั้งโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายในประเทศพม่า เริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้นตามลำดับ จากการที่รัฐบาลไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการทวายให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยจะมีการสรุปผลการศึกษาเพื่อพัฒนาโครงการท่าเรือทวายตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับพม่าในเดือน ก.พ. 2556 สำหรับโครงการทวายถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อ ITD จากมูลค่าโครงการในเฟสแรกที่สูงถึง 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแหล่งงานให้กับ ITD ในอนาคต ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ปี
STPI ( FV@Bt 72.55 ) : หลังคว้างานโครงการใหญ่ คือ Ichthys onshore LNG Projects มูลค่า 739 ล้านเหรียญฯ ในประเทศออสเตรเลีย คาดว่า STPI จะมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างมากในช่วงระหว่างปี2556-2558 ตามมูลค่าของงานที่ได้ส่งมอบ จากประสบการณ์และการเตรียมความพร้อมที่ดี ทำให้ STPIปิดความเสี่ยงเกี่ยวกับต้นทุนโครงการได้เกือบทั้งหมด ทั้งนี้โอกาสทางธุรกิจของ STPI ยังมีต่อเนื่อง หลังปี2558 จากธุรกิจ LNG ในประเทศออสเตรเลียที่มีการเติบโตสูง เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลกแม้ว่าราคาหุ้น STPI จะปรับตัวขึ้นมาแล้ว 110% จากต้นปี 2555 แต่ยังมี Upside จาก Fair Value ของฝ่ายวิจัยอีก 17% บวกกับผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4% ต่อปี
SEAFCO ( FV@ Bt 6.91 ) : พื้นฐานบริษัทที่พลิกฟื้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นมาก หลังส่งมอบงานโครงการ margin ต่ำประเภทงานสะพานและถนนไปแล้วเกือบทั้งหมดขณะที่งานที่รับเข้ามาในช่วงหลัง ส่วนใหญ่เป็นงานที่ SEAFCO รับเฉพาะค่าแรง ซี่งเป็นงานที่มี marginสูง ทำให้คาดว่าปี 2555 SEAFCO จะสามารถสร้างกำไรได้สูงถึง 132 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 6 ปี และกำไรจะเพิ่มเป็น 144 ล้านบาท ในปี 2556 ซึ่งจะทำให้ SEAFCO กลับมาจ่ายเงินปันผลในปี 2555 ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี นอกจากนี้ในช่วงต้นปี 2556 SEAFCO มีลุ้นข่าวดีจากการรับงานเสาเข็มและฐานราก โครงการก่อสร้างทางพิเศษศรีรัช วงแหวนรอบนอก ต่อจาก CK มูลค่าราว 500-600 ล้านบาทจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจทีดีต่อกัน เห็นได้จากการที่ SEAFCO ได้รับงานต่อจาก CK ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าทุกสาย ที่ CK ชนะประมูล คือ สายสีม่วง สีนำเงิน และ สายสีเขียว

* ทิสโก้ แนะซื้อ CK ให้มูลค่าที่เหมาะสม 20 บาท

บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า ถึงแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาสูงในช่วงที่ผ่านมา แต่เรายังคงแนะนำให้ ?ซื้อ? CK เนื่องจาก 1) เราคาดว่าการก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน
ซึ่งจะช่วยเพิ่มงานในมือและผลประกอบการของ CK 2) กำไรจากการขายหุ้น TTW 3) กำไรจากการจดทะเบียนบริษัท CK Power และ 4) D/E ต่ำจากการขายหุ้นและการชำระหนี้แนวโน้มเชิงบวกจากงานในมือและโครงการที่มีศักยภาพ
ปัจจุบัน CK มีงานในมือสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการที่รอเซ็นสัญญา 2.82 หมื่นล้านบาท เช่นโครงการ SPP เฟซที่ 2 (5 พันล้านบาท) รถไฟฟ้าสายสีเขียว แบริ่ง ? สมุทรปราการ 2.5 พันล้านบาท และสายสีม่วง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรวมแล้วจะทำให้ CK มีงานในมือ 1.48 แสนล้านบาท และเราคาดว่างานในมือของ CK จะเพิ่มขึ้นได้อีกจากโครงการสาธารณะในปีนี้เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม บางซื่อ ? สะพานใหม่, รถไฟรางคู่, สนามบินสุวรรณภูมิเฟซ 2 และโครงการจัดการน้ำ
เราคาดว่าการที่ CK ขาย TTW ที่มีอยู่ 11% จะทำให้มีกำไรประมาณ 1.5 พันล้านบาทในช่วง 1Q56 และจะบันทึกกำไรจากการปรับมูลค่าตลาดของ TTW อีก 4 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ Gearing ของ Ck ลดลงจากเดิม 2.9 เท่าเป็น 1.4 เท่า แต่อย่างไรก็ตามหาก CK ลดการถือหุ้น TTW เป็น 19% จะทำให้ CK ไม่ได้รวมกำไรสุทธิของ TTW ไว้ในผลประกอบการแต่จะรับรู้เพียงเงินปันผลเท่านั้น (ประมาณ 372 ล้านบาทในปี 2556) แต่ยังมีอัพไซด์จากการนำบริษัท CK Power เข้ามาจดทะเบียนใน ตลท. ในปีนี้ (CK ถือหุ้น 38%)
เราปรับประมาณการและมูลค่าที่เหมาะสมของ CK เพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนการขายหุ้น TTW และใช้ P/BV ที่ 2.6 เท่าจากเดิม 2.3 เท่าทำให้มูลค่าที่เมหาะสมของ CK สำหรับปี 2556 เพิ่มขึ้นจากเดิม 9.9 บาทเป็น 20 บาท อ้างอิง EV/Backlog 0.4 เท่าซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 9 เท่าโดยมีความเสี่ยงคือ 1) ความล่าช้าในการก่อสร้าง 2) โครงการใหม่ที่น้อยกว่าคาดและ 3) ต้นทุนที่สูงขึ้น

