07 มี.ค. 2556 เวลา 15:26:48 น.
โดย ธันวา เลาหศิริวงศ์
คอลัมน์ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ
http://www.facebook.com/18thanwa

“แล้วไง??” เป็นคำถามที่ มักใช้ในการสนทนากับคนคุ้นเคยยามที่อาจต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง หลังจากวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา นักลงทุนไม่จำเป็นต้องรอลุ้นผลประกอบการประจำปี 2555 อีกต่อไป เพราะเป็นวันสุดท้ายที่ทุกบริษัทจดทะเบียนต้องเผยแพร่ผลประกอบการให้ทราบ ทั่วกัน ผลประกอบการนั้นย่อมทำให้นักลงทุนทั้งสมหวังหรือผิดหวัง

โดย เฉพาะในยามที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนส่วนหนึ่งจึงอาจมีคำถามกับตนเองว่า “แล้วไง??” จะทำอย่างไรหรือตัดสินใจอย่างไรต่อไป

วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยตอบคำถามข้างต้น คือ การนำองค์ประกอบที่สำคัญทั้งสองกล่าวคือ
หนึ่ง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และ
สอง ระดับราคาความถูกแพงของหุ้น มาสร้างความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะได้เป็น 4 กรณีดังนี้

กรณีแรก ผลประกอบการเป็นไปตามคาดหรือดีกว่าคาด และราคาหุ้นเข้าข่ายสูงกว่าราคาเหมาะสม หากมีหุ้นต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดและเชื่อมั่นในกิจการที่แข็งแกร่ง และยังจะมีผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนอาจพิจารณาในการถือหุ้นต่อ และให้เวลากับการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นอย่างมั่นคงตามผลประกอบที่ดีต่อ เนื่องนั่นเอง ส่วนนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นจำเป็นต้องเฝ้ารออย่างอดทน เพื่อตัดสินใจลงทุนยามหุ้นปรับตัวลงจนถึงราคาที่เหมาะสม และมี Margin of Safety ที่รับได้เท่านั้น
หากธุรกิจยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ผล ประกอบการแย่ลงในอนาคต นี่คือโอกาสในการขายทำกำไร เพราะโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นอีกต่อไป (Upside) น่าจะเริ่มจำกัด

กรณีที่สอง ผลประกอบการเป็นไปตามคาดหรือดีกว่าคาด และราคาหุ้นเข้าข่ายต่ำกว่าราคาเหมาะสม สิ่งแรกที่นักลงทุนต้องทำก็คือ หาสาเหตุที่ทำให้มีผลประกอบการดีเกินคาด ซึ่งจะต้องไม่เกิดจากรายการพิเศษหรือเกิดขึ้นครั้งเดียว หากมีปัจจัยที่ทำให้เชื่อได้ว่ากิจการนั้นจะดีต่อเนื่องในอนาคตระยะกลางและ ยาวด้วยแล้ว นี่คือโอกาสทองของการเข้าลงทุนในกิจการที่ดีในราคาที่มี Margin of Safety อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ตลาดหุ้นร้อนแรงและมีนักลงทุนสนใจหุ้นพื้นฐานดีจำนวนมากขึ้นเช่น ปัจจุบัน หุ้นยอดเยี่ยมที่ราคามี Margin of Safety นั้นย่อมหาได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้น หากคิดว่าระดับราคาเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวก็ควรพิจารณาเข้าลงทุน

กรณี ที่สาม ผลประกอบการแย่กว่าที่คาด และราคาหุ้นเข้าข่ายสูงกว่าราคาเหมาะสม หากเกิดจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวทำให้ผลประกอบการแย่ลง แต่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนัก หากเป็นกิจการที่ยอดเยี่ยมและราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนราคามี Margin of Safety เนื่องจากการเข้าใจผิด นี่คือโอกาสเข้าลงทุนเช่นกัน

แต่หากแนวโน้ม ผลประกอบการจะไม่ดีต่อเนื่องยาวนาน นี่คือจุดตัดสินใจในการขายหุ้น เพราะราคาเข้าข่ายสูงกว่าที่ควรจะเป็น การถือหุ้นดังกล่าวต่อไปย่อมไม่เป็นผลดี เพราะราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลดลงสู่จุดเหมาะสมในที่สุด

กรณีสุดท้าย ผลประกอบการแย่กว่าที่คาด และราคาหุ้นอยู่ในช่วงต่ำกว่าราคาเหมาะสม นอกจากการพิจารณาว่ามีรายการพิเศษที่ทำให้ผลประกอบการแย่กว่าที่คาดหรือไม่ แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงแนวโน้มว่าจะแย่ลงอย่างต่อเนื่องต่อไปหรือไม่ การลงทุนในหุ้นเหล่านี้ แม้จะเข้าลงทุน ณ ช่วงราคาที่ต่ำกว่าราคาเหมาะสม

นัก ลงทุนคงคาดหวังกำไรได้เพียงจากส่วนต่างของราคาที่ซื้อและราคาที่เหมาะสมเท่า นั้น เพราะหากไม่มีปัจจัยใหม่ที่จะทำให้ผลประกอบการฟื้นตัว โอกาสที่หุ้นได้รับ Price Premium หรือปรับขึ้นจากราคาเหมาะสมนั้นแทบจะเป็นไปได้น้อยมาก

นักลงทุนที่ ประสบความสำเร็จนั้นส่วนใหญ่มักโดดเด่นทั้งทางด้าน “ศาสตร์” และ “ศิลป์” กรณีทั้งสี่ที่กล่าวมานั้นเป็นกรอบความคิดที่ตอบคำถาม “แล้วไง??”

ในมิติทางด้าน “ศาสตร์” เพราะทั้งการประเมินมูลค่าหุ้น และการประมาณการผลประกอบการรายไตรมาสรายปี ผลประกอบการในอนาคตนั้นล้วนเกิดจากการคำนวณ

ส่วน มิติด้าน “ศิลป์” นั้น มักไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและล้วนเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ ทั้งในด้านจิตวิทยาการลงทุน อารมณ์กระแสมวลชน ความคาดหวัง ล้วนเป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ต้องการประสบความสำเร็จต้องหมั่นเรียนรู้ ทบทวนประสบการณ์ทั้งด้านบวกและลบเพื่อทำให้การตัดสินใจในทุกสถานการณ์ดียิ่ง ขึ้นไปอีก

2 14
Wild Rabbit
22 ชั่วโมงที่แล้ว

Advertisements