ศรีธนญชัย กับค่าบาทแข็ง

คอลัมน์ วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2556
ผู้เข้าชม : 219 คน

คำว่าของฟรี ไม่มีในโลก เป็นกติกาพื้นฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ตัดเอาสินค้าไร้ราคาออกไป กรณีของค่าเงินบาทแข็งก็เช่นกัน เพราะไม่มีทางเลือกไหนเลยที่จะมีแต่ข้อดี โดยไม่มีข้อเสีย และร้ายยิ่งกว่านั้น ทางเลือกบางประการ ก็มีแต่ข้อเสียอย่างเดียว

ประเทศที่มีเสน่ห์อย่างมากในยามนี้ของโลกคือไทย ซึ่งดึงดูดทุนลี้ภัยจากต่างชาติเข้ามาล้นหลามจนทำให้ค่าเงินพุ่งกระฉูดมากกว่าชาติอื่นใดในเอเชีย หากกลายเป็นปัญหาให้ปวดหัวสำหรับผู้เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลนโยบายการเงินการคลัง เพราะหากแก้ไม่ดี ก็อาจจะส่งผลเสียในระยะยาวไม่ยาก

ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยในวันที่ 30 มกราคม 2550 เกินดุลอยู่ 61,039.57 ล้านบาท แล้วก็เกินดุลมาโดยตลอด จนถึงวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา มีตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 97,134.69 ล้านบาท

ตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอันยาวนานเช่นนี้ นักเศรษฐศาสตร์มหภาคทั้งหลายพากันเข้าใจได้ไม่ยากว่า มันคือเสน่ห์เร้ารึงใจให้กองทุนทั้งหลายในโลกพากันแห่งกันเข้ามาฉกฉวยหาประโยชน์จากความรุ่งเรืองระยะเวลาหนึ่งของเศรษฐกิจ การไหลบ่าของทุนอย่างมากมายเกินระดับปกติ เป็นต้นเหตุสำคัญของค่าเงินท้องถิ่นในประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง

ข้อดีและข้อเสียของค่าเงินที่แข็งขึ้นรุนแรงนี้ ก้ำกึ่งกัน แต่ที่สำคัญดุลยภาพเดิมที่เคยดำรงอยู่ในโครงสร้างการจัดการที่เริ่มเสียศูนย์ ทำให้การจัดการที่เคยกระทำมาอย่างคุ้นเคยไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

คำถามที่ท้าทายในยามที่ค่าเงินแข็งขึ้นกะทันหันอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ประโยชน์ที่ได้รับจากการไหลเข้าของทุนมารองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ถูกกลืนหายไปกับความเสียหายที่เกิดจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และความเปราะบางอันสุ่มเสี่ยง

ข้อเท็จจริงที่ว่า นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะกองทุนขนาดใหญ่ ขนทุนเข้ามาซื้อตราสารหนี้และตราสารทุนในประเทศไทยในช่วง 2 เดือนเศษที่ผ่านมา จนมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย 2.59 แสนล้านบาท และ 6.54 พันล้านบาท ตามลำดับ ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐไทย (องคาพยพทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น) จะสามารถก้าวข้ามปัญหาที่เกิดขึ้นไปได้ราบรื่น หรือหกคะเมนตีลังกาขาแข้งหัก

สูตรการรับมือสำเร็จรูปที่มีให้เลือกของการรับมือค่าเงินแข็ง 4 แบบ (ดูตารางประกอบ) แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ต้นทุนของการแก้ไขค่าเงินแข็งเกิน ไม่เคยถูกเลย แล้วก็แพงเสมอ ภายใต้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า ไตรภาคีของความเป็นไปไม่ได้แห่งเศรษฐกิจเปิด (the impossible trinity) ซึ่งประกอบด้วย 1) อัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม 2) นโยบายการเงินที่เป็นอิสระจากการเมือง และ 3) การไหลเวียนของทุนเพื่อให้ธุรกรรมมีสภาพคล่องสูง

โดยข้อเท็จจริง การเคลื่อนตัวของทุนจากชาติพัฒนาแล้วหรือชาติมั่งคั่งทางอุตสาหกรรม มายังชาติกำลังพัฒนาที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เกิดมาตั้งแต่ 13 ปีก่อน เพียงแต่การเคลื่อนตัวยังกระจัดกระจายไม่มีทิศทางและไม่กระจุกตัวอย่างชัดเจน เพิ่งจะเป็นที่ผิดสังเกตเมื่อหลังวิกฤตซับไพร์มนี้เองว่า เป็นกระบวนการที่ยากจะไร้แรงต้าน และมีปรากฏการณ์เสมือนฟางเส้นสุดท้ายเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อ 16 ปีก่อน ประเทศไทยเป็นชาติแรกของโลกที่ถูกพิษภัยของกระแสโลกาภิวัตน์เล่นงานจนพังพินาศในวิกฤตต้มยำกุ้ง และพลอยพาให้ชาติในเอเชียหลายชาติพังพินาศ ก่อนจะส่งผลสะเทือนผีเสื้อไปยังอาร์เจนตินา และรัสเซียในปีต่อๆ มา แต่วันนี้ ไทยก็เป็นชาติแรกในเอเชียอีกเช่นกันที่กำลังเจอพิษของทุนไหลเข้ากระหน่ำจนกระทั่งตั้งตัวไม่ติด เพราะสถานการณ์กลับขั้วกัน

ท่ามกลางข้อถกเถียงกัน (รวมทั้งพยายามหาแพะรับบาปตามวัฒนธรรมไทยที่แก้ไม่หาย) ซึ่งดูเหมือนจะกลายสภาพเป็นวิวาทะแบบศรีธนญชัยไปแล้วว่า อะไรคือทางออกของการแก้ปัญหาบาทแข็ง และละล้าละลังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า ระหว่าง 1) การไม่ทำอะไรเลย 2) การ ”ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด” และ 3) การเลือกใช้มาตรการ (ระหว่างอ่อนหรือแรง) ในการสร้างความเสียหายน้อยที่สุดอย่างกล้าหาญและเหมาะสม นั้น ยังไม่มีข้อยุติใดที่จะทำให้ข่าวลือ และความสับสนจางหายไปได้

การปรับฐานของหุ้นในสัปดาห์นี้ จึงเป็นความมีเหตุมีผลของนักลงทุนพอสมควร นั่นคือ สร้างเกราะกำบังแห่งความปลอดภัย ก่อนจะสายเกินไป

Advertisements