สรุป Money talk@SET 20Apr2013 // i-salmon
ช่วงที่ 2 “กลยุทธ์ลงทุนยามหุ้นผันผวน”
แขกรับเชิญ
อนุรักษ์ บุณแสวง (โจลูกอิสาน) นายกสมาคม Thaivi
วิบูลย์ พึงประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน
ชาย มโนภาส (คนขายของ) ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ

อ.เสน่ห์
ความผันผวนแปลว่าอะไร?

อ.ไพบูลย์
เป็นตอนที่ตลาดหุ้นวูบวาบ ปรับตัวเร็วต่อกันหลายวัน
บางคนใช้จังหวะกับตลาด ถ้ารู้ว่าหุ้นจะลงก็ขาย หุ้นจะขึ้นก็ซื้อ
ซึ่งถ้าในแนวลงทุนเน้นคุณค่า เราจะอยู่กับหุ้นที่คิดว่าดี ไม่ใช้จังหวะกับตลาด

อ.เสน่ห์
มีความหวั่นไหวไหม ตอนหุ้นวูบวาบ?

คุณโจ
เป็นเรื่องปกติ ที่เราต้องหวั่นไหว มีวิธีการรับมืออย่างไร อาจต้องใช้ธรรมะ
ความผันผวนของหุ้นป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่ขึ้นไม่ลงผิดปกติ
สัญลักษณ์ของตลาดหลักทรัพย์ เป็นรูปหยินหยาง มีขึ้นมีลง สะท้อนสัจธรรมของหุ้น
เราต้องมีหลักการ มีความรู้
หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า สิ่งที่ผันผวนคือราคาหุ้น แต่ตัวกิจการ ยังปกติดี
ทำไมต้องวิตกกังวลด้วย ต้องแยกให้ออก
เคยคิดว่าถ้าตลาดตกทั้งปี จะตกได้เท่าไร มันไม่ตกทั้งร้อยวันหรอก
มันลงแล้วก็ขึ้น มันขึ้นก็ลง

คุณชาย
ก็มีบ้าง แต่ถ้าเราลงทุนมานาน ต้องแยกอารมณ์ออกจากความจริง
อารมณ์เป็นสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด สังเกตตัวเอง
วันแรกหุ้นขึ้นไม่ซื้อ พอขึ้นสองสามวันถึงซื้อแล้วติดหุ้น
ก่อนที่ยังไม่มีหุ้นจิตอยากซื้อ พอซื้อไปแล้วติดหุ้นจิตก็จะรู้สึกว่าแย่ ทำยังไงดี
ตลาดหุ้นถ้าไม่มีความผันผวนจะทำกำไรได้ยาก ถ้าทุกคนมีจิตใจมั่นคงไม่ขาย
เวลาผันผวน ให้เอาอารมณ์ออกไป ตั้งสติให้ดี แล้วจะตัดสินใจได้ดี
อย่างที่สองให้มองหาโอกาส ถ้ามีหุ้นอยู่ตัวหนึ่ง ท่านอาจทำอาร์บิทาจได้
อ.ไพบูลย์ อาร์บิทาจคือการซื้อที่หนึ่งแล้วขายอีกที่หนึ่ง เช่น ขายวอร์แรนต์ซื้อหุ้นแม่ หรือ ซื้อหุ้นเพื่อนคนหนึ่งไปขายให้อีกคนหนึ่ง
คุณชาย
ในความผันผวนจะมีโอกาสอยู่ ต่อไปเมื่อตลาดเปิดกว้างขึ้น
อาจขายหุ้นเดียวกันในตลาดไทย ไปซื้อสิงคโปร์แทนก็ได้
ผมเชื่อว่ามีนักลงทุนหลายคนได้กำไรปี ๒๐๐๘ ช่วยสร้างความมั่งคั่งได้
คุณโจ บอกเสมอ ว่ารถออกทุกวัน โอกาสมีเสมอในตลาดหลักทรัพย์

อ.ไพบูลย์
หวั่นไหวบ้าง แต่น้อยลงเยอะ อยู่ทีใจเรา หากคิดว่าชีวิตเราอยู่ด้วยความมั่งคั่งขนาดไหนเพียงพอแล้ว
ส่วนเกินจะหายไปบ้างก็ไม่เป็นไร
ผมเคยกระเทือนตอนปี ๔๐ มาก่อน
ฝึกให้ชินพอถึงจุดที่เราพอ ก็อย่าไปเสี่ยงอีก
แต่ละคนอาจไม่หมือนกัน

อ. เสน่ห์
มีเพดานไหม แค่ไหนหวั่นไหว?

