กระทิงไทยเอาอยู่ แม้ทุนต่างชาติไหลออก
11-03-2013 04:07:22

ไม่เคยมีมาก่อนเลยที่หุ้นไทยจะดีดตัวมากในยามที่นักลงทุนต่างชาติกำลังจะออกจากตลาด ดัชนีเซ็ท ปรับตัวขึ้น 4.6% เมื่อเดือนที่แล้วแม้ว่าผู้จัดการกองทุนระหว่างประเทศขายสุทธิ 583 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเงินทุนไหลออกมากที่สุดในบรรดาตลาดในเอเชีย 10 ตลาด
การดีดตัวซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากแรงซื้อของนักลงทุนภายในประเทศ 611 ล้านดอลลาร์ ถือว่ามากกว่าเดือนไหนๆ ที่ต่างชาติถอนเงินสุทธิเกินกว่า 500 ล้านดอลลาร์
เพชรรัตน์ โพธิวัฒนะเสถียร ผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทยจำกัด กล่าวว่า นักลงทุนในท้องถิ่นเตรียมที่จะเข้าไปในตลาดและตามล่าหุ้นราคาถูก
คนไทยกำลังขับเคลื่อนกำไรหุ้นในขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในอัตราที่เติบโตโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นอย่างน้อย และรายได้ในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น
ในขณะที่มอร์แกน สแตนเลย์ กำลังแนะนำให้ลูกค้าลดการถือครองหุ้นหลังจากที่การประเมินมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ อะเบอร์ดีน แอสเซ็ต แมเนจเมนต์ และไอเอ็นจี อินเวสเมนต์ แมเนจเมนต์ยังคงมองว่าหุ้นไทยจะมีความคึกคัก
จากการรวบรวมข้อมูลของบลูมเบิร์ก ดัชนีเซ็ทได้ฟื้นตัวทุกครั้งที่การเทขายของต่างชาติเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับตัวลงเป็นรายเดือน นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 เป็นต้นมา โดยดัชนีดีดตัวเฉลี่ย 22% ในช่วง 12 เดือนต่อมา
กองทุนชั้นนำ
อดิเทพ วานาบริคชา ผู้จัดการกองทุนหุ้นไทยของอะเบอร์ดีน กล่าวว่า หุ้นไทยยังคงค่อนข้างน่าสนใจเมื่อคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรของบริษัท โดยกองทุนอะเบอร์ดีน นิว ไทย อินเวสเมนต์ ทรัสต์ (เอเอ็นดับเบิลยู) ให้ผลตอบแทน 35%ในปีนี้ สูงสุดในบรรดากองทุนหุ้นไทย 225 กองที่บลูมเบิร์กติดตามดู ตามความเห็นของอดิเทพ เขาชอบหุ้นที่เกี่ยวพันกับดีมานด์ภายในประเทศ เช่น ธนาคารกสิกร และสยามแมคโคร
เงินไหลออกจากหุ้นไทยเมื่อเดือนที่แล้ว ตรงข้ามกับเงินที่ไหลเข้าไปยังอินโดนีเซีย 1,200 ล้านดอลลาร์ และมีการซื้อสุทธิ 146 ล้านดอลลาร์ในฟิลิปปินส์ ทั้งดัชนีจาการ์ต้า คอมโพสิต และ ดัชนีตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ปรับตัวขึ้น 7.7% ในเดือนกุมภาพันธ์
ความผันผวนลดลง
จากการรวบรวมข้อมูลของบลูมเบิร์ก นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันซื้อขายหุ้นมีสัดส่วนประมาณ 73% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยเมื่อดูจากข้อมูลถึงวันที่ 6 มีนาคมในขณะที่มีสัดส่วนแค่ 61% ในช่วง 5 ปีก่อน ปริมาณการซื้อขายต่อวันในกระดานหลักและกระดานรองในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 135% โดยมีมูลค่าเป็นประมาณ 58,000 ล้านบาท
ซินดี ฮวง ผู้จัดการกองทุนของไอเอ็นจี ไทยแลนด์ ฟันด์ กล่าวว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงในทางบวกเนื่องจากมันช่วยลดความผันผวนภายในตลาด โดยฮวงชื่นชอบหุ้นก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์
ความผันผวนในรอบ 30 วันของดัชนีเซ็ท อยู่ที่ 12.2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ลดลงจากอัตราเฉลี่ย 20.2 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ของดัชนีหุ้นอินโดนีเซียอยู่ที่ 9.8 และอยู่ที่ 13.8 สำหรับดัชนีหุ้นฟิลิปปินส์
มูลค่าสัมพัทธ์
โจนาธาน การ์เนอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่และเอเชียของมอร์แกน สแตนเลย์ ในฮ่องกง กล่าวว่า หุ้นไทยมีราคาแพงหลังจากที่การประเมินมูลค่าเพิ่มขึ้น เขาแนะนำให้ลดโพสิชั่นให้ลงไปมีน้ำหนักต่ำกว่าดัชนีในเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม ดัชนีเซ็ท ซื้อขายในราคา 14 เท่าของประมาณการกำไรในช่วง 12 เดือนของนักวิเคราะห์ ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่บลูมเบิร์กเริ่มติดตามข้อมูลในเดือนมกราคม 2549 และสูงกว่า ดัชนีตลาดเกิดใหม่เอ็มเอสซีไออยู่ 36% การดีดตัว 82% ของดัชนีหุ้นไทยจากที่ได้ลดลงต่ำสุดในวันที่ 4 ตุลาคม 2554 ได้เกินกว่าการดีดตัวเฉลี่ย 77% ในช่วงที่ตลาดคึกคักนับตั้งแต่ปี 2530