* เคจีไอ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย STEC เป็น 36 บาท

บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า จากแนวโน้มของธุรกิจที่สดใสในระยะต่อไป เราจึงยังคงคำแนะนำ ?ซื้อ? STEC โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 36.00 บาท จาก 28 บาท หลังจากการ re-rating PBV จาก 2Std มาเป็น 3Std ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเมื่อปี 2547 จากการที่บริษัทมียอด backlog ในมือสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท จาก 2.65 หมื่นล้านบาทในปี 2547 นอกจากนี้ เรายังชอบ STEC จากแนวโน้มกำไรสุทธิที่ยังเติบโตต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกปีในช่วงปี 2555-2557 ยิ่งไปกว่านั้น สถานะทางการเงินของบริษัทยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งโดยมีสถานะเงินสดสุทธิ และสัดส่วน DE ที่ต่ำ ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดความเสี่ยงในการที่จะต้องเพิ่มทุนในอนาคต
มูลค่างานก่อสร้างสำหรับกลุ่มรรับเหมาก่อสร้าง คาดจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2556 อย่างน้อย 10.0% YoY เป็น 1 ล้านล้านบาท จากการใช้จ่ายลงทุนของภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขนส่งมวลชน ทั้งนี้จากอัตราการประสบความสำเร็จในการประมูลงานที่ 30.0% และยอดงานในมือ (backlog) ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท เราคาดว่ายอดขายของ STEC ในช่วงปี 2554-2557 น่าจะเพิ่มขึ้น 18.2% CAGR ขณะเดียวกัน เราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เอาไว้ได้ที่ 9.0% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทมีสภาพคล่องสูงทำให้สามารถต่อรองขอส่วนลดจากผู้ค้าวัสดุได้มากขึ้น อันจะช่วยชดเชยกับการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนงานก่อสร้างภาครัฐที่เพิ่มขึ้นเป็น 65-70% ของงานทั้งหมดของบริษัทจาก 59% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 นอกจากนี้อัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 20% ยังช่วยชดเชยผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและน่าจะทำให้ STEC ทำสถิติกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ในปี 2554-2557 จาก 903 ล้านบาทในปี 2554 เป็น 1.0 พันล้านบาทในปี 2555 เป็น 1.2 พันล้านบาทในปี 2556 และ1.4 พันล้านบาทในปี 2557
ในช่วงที่อุตสาหกรรมการรับเหมาก่อสร้างอยู่ในช่วงขาขึ้น ตลาดเชื่อว่า STEC จะมีโอกาสเพิ่มทุนในอีกไม่ช้า แต่เราไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะเรามองว่ามีความเสี่ยงไม่มากนักที่บริษัทจะต้องเพิ่มทุนเนื่องจาก i) ไม่ได้มีงานกระจุกมากนักในช่วงปี 2554-2557 เนื่องจากรัฐบาลกระจายโครงการใหญ่ๆ เช่น โครงการระบบรางไปเป็นสัญญาย่อยๆหลายสัญญา ซึ่งจะช่วยให้ STEC สามารถรักษาสมดุลระหว่างงานเก่าและงานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ii) บริษัทยังมีความสามารถที่จะกู้เพิ่มได้อีกจากการที่บริษัทมีสถานะเงินสดสุทธิและมีสัดส่วน DE ที่ต่ำ
ประมาณการเฉลี่ยของ Bloomberg คาดว่ากำไรสุทธิของ STEC ในปี 2556 จะอยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าประมาณการของเราที่ 1.2 พันล้านบาทอยู่ 10.8% ทั้งนี้จากยอด backlog จำนวนมากและ GPM ที่สูงถึง 9.0% เราเชื่อว่าตลาดมีมุมมองที่อนุรักษ์นิยมเกินไป และนักวิเคราะห์ในตลาดน่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทขึ้นอีกอย่างน้อย 10.0% ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ เรายังมองว่าราคาหุ้นของ STEC ก็ยังถือว่าถูกที่ระดับ 4.9x 2013 PBV หรือ 2Std ในขณะที่บริษัทมียอด backlog ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 5.8 หมื่นล้านบาทเมื่อเทียบกับ PBV ในอดีตที่ทำสถิติสูงสุดที่ 3std ในขณะที่มียอด backlog ในมือในเวลานั้นเพียงแค่ 2.85 หมื่นล้านบาทเท่านั้น เราเชื่อว่า STEC สมควรที่จะได้รับการ re-rate จาก 2std มาเป็น 3Std ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ PBV ในอดีต โดยราคาเป้าหมายของเราอยู่ที่ 36.00 บาทอิงจาก PBV ปี 2555 ที่ 6.3x
ด้วยผลประกอบการที่อยู่ในช่วงขาขึ้นและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เราจึงเลือก STEC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มโดยแนะนำ ?ซื้อ? และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 28 บาทเป็น 36 บาท
ล่าสุด วันนี้ (18 ม.ค.56 )กิจการร่วมค้า เอส ยู ซึ่งประกอบด้วย STECและUNIQ ซึ่งมีสัดส่วนในกิจการร่วมค้าฯ 60%และ40%ตามลำดับ ได้ร่วมกันลงนามสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ในโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต งานสัญญาที่ 1