คุณโจ
ผมดูสถิติตลาดหุ้นไทย เคยตกมากสุด ๘๐% วิกฤติปี ๔๐
ผมจะเตรียมใจไว้เสมอ ว่าผมจะถือหุ้นแม้จะตกลงไปขนาดนั้นก็ตาม
เพราะผมเชื่อว่า ที่ลดลงไปเหลือ ๒๐% สุดท้ายมันจะเติบโตกลับมาได้อีกมาก
Warren เคยบอกว่าถ้าทนเห็นหุ้นตกลง ๕๐% ไม่ได้อย่าเล่นหุ้น
แต่ผมคิดไว้ ๘๐% ถ้าเราเตรียมไว้แบบนี้ก็จะไม่ประมาท

คุณชาย
ถ้านับตั้งแต่ Black Monday ปี ๑๙๘๗
นับจากตอนนั้นเป็นเวลา ๑๓ ปี มีปีที่จุดสูงสุดกับต่ำสุด ต่างกัน ๕๐% ในปีเดียว อยู่ ๕ ปี
แต่ ๑๓ ปีถัดมาหลังจากนั้นมีแค่ปีเดียว แสดงว่าตลาดหุ้นผันผวนน้อยลง
เรื่องความหวั่นไหว ถ้าผมเชื่อมั่นในกิจการ จะลงเท่าไร ผมก็ไม่กลัว ประเด็นสำคัญว่าเราต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่เราซื้อมูลค่าอยู่ที่เท่าไร
ในตลาดหลักทรัพย์ผมเชื่อว่าถ้ามีคนเอาแบงค์พัน ไปเข้า ไอพีโอ ในตลาด
อีกไม่นานจะเหลือแค่ ๘๐๐ หรือ ๙๐๐ ได้
เพราะมีคนมาทำให้ราคามันลงได้ ชอร์ตเซลล ได้
แต่เราก็รู้สามารถรู้มูลค่าจริงได้ว่ามันคือ ๑๐๐๐
ปัญหาของเราคือ เรารู้ไหม บริษัทที่เราถือมันเป็นแบงค์อะไร
ถ้าผันผวนผมจะมองหาโอกาส ก็เจออยู่ตลอด

อ.ไพบูลย์
เวลาผันผวนผมจะเข้าห้องพระ ไม่มีจอ แล้วก็ทำสมฐะกรรมฐาน
ไม่ได้ประโยชน์ทางปัญหาเท่าไร ทำให้เราลืมโลกชั่วคราว

อ.เสน่ห์
คิดว่าถึงสิ้นปีจะเกิดความผันผวนอีกไหม?
คุณโจ
ผมคิดว่าเกิดแน่นอน
ตอนต้นปี ผมคิดว่าจีนจะดี ไทยไม่น่าดี กลายเป็นคนละเรื่อง
ผมคิดว่าการทำนายตลาด เป็นเรื่องที่ยากมาก
หน้าที่นักลงทุนง่ายกว่าเยอะเลย ไปทำนายผลดำเนินงาานบริษัทง่ายกว่าเยอะ
ว่าบริษัทจะเติบโตไหม
คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ทำนายดัชนีได้ว่าจะขึ้นหรือลง
แต่เป็นคนที่ดูได้ว่าบริษัทจะทำกำไรได้เท่าไร เป็นความสามารถในการเลือกบริษัทไม่ใช่ทำนายดัชนี

อ.ไพบูลย์
เวลาเราขับรถ อย่าไปคิดว่าไปถึงจะติดไฟแดงหรือไฟเขียว แต่ให้คิดว่าจะเดินทางไปถึงตรงนั้นจะขับไปทางไหน ตรงไหนสะดวก

อ.เสน่ห์
เสริมถ้าเราไม่ต้องไปเปลี่ยนรถระหว่างทาง

สรุปว่า คุณโจ บอกอย่าไปหวั่นไหวกับ ดัชนี แต่ให้ดูหุ้นกิจการที่ถือไว้ ผลดำเนินการ ซึ่งคาดการณ์ง่ายกว่า

