มายากล’โคเชอร์ทริก’เป็นดังนี้ :

Step 1 ยัดกระเป๋าขวา:

– เอาเงินดอลล่าห์ถือไว้ในมือแล้วล้วงเข้าไปในตลาดหุ้นประเทศที่มีตลาดเล็กๆซักประเทศที่เปิดเสรีทางการเงิน ระหว่างที่ล้วงเข้าไปนั้นค่าเงินของประเทศนั้นๆจะเแข็งขึ้นอย่างช้าๆรวมถึงตลาดหุ้นก็จะขึ้นอย่างรุนแรง อีทีนี้ก็จะมีคนแพ๊กกระเป๋ามาจากต่างประเทศตามเงินที่ล้วงเข้ามา นักถือกระเป๋าเจมส์บอนด์พวกนี้จะไปเคาะประตูตามบริษัทต่างๆที่เงินของเขาเข้าไปล้วงในฐานะ “ที่ปรึกษาหรือตัวแทนนอมินี่ของกองทุนต่างชาติ ” คนพวกนี้เก่งมากทั้งในเชิงธุริกจและการเงิน สามารถที่นอกจากจะแนะนำให้บริษัททำกำไรมากขึ้นด้วยกลยุทธต่างๆแล้วยังสามารถโยงผู้บริหารกับนักการเมืองคนนู้นคนนี้ที่มีอำนาจหรือแม้แต่แนะแนวการเก็งกำไร Hedging ต่างๆได้แม่นดุจจับวางรวมถึงหาแหล่งที่มาเของเงินกู้ราคาถุกให้ผบห.เหล่านั้นอีกด้วยซึ่งสำคัญในการปั่นราคาหุ้น เอ้ย! ขยายบริษัทให้เติบโตแบบก้าวกระโดดนั่นเอง ทั้งนี้ผลประโยชน์แบบ Win-Win นี่เองจึงดูสวยงามต่อผบห.บลจ.จนคิดว่าตัวเองเป็นเทพที่มีฝรั่งหัวสีแปลกๆมาเคาะถึงหน้าประตูห้องเพื่อขอซื้อหุ้นบริษัทตัวเอง หุ้นบริษัทตัวเองก็ขึ้นพรวดๆๆ ในการควักเงินเข้ากระเป๋านี้จึงดูเหมือนง่ายมากที่จะทำเหรียญ 1 เหรียญเป็น 2 เหรียญ จริงไหม ? คำตอบคือ ‘ไม่ใช่’

Step 2 แอบโยกเหรียญจากกระเป๋าขวาไปซ้าย:

– เนื่องจากผลกระทบจากเงินที่เอาเข้ามาทำให้ค่าเงินของประเทสนั้นแข็งค่า ต่างชาติที่ควักเงินเข้าจึงมีสภาวะเหมือนถุกขังนั่นเอง ครั้นจะขายหุ้นแล้วเอาเงินออกทันทีถึงแม้ค่าเงินจะอ่อนลงซึ่งเป็นผลดีแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรไปกว่าตอนเข้า และที่สำคัญระหว่างขายหุ้นหุ้นก็จะตกลงมากๆจนกำไรเหลือน้อยอีกด้วย การส่งเงินจากกระเป๋าขวาเข้ากระเป๋าซ้ายจึงจำเป็น อธิบายง่ายๆก็คือการค่อยๆขายหุ้นจังหวะที่ความเชื่อมั่นยังสูงแล้วไหลเข้ามือซ้ายนั่นคือ ตลาดบอนด์ ( บอนด์อีกแระ ) หรือตลาดตราสารหนี้นั่นเอง ระหว่างเอาเงินจากมือขวาแอบโยกเข้ากระเป๋าซ้ายนี่แหละที่เป็นช่วงที่ประเทศหรือบริษัทกำลังอ้วน ไม่ใช่ๆ อิ่มตัวกำลังดีเพราะเศรษฐกิจที่ดูดีจาก Step1 เลยพร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่องเพื่อเติบโตก้าวกระโดดต่อ ไปเรื่อยๆๆๆ เงินที่อยู่ในตราสารจึงเป็นเหมือนเรื่องจำเป็นอัดเข้าไปกระเป๋าซ้ายเท่าไหร่ก็ดูเหมือนไม่พอ เงินดอลล์โคเชอร์ช่วงนี้นอกจากจะออกจากตลาดหุ้นแล้วจึงมีเข้ามาโดยตรงที่ตลาดตราสารอีกด้วยจำนวนหนึ่ง เงินก็ยิ่งแข็ง,เครดิตประเทศก็ยิ่งดีพื้นฐานประเทศแข็งแกร่งเงินต่างชาติยิ่งไหลเข้ามา โอ้ สวรรค์ช่างรำไร

