นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP ถือเป็นหุ้นในกลุ่มพลังงานที่แสดงตัวเลขรายได้สวยงามสะท้อนถึงการเดินหน้ารุกธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดสิ้นปี 2555 มียอดขายมากกว่า 4.7 หมื่นล้านาท และในปีนี้ ผู้บริหารของบริษัทก็ตั้งเป้าหมายที่ไกลกว่าเดิม โดยตั้งตัวเลขยอดขายที่ 6 หมื่นล้านบาท
ท่ามกลางยอดขายอันสวยงามที่น่าตื่นใจ และการรุกทางธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศต่อเนื่อง ตัวเลขผลตอบแทนในรูปกำไรสุทธิของ SGP กลับมีแนวโน้มสาละวันเตี้ยลงชนิดสวนทางกัน (ดูตารางประกอบ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของธุรกิจนั้น แทนที่จะส่งผลให้มีความสามารถทางการแข่งขันมากขึ้น กลับทำให้ผลตอบแทนถดถอยลงโดยเปรียบเทียบ
คำถามสำคัญก็คือ การรุกเพื่อสร้างธุรกิจให้เติบใหญ่ขึ้น แต่มีผลกำไรในการลงทุนลดลง จะเป็นทิศทางที่รุ่งโรจน์ได้อย่างไร
โจทย์นี้ ผู้บริหารยังไม่มีคำตอบให้กับนักลงทุนที่ถือหุ้น
ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอยู่ที่ว่า ยอดขาย สิ้นปี 2555 4.7 หมื่นล้านบาท เทียบกับยอดขาย 3.8 หมื่นล้านบาทในปี 2554 มีกำไรสุทธิเหลืออยู่เพียง 796 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 2% ของรายได้เท่านั้น แถมยังลดลงจากกำไรสุทธิของปีก่อน 994 ล้านบาท
ผลพวงจากสัดส่วนกำไรที่เปราะบางอย่างมาก กดดันให้ผู้บริหารบริษัทต้องเดินหน้ารุกธุรกิจให้ขยายตัวไปต่อเนื่อง ซึ่งยังผลให้ต้องก่อหนี้เพิ่มเติม กลายเป็นต้นทุนทางการเงินที่กดดันต่อผลประกอบการอย่างเห็นได้ชัด
จากตัวเลขหนี้สินหมุนเวียนของ SGP ทั้งหมด 12.28 หมื่นล้านบาท สิ้นงวดปี 2555 ปรากฎเป็นตัวเลขหนี้จากเงินเบิกเกินบัญชี และเงินกู้ระยะสั้นมากเกินครึ่งหนึ่ง ถึง 7.58 พันล้านบาท
หนี้ระยะสั้นดังกล่าวซึ่งสะท้อนถึงปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทในระดับหนึ่ง ทั้งที่บริษัทนี้ได้รับเงินสดฟรีๆจากค่ามัดจำถังแก๊สของลูกค้ามากถึง 3.02 พันล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสิ้นงวดอยู่ที่ระดับ 434 ล้านบาท ซึ่งไปลดทอนทำให้กำไรก่อนต้นทุนการเงินและภาษีเงินได้(EBIT) ที่มีอยู่ไม่มากนักเพียงแค่ 1.12 พันล้านบาทลดฮวบลงไป
การวิ่งสวนทางของยอดขายและกำไรเช่นนี้ ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าเหตุใดผู้บริหารของบริษัทจึงพูดถึงแต่โอกาสในการลงทุนรุกเปิดตลาดในต่างประเทศเพื่อสร้างโอกาส เพราะในธุรกิจที่มีกำไรเปราะบางอย่างเช่นแก๊สหุงต้มนี้ การขยายตัวสร้างปริมาณขายสินค้ามากขึ้น จะเป็นตัวเร่งให้กำไรสุทธิที่เป็นตัวเงินมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นได้
ในทางกลับกัน สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างคำอธิบายว่า การที่ผลกำไรสุทธิไม่เพิ่มขึ้น เพราะบริษัทและบริษัทในกลุ่ม กำลังอยู่ในระหว่างการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตในระยะยาว ดังนั้นจึงต้องการอดทนรอคอยสัมฤทธิ์ผลของการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนกลับมาในอนาคตเสียก่อน
