KBANK ไม้ผลัดใบ หรือ กินยาผิดซอง
05-03-2013 04:09:06

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และ แต่งตั้งทีมบริหารระดับสูงสุดใหม่ของ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)หรือ KBANK มีจุดสำคัญโดดเด่นที่สังเกตได้ถึง 4 ประการคือ
เป็นการเปลี่ยนรุ่นของคณะกรรมการที่ควบคุมนโยบายและทิศทางรวมขององค์กรในลักษณะ “ไม้ผลัดใบ”
บัณฑูร ล่ำซำ คุมความรับผิดชอบเบ็ดเสร็จด้วยการควบรวมทั้งตำแหน่งประธานคณะกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ตั้งกรรมการผู้จัดการคู่ 2 คน เป็นครั้งแรกในประวัติของธนาคารพาณิชย์ไทย
กรรมการผู้จัดการทั้งคู่ มาจาก “คนใน” ทั้งหมด และเป็นรุ่นที่สองของผู้บริหารที่ไม่ได้มาจากคนในตระกูลล่ำซำ ที่ผูกขาดตำแหน่งนี้มาค่อนข้างยาวนาน
การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการในลักษณะไม้ผลัดใบนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก เพราะเป็นไปตามข้อบังคับคณะกรรมการธนาคาร ซึ่งกำหนดอายุกรรมการต้องไม่เกิน 72 ปี ยังผลให้ คณะกรรมการชุดเดิม 4 คนที่เป็นผู้อาวุโสได้แก่นายบรรยงค์ ล่ำซำ ประธานกรรมการและกรรมการที่ปรึกษาแก่คณะจัดการ นายศุกรีย์ แก้วเจริญ กรรมการ กรรมการที่ปรึกษาแก่คณะจัดการ ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์การ และกรรมการกำกับดูแลกิจการ นางเอลิซาเบธ แซม กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ นายฮิโรชิ โอตะ กรรมการอิสระ และกรรมการกำกับดูแลกิจการ
คณะกรรมการที่ลาออกนี้ จะมีผลบังคับใช้หลังการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2556 เป็นต้นไป
ผลของการผลัดใบคณะกรรมการ ทำให้มีคนรุ่นใหม่เข้ามานั่งเป็นคณะกรรมการชุดใหม่แทน ซึ่งมีความน่าสนใจประกอบด้วยนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขึ้นมาควบรวมทั้งตำแหน่งประธานคณะกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีอำนาจเบ็ดเสร็จ
นอกจากนั้น ยังมีบุคคลทดแทน ประกอบด้วย นายสมชาย บุลสุข เป็นรองประธานกรรมการ นายกฤษฎา ล่ำซำ เป็นรองประธานกรรมการและกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร นายปรีดี ดาวฉาย เป็นกรรมการ นายธีรนันท์ ศรีหงส์ เป็นกรรมการ และเตรียมเสนอผู้ถือหุ้นให้เลือกตั้งกรรมการใหม่อีก 2 คนคือ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และนายกลินท์ สารสิน เป็นกรรมการอิสระ นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย เป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร
ตำแหน่งที่มีสร้างความประหลาดใจอย่างมากคือ กรรมการผู้จัดการคู่ของนายปรีดี ดาวฉาย และ นายธีรนันท์ ศรีหงส์ เพราะถือเป็นครั้งแรกที่แหวกวงการ แต่นายบัณฑูรซึ่งกุมบังเหียน ได้แถลงแก้ต่างข้อสงสัยเอาไว้ว่า เป็นเรื่องที่เตรียมการเอาไว้แล้ว เพราะโจทย์ในอนาคตของ KBANK เป็นโจทย์ที่ใหญ่ ต้องมีการปรับโครงสร้างใหญ่เพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและ รองรับ AEC PLUS ซึ่งจะทำให้ ตลาดกว้างขึ้น มีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนไป การดำเนินธุรกิจเปลี่ยนขั้วไปเพื่อรับมือการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น พร้อมรับโอกาสใหม่ๆ กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย
