ROBINS หัวหอกค้าปลีกจิราธิวัฒน์
07-03-2013 04:09:51

แผนธุรกิจปี 2556 ของบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ROBINS มีความน่าสนใจ ในเชิงยุทธศาสตร์ของกลุ่มจิราธิวัฒน์ (หรือกลุ่มเซ็นทรัล) ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่สุดของไทยที่ประกาศแผนธุรกิจ 3 ปีว่า ปี 2556-2558 ได้เตรียมงบลงทุนรวมไว้ที่ประมาณ 60,000-90,000 ล้านบาท หรือ ลงทุนต่อปีประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท เพื่อขยายโครงการต่างๆ ของธุรกิจในเครือทั้ง 5 กลุ่ม ทั้งในและต่างประเทศ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งขนาดตลาดจะเติบโตขึ้นเป็น 600 ล้านคน และประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญของอาเซียน โดยปี 2556 เตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 38,000 ล้านบาทเป็นกรณีศึกษาใน 2 ระดับพร้อมกัน
ระดับแรกคือ การเคลื่อนตัวเข้ายึดหัวหาดในเมืองใหญ่ของประเทศไทย เพื่อรองรับการเคลื่อนตัวของความเจริญทางเศรษฐกิจในหัวเมืองหลักของประเทศ ทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปศูนย์การค้า เพื่อกระจายการลงทุนในเศรษฐกิจท้องถิ่น นำขบวนโดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และกลุ่มธุรกิจโรงแรม (CHR)
ระดับสองคือ การเคลื่อนตัวของกลุ่มค้าปลีกภายใต้การนำของบริษัท บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (CRC) ผู้คุมทิศทางธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดทุกรูปแบบ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง (CMG) และบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) หัวขบวนของธุรกิจอาหาร
การเคลื่อนขบวนธุรกิจดังกล่าวเป็นไปอย่างมีระบบ ซึ่งมีการวางแผนอย่างรัดกุม โดยในกลุ่มค้าปลีกและอาหารนั้น มีความน่าสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะ CRC นั้น ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า ในการเดินหน้าลงทุนแบบ 360 องศา จะรุกในต่างประเทศ ส่วนในประเทศมอบหมายให้โรบินสัน เป็นหัวหอกในการเดินหน้า
ยุทธศาสตร์เช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นว่า การรุกเข้าไปสร้างพื้นที่ศูนย์การค้าในต่างจังหวัดของประเทศนั้น จะพ่วงเอาROBINS เกาะพ่วงไปด้วยเพื่อสานต่อยุทธศาสตร์ให้ครบถ้วน
เป้าหมายและภารกิจของ ROBINS คือ เจาะทะลวงพื้นที่ค้าปลีก เพิ่มสาขาที่เปิดให้บริการในจังหวัดตะเข็บชายแดนหรือจังหวัดที่ติดกับประเทศ เพื่อนบ้านเพื่อสร้างเครือข่ายป้องกันมิให้คู่แข่งขันทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดออกไปจากกำมือ รวมทั้งเพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้นหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
แผนการลงทุนของ ROBINS ในปี 2556 ที่นายปรีชา เอกคุณากุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประกาศว่าจะใช้งบลงทุน 4,000 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่อีก 5 แห่ง(ไม่นับกาญจนบุรีที่เปิดไปแล้ว)รวมทั้ง เชียงใหม่ อุบลราชธานี สกลนคร สุรินทร์ และสระบุรี รวมทั้งการขยายสาขาเดิมที่อุดรธานีด้วยกลยุทธ์ “Partnership in Growth” ซึ่งจะทำให้มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 32 สาขา เพิ่มจากปีก่อนที่มีอยู่ 27 สาขา และยังยืนยันแผนการรุกเปิดสาขาปีละ 5 ขาสาใหม่ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าหมายว่าจะให้มีเครือข่ายมากที่สุดในประเทศ จึงสอดรับกับแผนใหญ่ของกลุ่มจิราธิวัฒน์เพื่อเตรียมความพร้อม
ฐานะของ ROBINS จากนี้ไป จึงมีความหายโดดเด่นไม่น้อย เมื่อมองจากบทบาทในการเป็นหัวหอกของในธุรกิจค้าปลีก หลังจากที่กลุ่มจิราธิวัฒน์ สูญเสียธุรกิจดิสเคาท์สโตร์ในบริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์สโตร์ จำกัด ภายใต้แบรนด์ “บิ้กซี”ให้กับกับต่างชาติหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 13 ปีที่ผ่านมาอย่างไม่มีวันกลับ