คุณชาย
ขอเสริมคุณโจ ว่าหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนรายย่อย ผมเรียกว่าหุ้นข้าวมันไก่ ส่วนใหญ่กิจการแบบนี้จะมีทุกซอย สิ่งที่ผมจะทำคือ ดูว่าคนจะกินเยอะเหมือนเดิมหรือเปล่า
นักลงทุนรายย่อยเราสามารถโฟกัส ในการลงทุนของเราได้
แต่ฝรั่งส่วนใหญ่ต้องดูเยอะและอ่านจากเปเปอร์ เป็นข้อมูลขั้นที่สอง
ถ้ามีเงินเยอะจำนวนหนึ่ง ราคาจะหลอกราคาอย่างไรก็ทำได้
แต่ถ้าเราอยู่กับร้านข้าวมันไก่ เราก็เห็นอยู่ว่ายังขายดี คนเยอะอยู่
ถ้าราคาลงไป ๕๐% แสดงว่าน่าสนใจ
แต่ถ้าเป็นหุ้นที่เราไม่สามารถประมาณการณ์ได้ ไม่รู้เลย ราคาลงไป ๓๐-๕๐% เราก็ไม่รู้จะทำยังไง

คุณโจ
เสริมพี่ชาย ว่าเราควรรู้มูลค่าของที่เราจะซื้อ ไม่มีป้ายบอกว่าหุ้นนี้มูลค่าเท่าไร มีแต่ป้ายหลอกๆ
ซึ่งเราต้องหามูลค่าที่ควรจะเป็น เป็นแก่นแท้ของการลงทุน
หนึ่ง กิจการที่เราลงทุน ไม่ใช่ราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ เป็นธุรกิจ ร้านนข้าวมันไก่
สอง ต้องประเมินมูลค่ธุรกิจให้ออก
สาม ควรซื้อเมื่อมีส่นลดที่เพียงพอ
สี่ ความผันผวน คือโอกาส เป็นเรื่องปกติ อย่าไปสร้างความผันผวนเอง
เวลาหุ้นลงตกใจ ขายตามไปด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำตรงข้าม

อ.เสน่ห์
ร้านข้าวมันไก่ ถ้ามีไข้หวัดนก ขึ้นมาต้องทำไงรึป่าว?

คุณชาย
ถ้าเชื่อว่ากิจการดีในระยะยาวก็ถือได้ เป็นเรื่องระยะสั้น จะมีคนจัดการมันได้
การลงทุนเหมือนปลูกต้นไม้ เวลาเราซื้อหุ้น มีนักลงทุนบางท่านบอกซื้อแล้วกะถือยาว ไม่ดูเลย
หลายคนเปิดมาเป็นเศรษฐี บางคนเปิดมาไม่เหลืออะไร โลกไม่มีอะไรแน่นอน
นักลงทุนรายย่อย เหมือนมีปืนสั้น ยิงได้หกที หรือบางคนยิงได้ทีเดียวก็หมดแล้ว แต่กองทุนใหญ่ๆ ยิงได้หลายครั้ง ลงมาก็ซื้อได้อีก
นักลงทุนรายย่อย ต้องยิงให้แม่น เป็นกิจการดี มีส่วนลด การไปไล่ซื้อตามอารมณ์ตลาด เป็นความเสี่ยงมากของนักลงทุนรายย่อย
พวกกองทุน รู้เยอะ มีข้อมูลมากกว่า แต่เราต้องอดทนให้ได้มากกว่า เข้าใจระยะยาว

อ.เสน่ห์
ความผันผวนตลาดตอนนี้กับในอดีต ต่างกันไหม มีบทเรียนไหม?

อ.ไพบูลย์
ผมรู้ว่าพอความผันผวนมาต้องทำอย่างไร แต่เมื่อก่อนมีผลเยอะ
หลักคือ อะไรที่เราไม่รู้ สมมติเราอยุ่ในบ้าน ไฟดับ คนที่ไม่รู้ก็ตกใจ สิ่งที่เราควรจะทำคือยืนเฉยๆ ถ้าเรายืนซักพักพอมีแสงสลัว ตาเริ่มพอมองเห็น ก็ค่อยขยับไปนั่งที่เก้าอี้
ในภาวะผันผวน หากหุ้นที่เราสนใจลงไปเยอะ แต่ตัวที่เราถือลงไปน้อย
อาจจะเปลี่ยนตัวก็ได้ เหมือนไปหาเก้าอี้ใหม่ที่นั่งสบายกว่า

อ.เสน่ห์
ช่วงตอนนี้เป็นขาลงแล้วหรือยัง?

