หลาย ๆ ปีที่ผ่านมา โลกมีแนวโน้มใหม่ ๆ เกิดขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “วิถีชีวิตของผู้คน” จนทำให้ความเป็นไปในอดีต อาจจะแตกต่างกับปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ผมอยากเรียกมันว่า สังคมสมาธิสั้น มาดูกันว่ารอบตัวท่านเป็นเช่นนี้หรือไม่

ในวัยเด็ก เราอาจจะสามารถเล่นอะไรบางอย่างได้เป็นวัน ๆ สามารถเล่นเกมเดิม ๆ การละเล่นเดิม ๆ ได้ไม่มีเบื่อ แต่ถ้ามาเด็กสมัยนี้ เกมเดียวบนไอแพดคงไม่พอ เด็กไม่สามารถเล่นอะไรซ้ำ ๆ ได้ และพวกเขาสามารถโหลดแอ๊ปใหม่ได้อย่างง่ายดาย แตกต่างจากยุคเดิมที่ต้องคะยั้นคะยอพ่อแม่ อดทนรอเวลาไปห้างเพื่อซื้อตลับหรือแผ่นเกมส์ ขนมที่เราเคยกินซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนเดิม ก็ถูกเปลี่ยนไปด้วยความหลากหลายที่มีให้เลือกไม่รู้จบ หนังสือการ์ตูนที่เคยอ่านเหมือนกันทุกคนเช่นโดราเอมอน หรือดราก้อนบอล ถ้าตอนนี้ไปดูที่แผง จะเห็นว่ามีให้เลือกมากมาย และเนื้อหาส่วนมากจะต้องจบอย่างรวดเร็ว เนื้อเรื่องไม่ยืดยาดเหมือนในอดีต

วิถีชีวิตผู้ใหญ่รุ่นใหม่ในปัจจุบันก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน เราไม่สามารถนั่งดูทีวีเฉย ๆ ได้อีกต่อไป เพราะอีกมือหนึ่งต้องเอาสมาร์ทโฟนหรือแทปเล็ตมานั่งเปิดเฟซบุ้คหรือดูเวปพร้อม ๆ กันเสมอ เราไม่สามาถรับประทานอาหารร้านเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ได้เหมือนก่อน จำเป็นต้องหาร้านอาหารใหม่ ๆ ตลอดเวลา รวมถึงหนังสือ บทความ หรือหนังสือพิมพ์ จำเป็นต้องกระชับ เพราะจะไม่สามารถอ่านรวดเดียวจบได้เหมือนแต่ก่อน (ขนาดหนังสือที่ย่อยเนื้อหามาให้ผู้อ่าน อย่าง Reader’s Digest ยังเลิกไปเรียบร้อยแล้ว) รวมทั้งการเกิดกระแสจะใช้เวลาสั้นมาก และหมดเร็วมาก เช่นปัจจุบันหนังใหม่มีเวลาอยู่ในโรงแค่ไม่กี่วัน ถ้าไม่เกิดกระแส หนังเรื่องนั้นก็จะถูกถอดออกอย่างรวดเร็ว

ไม่เว้นแต่แนวคิดในการทำงาน งานที่เป็นงานประจำเริ่มไม่น่าสนใจ คนรุ่นใหม่ชอบอะไรสั้น ๆ เร็ว ๆ มากกว่า เช่นงานที่ทำเป็นจ๊อบ ๆ ทำแล้วจบไป หรือถ้าทำงานบริษัทก็ทำกันน้อยปีกว่าเดิมแล้วก็เปลี่ยน ธุรกิจหลายอย่างจึงมี Turn over พนักงานสูงถึง 50% ทีเดียว หรือแม้กระทั่งงานที่น่าสนใจ จะต้องเป็นงานที่ “รวยเร็ว” จึงเกิดกระแสการมาลงทุนในตลาดหุ้นพร้อม ๆ กับการทำงานประจำ นี่คือวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ลักษณะอาการทั้งหมดผมขอเรียกว่า สังคมสมาธิสั้น อาการคงคล้าย ๆ กับโรคสมาธิสั้นคือ หนึ่งคือไม่มีสมาธิ วอกแวกกับสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้มาก สองคืออยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ต้องไปไหนมาไหน หรือต้องมีอะไรทำตลอดเวลา สามคือ ขาดความอดทนรอคอย ซึ่งทั้งหมดเป็นอาการที่เกิดขึ้นในสังคมยุคใหม่ ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงการเป็นโรค แต่เป็นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

มาที่ตลาดหุ้น ซึ่งผมก็เห็นลักษณะเดียวกัน เริ่มต้นจากเวปบอร์ดหุ้น เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วนักลงทุนต่างถกหุ้นกันนานนับเดือน โดยที่ราคาหุ้นไม่ไปไหน เราสามารถใช้สมาธิกับการวิเคราะห์หุ้นตัวเดียว สามารถซื้อและอยู่เฉย ๆ อดทนรอคอยมันได้เป็นแรมเดือนแรมปี แต่ในปัจจุบัน หุ้นในเวปบอร์ดจะวิ่งขึ้นลง รวดเร็ว และหลากหลายกว่าเดิม และถ้าหุ้นตัวไหน “ไม่วิ่ง” หรือทำอากับกริยาน่าเบื่อ ราคาหุ้นนิ่ง ๆ ก็จะถูกลืมอย่างรวดเร็ว

ยิ่งกว่านั้นสิ่งเหล่านี้ก็ถูกยั่วยวนด้วยเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ ไม่ต่างจากขนม เกม ที่มีให้เด็กรุ่นใหม่เลือกมากมาย เราสร้างเครื่องมืออย่าง Derivative warrant ( DW ) เพื่อตอบสนองสังคมสมาธิสั้นในตลาดหุ้น เครื่องมือเหล่านี้มีสิ่งที่เรียกว่า Gearing สูงมาก คือ เราเดิมพันในอัตราทดที่สูงกว่าเงินต้นมาก เพื่อให้เวลารอคอยที่แสนจะน่าเบื่อน้อยลง เครื่องมือที่ใช้เพิ่มทุนขยายงาน อย่าง Warrant ก็นำมาใช้เพื่อตอบสนองนักลงทุน เรียกได้ว่ายุคนี้ถ้าหุ้นไม่วิ่ง 5-10% เรียกว่าไม่ประทับใจ และผลตอบแทนที่น่าประทับใจ อย่างการตั้งเป้าหมายผลตอบแทนทบต้น 10-15% ต่อปี ค่อย ๆ เป็นอดีต และไม่มีใครพูดถึงมัน

อีกอาการหนึ่งคือ ลืมง่าย หุ้นตัวไหนที่ผู้บริหารสีเทา ๆ เรื่องธรรมาภิบาล ก็จะถูกลืมไป เพราะตลาดหุ้นสมาธิสั้น นั้นไม่สนใจ เราสนใจแต่เพียงว่าหุ้นตัวไหนวิ่งหรือมี Story ที่น่าสนใจ โดยที่ Story นั้น ๆ ต้องมาด่วนแบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสียด้วย

นักลงทุน VI ต้องตั้ง สมาธิ ดี ๆ เข้าใจในสองสิ่งคือ ภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ใครได้ประโยชน์บ้าง และภาพการลงทุนในตลาดหุ้น ถ้าเรามองเหมือนธุรกิจ มันจะต้องนานกว่านั้น เราจะเป็นโรคสมาธิสั้นไม่ได้ เพราะในทางธุรกิจ “นานดี ถึงจะ ดีนาน” ครับ

Advertisements