โดยข้อเท็จจริงแล้ว กรรมการผู้จัดการทั้งคู่ ก็ไม่ใช่คนหน้าใหม่อะไรจากไหน หากแต่เป็นรองกรรมการผู้จัดการที่ทำงานคู่เคียงกับนายบัณฑูรมายาวนาน และเป็นส่วนหนึ่งของการจัดโครงสร้างเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่ง KBANK ได้จัดองค์กรแบบใหม่ที่เรียกว่า การบริหาร 4 ภูมิ ซึ่งครั้งนั้น ก็เคยมีการตั้งข้อสังเกตเช่นเดียวกันว่าเป็นการพลิกวงการธนาคารเช่นกัน
หากย้อนไปดูรูปแบบของโครงสร้างบริหาร 4 ภูมิ (Domain) จะเห็นถึงการ “นำแบบรวมศูนย์” ที่กระจายความรับผิดชอบอย่างยืดหยุ่น โดยมีผู้ประสานงานภูมิ 4 คน ได้แก่ 1) ภูมิด้านธุรกิจ ดูแลเรื่องการบริการลูกค้าทั่วไป (สินเชื่อและธุรกรรม) มีนายกฤษฎา ล่ำซำ กำกับดูแล 2) ภูมิด้านบริหารความเสี่ยง ดูแลเรื่องการบริหารความเสี่ยงและคุณภาพหนี้ มีนายปรีดี ดาวฉาย กำกับดูแล 3) ภูมิด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดูแลเรื่องระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและ การปฏิบัติการ มีนายธีรนันท์ ศรีหงส์ กำกับดูแล และ 4) ภูมิด้านทรัพยากร ดูแลเรื่องการวางแผนด้านบุคคล การเงิน และยุทธศาสตร์องค์การ มีนายสมเกียรติ ศิริชาติไชย กำกับดูแล
ผู้ประสานงานทั้งสี่นี้ ประกอบด้วยผู้อาวุโสมากที่สุดคือ นายปรีดี ในขณะที่อีก 3 คนมีอายุต่ำไม่ถึง 50 ปี ซึ่งทั้งหมด ล้วนผ่านการฝึกปรือฝีมือมาอย่างช่ำชองในประสบการณ์ที่ผ่านมา และสร้างความแข็งแกร่งให้กับ KBANK ในช่วง 3 ปีนี้อย่างดีเยี่ยม จากผลการเติบโตทางด้านรายได้ สินเชื่อ และผลกำไรที่โดดเด่นอย่างมาก
การปรับเลื่อนชั้นผู้บริหารระดับสูงของ KBANK จึงเป็นการยกเลิกระบบ 4 ภูมิโดยปริยาย พร้อมกับได้กรรมการผู้จัดการคู่ ซึ่งถือว่ายังคงรักษาระบบบริหารรวมศูนย์ที่กระชับมากขึ้นมาแทน
การปรับโครงสร้างใหม่นี้ อาจจะมีเหตุผลในเชิงการบริหารรองรับ เพราะหากมองจากผลประกอบการ และความสามารถในการทำกำไรของ KBANK นับแต่ปี 2552 มาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่า ในช่วงปี 2553 และ 2555 จะเป็นช่วงที่อัตราเติบโตของรายได้ ยอดขาย และกำไรโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะในปี 2555 ความโดดเด่นของการเติบโตด้านสินเชื่อ และผลกำไรพุ่งพรวดขึ้นมามากเป็นพิเศษชนิดเกินคาดหมาย (ดูตารางประกอบ)
การปรับขบวนเพื่อรักษาโมเมนตัมของการเติบโตให้แข็งแกร่ง จึงเป็นความท้าทายใหม่ที่ผู้บริหารซึ่งมีวิสัยทัศน์จำต้องกระทำเพื่อให้องค์กรมีความเปลี่ยนแปลงรับการท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นความไม่หมกมุ่นพึงพอใจกับความสำเร็จที่ผ่านมาได้ดียิ่ง
หากมองจากกลยุทธ์ดังกล่าว แม้จะไม่ได้มีการแถลงอย่างเป็นทางการ จะมองเห็นได้ว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ มุ่งหวังสร้างยุทธศาสตร์ 2 ด้านพร้อมกันคือ 1) รักษาฐานที่มั่นเดิมให้แข็งแกร่งอย่างกระชับ 2) ขยายแนวรบใหม่ไปสู่พรมแดนของธุรกิจที่มีศักยภาพในอนาคตนั่นคือ ธุรกิจประกันชีวิต
คำอธิบายถึงการปรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคู่ของนายบัณทูร ให้น้ำหนักกับยุทธศาสตร์แรกก่อน นั่นคือ ทุกวันนี้มีทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาเยอะมาก กรรมการผู้จัดการคนเดียวรวบงานทุกอย่างเข้ามาไว้ทั้งหมดแล้วอาจจะจัดการไม่ทัน ทั้งสองคนก็ต้องทำงานในลักษณะคู่กันไป ต้องรู้เหมือนกันทุกด้าน บวกกับซีอีโออีกหนึ่งคน (คือนายบัณฑูรเอง) ที่จะช่วยกันบริหารจัดการงานธนาคารร่วมกัน ฉะนั้น ทุกคนก็จะมี KPI ชุดเดียวกัน มองอีกมุมหนึ่งก็เป็นการคานอำนาจกันอย่างเป็นระบบ และตรวจสอบกันและกันอย่างไปในตัว