*บิ๊ก UNIQ มั่นใจปีนี้รายได้โตไม่ต่ำกว่า 10%

นายนที พานิชชีวะ ประธานกรรมการ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า คาดว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อนเนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือหรือ Backlog อยู่ที่กว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยยังไม่ได้รวมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงสัญญาที่ 1 ที่มีมูลค่ารวม 2-3 หมื่นล้านบาทที่ร่วมกับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ที่คาดว่ารัฐบาลจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 8 ม.ค.นี้ ทั้งนี้ งานในมือปัจจุบันจะทยอยรับรู้บันทึกเป็นรายได้ตลอด 3-4 ปี
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ก็มีแนวทางที่จะเข้าประมูลงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องโดยหากเงื่อนไขใดที่บริษัทฯสามารถเข้าร่วมประมูลได้ก็จะเสนอเรื่องในทันที โดยงานที่จะเข้าประมูลหลักๆ จะเป็นงานลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เชื่อว่าในปีนี้จะมีออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนการบริหารต้นทุนบริษัทฯ ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจทั้งเรื่องต้นทุนจากค่าแรง วัสดุก่อสร้าง เพราะบริษัทฯจะต้องเน้นคุมต้นทุนเพื่อให้สามารถชนะการประมูลงานของภาครัฐที่จะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องในอนาคต
สำหรับผลประกอบการในปี 2555 บริษัทฯเชื่อว่าจะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้เมื่อเทียบกับปี 54 ที่บริษัทฯ ขาดทุน 15.87 ล้านบาท จากผลกระทบเหตุการณ์น้ำท่วม โดยสาเหตุที่ทำให้เขื่อว่าผลประกอบการในปี 2555 จะพลิกกลับมามีกำไร เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับค่าสินไหมกรณีน้ำท่วมประมาณ 200 ล้านบาทและยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งรวมไปถึงบริษัทฯยังคงเดินหน้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการเสริมรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ ในงวดสิ้นปี2555บริษัทฯจะมีการจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นตามนโยบายบริษัทฯที่กำหนดไว้ว่าจะต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิที่เหลือหลังจากหักเงินสำรองต่าง ๆทุกประเภท
ปี 55 บริษัทฯ ก็คงกลับมามีกำไรอีกครั้งจากปีก่อนที่ขาดทุนไปเพราะเจอน้ำท่วม และก็คงจะมีปันผลได้ในงวดปี 55 ตามนโยบายที่จ่ายไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรบริษัทฯ ส่วนราคาหุ้นที่ขึ้นมาต่อเนื่องคงเห็นว่าบริษัทฯ เราก็อยู่ในระดับเทียบชั้นกับการแข่งขันตลาดฯ ได้ ซึ่งก็เป็นผลบวกต่อการปรับตัวของราคาหุ้น เพราะก่อนหน้านี้ราคายังไม่ปรับตัวก็คงไม่มีใครเห็นเท่านั้นเอง” นายนที กล่าว

Advertisements