เศรษฐกิจโต
การไหลออกของเงินทุน และ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มมากขึ้นของไทย กระตุ้นให้รัฐบาลต้องลดค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดวิกฤติการเงินไปทั่วเอเชีย นักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากหุ้นไทยประมาณ 30,000 ล้าน บาทในช่วง 12 เดือนที่นับถึงเดือนมิถุนายน 2540 ในตอนนั้น ดัชนีปรับตัวลง 60% เทียบกับที่ดัชนีหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอ็มเอสซีไอ ปรับตัวลงแค่ 16% จนถึงขณะนี้ ดัชนีเซ็ทยังคงต่ำกว่าระดับสูงสูงตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อเดือนมกราคม 2547 อยู่ 11%
หวงกล่าวว่า เศรษฐกิจและตลาดการเงินของไทยได้เริ่มมีความทรหดมากขึ้นต่อการถอนเงินออกของต่างชาติ ทุนสำรองต่างประเทศได้โตมากกว่า 500% นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเอเชีย โดยมีมูลค่าเป็นประมาณ 179,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เมื่อดูจากข้อมูลของบลูมเบิร์ก
ข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ชี้ว่า ประเทศไทยน่าจะได้ดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์เท่ากับ 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2556
ยกเว้นภาษี
ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม จีดีพีไทยขยายตัว 18.9% ซึ่งเป็นอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มรวบรวมตัวเลขในปี 2536 ทั้งนี้เป็นเพราะว่า การผลิตฟื้นตัวจากอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 70 ปี เมื่อปี 2554 รัฐบาลประเมินว่า เศรษฐกิจโต 6.4% ในปี 2555 เทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่ 4.2% แต่การขยายตัวนี้อาจจะลดลงเหลือประมาณ 4.5-5.5% ในปีนี้
อดิเทพกล่าวว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นและแรงจูงใจด้านภาษีสำหรับการลงทุนในระยะยาวได้กระตุ้นให้คนไทยนำเงินไปเล่นหุ้นกันมากขึ้น ไอเอ็มเอฟระบุว่า จีดีพีต่อหัวของประเทศไทยได้เพิ่มเป็นประมาณ 5,850 ดอลลาร์ (175,500บาท) จาก 3,900 ดอลลาร์ (119,700 บาท) ในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ และประเทศไทยได้อนุญาตให้ประชาชนลงทุนโดยไม่ต้องเสียภาษีได้ถึง 1 ล้านบาทต่อปี ในกองทุนหุ้นระยะยาวและกองทุนเกษียณอายุ
การใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค
เมธา ซามันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของฟิเดลิตี้ เวิลด์ ไวด์ อินเวสเมนต์ ในฮ่องกง กล่าวว่า แนวโน้มในระยะยาวสำหรับตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทยเป็นบวกทั้งคู่เพราะการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคกำลังเพิ่มมากขึ้น และไทยกำลังดึงดูดการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ
ราคาถูก
รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อนุมัติแผนใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค 2 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์เพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและเครือข่ายขนส่งมวลชน
ปอง โฮยิน ผู้จัดการกองทุนของอัลลิแอนซ์ โกลบัล อินเวสเตอร์ ในฮ่องกง กล่าวว่า ตัวเร่งปฏิกิริยาต่อไปจะอยู่ที่ เมื่อรัฐบาลเริ่มจัดสรรเงินให้กับโครงการเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยให้ชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
จากการคาดการณ์ของบลูมเบิร์ก กำไรในดัชนีเซ็ตน่าจะเพิ่มขึ้น 28% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เทียบกับกำไรในดัชนีประเทศกำลังพัฒนาของเอ็มเอสซีไอ ซึ่งอยู่ที่ 18%

Advertisements