เดิมทีนั้น กลุ่มจิราธิวัฒน์มุ่งหวังให้บิ๊กซีเป็นหัวหอกในธุรกิจค้าปลีกเพื่อรุกลงตลาดล่าง ในขณะที่ห้างเซ็นทรัลกินตลาดบน แต่เมื่อสถานการณ์วิกฤตทำให้ต้องสูญเสียอย่างมาก การเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาขับเคลื่อนให้ ROBINS เป็นหัวหอกแทน จึงเป็นทางเลือกที่ต้องกระทำ
สำหรับ Robins เองนั้น หลังจากผ่านความยากลำบากในการปรับโครงสร้างหนี้ และโครงสร้างทางการเงินใหม่ ก็สามารถกลับมาฟื้นตัวทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนทางการเงินที่โดดเด่น ซึ่งสะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากเมื่อสิ้นงวดบัญชีปี 2552 มีราคาหุ้นเพียงแค่ 10 บาทเศษ ปัจจุบันล่าสุด ราคาเข้าใกล้ 80 บาทไปทุกขณะ
ที่สำคัญ ยอดขายและผลกำไรของกิจการ(ดูจากตารางประกอบ) ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและโดดเด่นตลอดเวลา จนมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จ่ายปันผลแข็งแก่มากจนสามารถรุกลงทุนโดยไม่ต้องพึ่งพาการเพิ่มทุนใหม่ๆ อีกต่อไป
ฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง มีสภาพคล่องทางการเงินที่เหลือเฟือ ไม่มีหนี้สินกับสถาบันการเงิน (ไม่นับหนี้การค้าซึ่งเป็นปกติของธุรกิจ) ตลอดจนมีส่วนผู้ถือหุ้นสูงมาก จนค่าดี/อีต่ำมากอยู่ที่ 0.63 เท่า เกิดจากความสามารถในการรุกสร้างรายได้และผลตอบแทนในการลงทุน ดังจะเห็นได้จากกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ของปี 2555 คิดเป็น 22% ของรายได้ และ กำไรสุทธิก็มากถึง 11% ของยอดขาย
ความแข็งแกร่งเช่นนี้ ทำให้กลุ่มจิราธิวัฒน์มีความมั่นใจในการรุกลงทุนเพื่อป้องกันตัวเองในธุรกิจด้วยการยึดหัวหาดในธุรกิจค้าปลีกทั่วประเทศผ่าน ROBINS เนื่องจากกลุ่มนี้ ถือหุ้นทั้งในรูปนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาในเครือข่ายญาติมิตรรวมกันสูงกว่า 63.15% สามารถที่จะตัดตวงผลตอบแทนกลับคืนได้อย่างเต็มที่
แรงเหวี่ยงจากการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของยอดขายและการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกซึ่งปัจจุบันมีการประเมินว่ามากกว่า 6 แสนล้านบาท เป็นความเย้ายวนใจให้การแข่งขันเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และ ROBINS ก็มีความพร้อมสำหรับการเกาะติดกระแสขาขึ้นของธุรกิจการตลาดอย่างเต็มที่
ทีผ่านมา ผู้บริหารของ ROBINS ได้ปรับปรุงความสามารถในการจับกระแสผู้บริโภคในธุรกิจค้าปลีกอย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอด โดยเฉพาะการรุกเข้าไปในสินค้าแฟชั่น เพื่อสร้างจุดขายในหกลุ่มผู้มีกำลังซื้อรุ่นใหม่ ทำให้มียอดขายเติบโตอย่างมาก มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 75% ของกลุ่มสินค้าทั้งหมดที่ขายในห้างสรรพสินค้าของบริษัท โดยชูกลยุทธ์ “ไลฟ์สไตล์ มาร์เก็ตติ้ง” เป็นแม่เหล็กกระตุ้นยอดขาย ด้วยการเพิ่มแบรนด์สินค้าทั้งในและต่างประเทศเข้ามาสร้างจุดขายใหม่ๆ ต่อเนื่อง
ปัจจุบันโรบินสันมีแบรนด์แฟชั่นทั้งหมดมากกว่า 500 แบรนด์ รวมทั้งแบรนด์นำเข้า แบรนด์เฉพาะกลุ่ม และ แบรนด์ของห้างเอง ซึ่งมีเป้าหมายการเติบโตกลุ่มแฟชั่นนี้ในทางบวกทุกปี ทั้งแผนกสินค้าผู้ชาย กลุ่มแฟชั่นสตรี เสื้อผ้าสตรี กระเป๋ารองเท้า และเครื่องประดับ
ปี 2556 ผู้บริหารของ ROBINS มั่นใจถึงขนาดตั้งเป้ายอดขายให้เติบโตถึง 18% จาก 2.1 หมื่นล้านบาทในปีก่อน ซึ่งนอกจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะมาจากการทำสินค้าเฮาส์แบรนด์ ซึ่งมีอัตรากำไรมากกว่าสินค้าปกติ และเพิ่มพื้นที่เช่าเพิ่ม รวมทั้งการปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นประมาณ 5%
ภายใต้แผนอันสวยงามที่วาดเอาไว้นี้ ROBINS มีโจทย์ที่สำคัญคือ จะทำให้มีผลกำไรงดงามที่ทำให้ราคาหุ้นในปัจจุบันที่สูงลิ่วล่วงหน้าผลประกอบการไปไกลจนทำให้ค่า พี/อี สูงกว่า 40 เท่า ลดต่ำลงมาได้อย่างไร เป็นความท้าทายนักลงทุนที่ต้องการคำตอบที่มากกว่าแค่ “คนบัญชา หรือจะสู้ฟ้าลิขิต”

Advertisements