2 ปีที่ผ่านมา SGP ได้ขยายการลงทุนเข้าไปในหลายประเทศรอบบ้าน นับแต่ชาติอาเซียนด้วยกันเช่น เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ แล้วยังขยายไปยังจีน และในปีที่ผ่านมา ได้รุกเข้าไปซิ้ธุรกิจแก๊สหุงต้มจากบริษัทเชลล์ในเวียดนามเพิ่มเติมอีกเมื่อปลายปีที่ผานมา โดยใช้เงินลงทุน 3.11 ล้านบาท หวังขยายการทำธุรกิจค้าก๊าซ LPG ในเวียดนาม เพิ่มแหล่งรายได้ในต่างประเทศของบริษัทมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้บริหารของบริษัทมั่นใจว่าในปี 2556 รายได้จากยอดขายรวมของบริษัททั้งกลุ่มจะมาจากธุรกิจในตลาดต่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก หลังจากมีปัจจัยบวกของแผนขยายการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกก๊าซแอลพีจีในภูมิภาค ประกอบกับในช่วงปลายปีที่ผ่านมาทาง SGP ยังลงทุนในประเทศเวียดนามเพิ่มเติมทั้งตอนเหนือและตอนใต้
การเร่งปิดโอนโปรเจ็กในประเทศมาเลเซีย ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จในไม่ช้านี้ และส่งผลให้ SGP กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายก๊าซแอลพีจีรายใหญ่ในมาเลเซียตะวันออก ซึ่งจะช่วยหนุนยอดขายเพิ่มขึ้นอีกราวปีละ 100,000 ตัน ทำให้คาดว่า ปีนี้จะมีรายได้เพิ่มมากกว่า 20% จากปี 2555 โดยแบ่งสัดส่วนจากการขายในประเทศ 40% และต่างประเทศ 60%
นอกจากนั้น SGP ยังวางแผนยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว จะเตรียมใช้คลังก๊าซในจีนที่เมืองจูไห่ เมืองซัวเถา และคลังลอยน้ำ เพื่อสร้างจุดยุทธศาสตร์ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันโดยจะส่งผลประโยชน์ทั้งในแง่การนำเข้าและส่งออกก๊าซแอลพีจีไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา แบบครบวงจร
การลงทุนยังไม่หยุดแค่นี้ เพราะระบบการขนส่งก็เป็นกุญแจสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการลดต้นทุนการกระจายสินค้าพลังงานที่สำคัญ ทำให้ SGP มอบให้บริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัท ทำการซื้อเรือบรรทุกก๊าซปิโตรเลียม ขนาด 47,249 ตัน มูลค่าประมาณ 315 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินมาจากเงินกู้จากสถาบันการเงินส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งจำนวน 63.0 ล้านบาทจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท เพื่อเอามาบรรทุกก๊าซปิโตรเลียมเหลวไว้เพื่อใช้รองรับปริมาณการจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวของบริษัทฯทั้งในประเทศและต่างประเทศ
คำอธิบายเกี่ยวกับความใหญ่โดยขนาดของธุรกิจพลังงานนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลเมื่อมองจากความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็มีคำถามตามมาในเชิงการเงินของธุรกิจเช่นกันว่า การขยายตัวที่ส่งผลให้ผลตอบแทนในการลงทุนถดถอยลงอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปลายปีมานี้ของ SGP เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่เหมาะสมและยั่งยืนเพียงใด
การเติบใหญ่ที่ทำท่าว่าจะสวยงามไม่หยุดยั้งตามที่ผู้บริหารชี้แจงมาเป็นระยะๆภายใต้กรอบของการเติบโตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปาชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในขณะที่กำไรสุทธิของกิจการสวนทางกันในหลายปี ทำให้หลายคนหวนคิดถึงภาพของการเติบใหญ่ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทำนองเดียวกันที่ยังทิ้งมรดกอันน่าสยดสยองเอาไว้ในตลาดหุ้นไทยมาหลายปีแล้ว นั่นคือ บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNI นั่นเอง
แม้สถานการณ์ดังกล่าวของ SGP จะยังห่างไกลจากความน่าสยดสยองดังกล่าว แต่คำถามดังกล่าว จะยังเกิดขึ้นได้เสมอ หากตราบใดที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้ยอดขายและกำไรวิ่งไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน ไม่ใช่สวนทางกันดังที่เป็นอยู่

Advertisements