Step 3 ควักเงินออกจากกระเป๋าซ้าย :

– ในขั้นตอนสุดท้ายนี้เองซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะตอบโจทย์ Step1 ถึงปริศนาที่ว่า”แล้วจะเอาเงินออกยังไง ?” แน่นอนครับ ถ้าไม่เอาออกฝรั่งพวกนั้นคงต้องหาเมียคนไทยลงหลักปักฐานทำธุรกิจที่นี่ ปัญหาเดียวก็คือ ตำบลในอีสานไม่พอที่จะรองรับเขยฝรั่งพวกนี้นี่สิ แล้วเขาจะเอาเงินออกยังไง ??? คำตอบอยู่ในกระเป๋าซ้าย เนื่องจากระเป๋าซ้ายดูเผินๆเหมือนไม่ได้เรื่องเพราะตลาดตราสารดอกเบี้ยค่อนข้างห่วยยิ่งให้รัฐขอกู้แล้วยิ่งแล้วใหญ่แทบจะไม่ต่างอะไรกับเอาเงินไปฝากประจำ แต่นี่แหละคือข้อดีที่จะเกิดขึ้น เมื่อเงินในกระเป๋าขวามีน้อยกว่ากระเป๋าซ้ายหรือแทบไม่มี นั่นก็คือการโยนบกเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ เริ่มต้นด้วยการหั่นเครดิตหรือโจมตีไปที่ความเชื่อมั่นก่อน ซึ่งแน่นอนมันไม่ยากอะไรเพราะประเทศที่เงินแข็งมันก็ต้องมีขาดดุลย์บ้างอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เล้ย ไอ้พวกนี้จะทำเป็นตีโพยตีพายอาละวาดหาว่าประเทศเราจะเจ๊ง ระหว่างที่มันอาละวาดโวยวายนี้เองพร้อมทั้ง SHort Sell หุ้นในกระเป๋าจนหมด ช่วงนี้อาจมีการกระชากออกไปต่างประเทศแล้วเค่าเงินของประเทศนั้นๆก็จะอ่อนปวกเปียก ( พร้มทั้ง Short ค่าเงินไปด้วย ) ซึ่งโยงไปกับเรื่อง’แหล่งเงินกู้ดีๆ’ใน Step1 ซึ่งคราวนี้จะค่อยๆกลายเป็นเชื้อโรคทำร้ายบริษัทจากภายในเพราะแนน่อนคนเครดิตไม่ดีดอกเบี้ยก็จะแพงขึ้นๆซ้ำด้วยสองเด้งกับค่าเงินที่อ่อน ระหว่างที่ปั่นป่วนค่าเงินนี้เองหากโชคดีประเทศนั้นๆมีฟองสบุ่แฝงอยุ่ก็จะเริ่มแตกและค่าเงินในกระเป๋าซ้ายซึ่งไม่มีผลอะไรกับตลาดหุ้นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปได้ถึงสองเท่าตัว

เสร็จแล้วก้ควักเงินออกมา 2 เท่า (เหรียญ) ออกมาด้วยมือซ้าย

จบแระ….ง่ายนิดเดียว

Advertisements