ส่วนคำอธิบายยุทธศาสตร์ที่สอง อยู่ที่การเคลื่อนย้ายผู้บริหารใน 4 ภูมิเดิม 2 คนคือ นายกฤษฎา และนายสมเกียรติ ไปกำกับดูแลทิศทางของธุรกิจประกันชีวิตมากขึ้นนั้น ย่อมมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการมองหาช่องทางสร้างรายได้ใหม่นอกเหนือจากธุรกิจขายกรมธรรม์ประกันผ่านธนาคาร (bancaassurance) ที่กระทำกันมานานหลายปี และทำรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเป็นกอบเป็นกำ
การขยับนายกฤษฎา ซึ่งเป็นคนของตระกูลล่ำซำเองขึ้นมาเป็นรองประธานกรรมการธนาคาร และกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร กับ นายสมเกียรติเป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร และประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ก็เพื่อจะให้ดูงานด้านยุทธศาสตร์ในภาพรวมของธนาคารมากกว่างานบริหารโดยตรง เพื่อที่จะให้ปลีกเวลาและความสนใจ ไปรับผิดชอบงานด้านประกันชีวิตที่เข้มข้นมากขึ้น จากการที่ทั้งนายกฤษดาและนายสมเกียรติ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้กินตำแหน่งรองประธานกรรมการของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตควบคู่ไปด้วย เรียกว่าบริหารแบบเชื่อมโยงกันทั้งสองบริษัทให้ไปในทิศทางเดียวกัน
การเชื่อมต่อในรูปแบบใหม่ตามยุทธศาสตร์และโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ จะทำให้ธนาคารกสิกรไทยและกลุ่มเมืองไทยประกัน เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่แข็งแกร่งในทุกด้าน มีใบอนุญาตทุกธุรกิจการเงินครบถ้วน ฉะนั้น พร้อมให้บริการทางการเงินที่ครอบคลุมชีวิตมนุษย์ในทุกตลาดที่ต้องการจะโฟกัส ซึ่งก็คือ ตลาดประเทศไทย และ AEC Plus (10 ประเทศอาเซียน + จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี)
ย่างก้าวดังกล่าว เป็นความมุ่งหวังที่จะตอบโจทย์ธุรกิจการเงินเบ็ดเสร็จล่วงหน้าในการสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การเงิน ตามกลุ่มลูกค้า กลุ่มทางภูมิศาสตร์ กติกา และวัฒนธรรม ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของจำกัดกรอบธุรกิจเดิมๆ โดยเฉพาะกับตลาด AEC Plus ที่จะมีผลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
คำอธิบายเพิ่มเติมของนายบัณฑูรที่ว่า ในอดีต KBANK อาจไม่ค่อยสนใจธุรกิจประกันชีวิตมากนัก เพราะอัตราการเติบโตยังไม่สูงนัก แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตทวีความสำคัญมากขึ้น การเข้าถือหุ้นในบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตในสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นย่างก้าวที่สำคัญ และจากนี้ไป การกระชับธุรกิจให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ก็ยิ่งจำเป็นมากขึ้นไปอีก เป็นตรรกะที่สมเหตุสมผล
โจทย์ที่นายบัณฑูร และ KBANK สร้างขึ้นมาและพยายามตอบด้วยการผลัดใบ คณะกรรมการ และปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูงใหม่ จึงเป็นความท้าทายว่า เป็นโจทย์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นแค่ “กินยาผิดซอง”
ผลลัพธ์ในอนาคตจะเป็นตัวชี้ขาดดีที่สุดว่าการเปลี่ยนตัวเอง เสียก่อนจะถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยน ถูกต้องหรือไม่

Advertisements