หุ้นรูดกว่า 64 จุด แมลงเม่าไทยช็อก
เจอสารพัดข่าวลือ คลังชี้ปรับพอร์ต

แมลงเม่าไทยผวา หลังหุ้นรูดกว่า 50 จุด มูลค่าซื้อขายทะลักแสนล้าน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลตลอดสัปดาห์ มูลค่าความมั่งคั่งในตลาดหายวับไปกว่า 1.1 ล้านล้านบาท เหตุนักลงทุนรายย่อยตระหนกกับสารพัดข่าวลือ ทั้ง “ปกป้องค่าเงินบาท-เสถียรภาพรัฐบาล” แถมเจอแรงบังคับขายจากระบบตั้งขายอัตโนมัติของนักลงทุนประเภทสถาบันกระหน่ำตามทำดัชนีตลาดหุ้นกู่ไม่กลับ ด้าน “คลัง-แบงก์ชาติ” ยันยังไม่มีมาตรการบล็อกเงินทุนนำเข้า ไม่เชื่อนักลงทุนต่างชาติถอนสมอ ชี้มีแต่แมงเม่าตกใจไปเองเท่านั้น

อุบัติการณ์ดัชนีหุ้นไทยตกต่ำอย่างหนักจนสร้างความระส่ำให้กับนักลงทุนครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มี.ค. โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในการซื้อขายหลักทรัพย์นับแต่เปิดตลาดดัชนีหุ้นถูกกระหน่ำเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากซื้อขายผ่านไปเพียงชั่วโมงเศษ ดัชนีหุ้นไหลรูดลงไปกว่า 64 จุดที่ 1,464.72 จุด ลดลง 64.80 จุด ก่อนพยุงตัวขึ้นมาปิดตลาดที่ 1,478.97 จุด ลดลง 50.55 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายทะลัก 101,361.64 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการมา 38 ปี โดยนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 73 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ พบว่า รายย่อยยังเป็นผู้ซื้อสุทธิ 1,201.70 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศเป็นผู้ขายสุทธิ 222.72 ล้านบาท พอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 1,052.54 จุด นอกจากนี้ ยังพบว่า เพียง 5 วันทำการ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงรวม 119.16 จุด ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ที่แสดงถึงความมั่งคั่งของนักลงทุนลดลง หรือหดหายไปทันที 1.1 ล้านล้านบาท

ผู้บริหารในวงการโบรกเกอร์ให้ความเห็นว่า การที่ดัชนีหุ้นไทยตกอย่างรุนแรงนั้น มีสาเหตุมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะคุกรุ่นการเมืองไทยที่บั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาล ส่งผลให้หุ้นตกติดต่อกันรวมกว่า 60 จุด ในช่วง 2 วันก่อนหน้า เมื่อหุ้นตกติดต่อกันระบบซื้อขายหุ้นอัตโนมัติ หรือโรบอต ที่ทำหน้าที่ค้าหุ้นให้กับนักลงทุน ประเภทสถาบัน จึงมีคำสั่งขายหุ้นที่ราคาตก 10 เปอร์เซ็นต์ อัตโนมัติ เกิดเป็นแรงเทขายจากนักลงทุนสถาบัน ขณะที่นักลงทุนรายย่อย หรือกลุ่มแมลงเม่าเมื่อเห็นหุ้นตกและมีแรงเทขายต่อเนื่องจึงเกิดความแตกตื่นและเทขายหุ้นตามไปด้วย

ด้านนายจรัมพร โชติกเสถียร กก. และ ผจก.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้จับตาสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยอย่างใกล้ชิดและยืนยันว่ายังไม่พบว่ามีการบังคับขายหุ้น หรือ Force Sell ของนักลงทุนที่ใช้บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหุ้น (มาร์จิ้น) จึงไม่ใช่ปัจจัยที่ซ้ำเติมทำให้ตลาดปรับตัวลงแรง แต่นักลงทุนขายเพราะต้องการทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นมาสูง และมีข่าวลบจากกรณีวิกฤติหนี้ไซปรัสและความกังวลว่า ทางการจะออกมาตรการสกัดการไหลเข้าของเงินทุนที่เป็นต้นเหตุให้เงินบาทแข็งค่า อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ยังขอให้นักลงทุนใช้วิจารณญาณในการลงทุนและไม่ควรตื่นตระหนัก กับดัชนีที่ปรับตัวลงแรง เพราะเป็นการปรับตัวลงหลัง จากที่ดัชนีได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา เมื่อมีปัจจัย หรือข่าวลบเข้ามากระทบ จึงทำให้นัก ลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะขายเพื่อปรับลดพอร์ต ยืนยันว่า พื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่งและนักลงทุนต่างชาติยังมั่นใจในพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยอยู่ และจะเห็นว่าการที่หุ้นลงแรงรอบนี้ ส่วนใหญ่ เป็นหุ้นเก็งกำไรขนาดเล็กที่มีการไล่ราคาขึ้นมาสูงจนเกินปัจจัยพื้นฐานมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์เตือนมาตลอด

“ขอให้นักลงทุนติดตามบทวิเคราะห์และใช้วิจารณญาณก่อนที่จะลงทุน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายข่าวที่ไม่มีความเป็นจริง เช่น ลือว่าจะมีการออกมาตรการปกป้องค่าเงินบาท ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรตื่นตระหนกตกใจเกินเหตุ” นายจรัมพรกล่าว

ส่วนนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่ดัชนีหุ้นไทยที่ตกลงต่อเนื่องไม่ได้เกิดจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ และนำเงินออกจากตลาดหุ้นไทย เพราะเท่าที่ได้สอบถามไปยังตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเช้าของวันที่ 22 มี.ค. พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยของไทยเป็นฝ่ายขายสุทธิ เท่าที่เห็นเป็นการปรับตัวของตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรง หลังจากที่ได้ปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง และไม่ได้เกิดจากปัจจัยเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดหุ้นเป็นหลัก โดยตัวเลขที่ ธปท.มีในช่วงเดือน ม.ค.-ปัจจุบัน พบว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้น ส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนให้ตลาดตราสารหนี้ มีเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นไม่มากนัก ขณะที่ข่าวลือว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และตลาดหุ้นจะห้ามปล่อยสินเชื่อสำหรับการซื้อหุ้น (มาร์จิ้น โลน) เชื่อว่าไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ตลาดหุ้นตก

ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นในครั้งนี้ เกิดจากราคาหุ้นในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระดับ 1,000 จุดมาอยู่ที่ 1,600 จุด ทำให้นักลงทุนที่มีกำไรจำนวนมากๆ เทขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน ไม่ได้เกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังคงยืนยันที่จะลงทุน 2 โครงการขนาดใหญ่คือ การลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำ 350,000 ล้านบาท และ พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เมื่อนักลงทุนมีกำไรจากหุ้นจำนวนมากๆ ก็หาเหตุขายหุ้นเพื่อทำกำไร ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และกระทรวงการคลังยืนยันว่าจะยังไม่มีมาตรการพิเศษใดๆสกัดเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศไทย

Advertisements