คุณโจ
ยากที่จะตอบ สี่ห้าปีที่ผ่านมาดัชนีขึ้นมาตลอด คนที่ถือหุ้นยาวๆ มีกำไรทั้งนั้น
แต่เมื่อเห็นว่าโมเมนตัมเปลี่ยนทาง จะมีนักลงทุนส่วนหนึ่ง อานจจะขายหุ้นออกมา
หรือนักเก็งกำไร ถ้าเห็นแนวโน้มเปลี่ยนก็ขาย
นักลงทุนวีไอ ถือหุ้นมาตลอด พอหุ้นชักจะแพงก็มีเหตุผลที่จะขาย
พอแรงเหล่านี้หมดแล้ว ก็อาจไม่ลงมากแล้ว ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีผล
อย่างปัจจัยต่างประเทศ ก็ยากหน่อย อย่างไซปรัส ยังมีผล
วิธีที่ดีคืออย่าไปคาดการณ์
กลับมาที่บริษัทเรา จะได้ผลดีอะไรหรือเปล่า
ก็มีหุ้นหลายกลุ่มที่ได้ประโยชน์ สองล้านล้าน รถคันแรก
ผมนับดูน่าจะเป็นร้อย
บริษัทจะดีก็ดีด้วยตัวมันเอง ไม่ใข่ว่าเราจะต้องไปจับตาดูปัจจัยภายนอกมากมาย ที่เราคาดการณ์ไม่ได้

คุณชาย
ผมเห็นด้วยกับคุณโจ คาดการณ์ดัชนีได้ยาก
ผมขอพูดเรื่องโอกาสกับความเสี่ยงตลาดหุ้นไทย
ความเสี่ยง
1) เงินบาทแข็งค่า
ประเทศไทย อยุ่ในกลุ่ม TIP
สัดส่วนส่งออกต่อจีดีพีของไทย 70% ต้องพึ่งพาส่งออกมากกว่า อินโดนีเซีย กับ ฟิลิปปินส์
ทำให้เห็นว่าตลาดเหล่านั้น new high แล้ว แต่ของเรายัง
เวลาเงินบาทแข็งไม่ได้เห็นผลทันที อาจเห็นผลในสองสามเดือนข้างหน้า
2) หนี้ครัวเรือน เพิ่มมากขึ้น
รถยนต์ขายดี บ้านขายดี อย่าลืมว่าคนไทยไม่ได้รวย ต้องกู้มา
การบริโภคของเราจะเป็นไปในอัตรานี้ต่อไปได้หรือไม่
3) เรื่องแนวโน้มดอกเบี้ย มีรายละเอียดเยอะยังไม่เจาะ
โอกาส
ในปี ๑๙๙๗ ตลาดหุ้นเอเชียเกิดวิกฤติ ลงกันถล่มทลาย แต่ไปดูในอเมริกา ภายในไม่กีปี ขึ้นเยอะมาก ในตอนที่เอเชียมีปัญหาจะมีสภาพคล่องส่วนเกินในโลก เงินที่ย้ายมาจากยุโรปหรือมเมริกา
ขนาดของตลาดพันธัตรมีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้น ประมาณ หนึ่งเท่า
ถ้าดูเงินที่ลงทุนในตลาดสหรัฐ ดอกเบี้ย ๐.๗๕% ยังมีคนซื้อ
ก็อาจมีเงินส่วนหนึ่งที่โยกมาอยู่ในตลาดทุนได้
เราดูสภาพแวดล้อม แล้วมาดูหุ้นที่เราจะลงทุน
เหมือนปลูกต้นไม้ เลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี อากาศที่ดี ดินที่ดี

อ.เสน่ห์
การที่ทองลง มีผลอย่างไรไหม?

คุณโจ
มีทองตอนแต่งงาน เป็นสินทรัพย์ทางเลือกหนึ่ง
ผมว่าทองดีกว่าหุ้นแย่ๆ แต่โดยทั่วไป หุ้นจะดีกว่าทอง
ตลาดหลักทรัพย์ เปรียบเทียบผลตอบแทน 38 ปีที่ผ่านมา
อันดับหนึ่ง หุ้นให้ผลตอบแทน เก้าสิบเท่า
อันดับสอง พันธบัตรได้ ยี่สิบห้าเท่า
อันดับสาม เงินฝากได้ สิบเท่า
สุดท้าย ทอง ได้ผลอตแบทน แปดเท่า ตอนนี้น่าจะไม่ถึง ไม่น่าเชื่อว่าแย่ที่สุด
ดังนั้นระยะยาวทองไม่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ราคาเท่าไรที่น่าสนใจ
ต้นทุนผลิตทอง คือ หนึ่งพันเหรียญต่อออนซ์ จะเริ่มมีบางเหมืองที่ปิด
ก็เป็นที่สังเกต ว่ามันมีขั้นต่ำอยู่
แต่ปัญหาคือทองก็เก็บรักษายาก
บางคนไปซื้อโกล์ดฟิวเจอร์ เพราะเราลงเงิน ห้าบาท ซื้อได้ หนึ่งร้อย บาท
สงกรานต์ผ่านไป ทองลง ถ้าไม่มีเงินเติม เจ๊ง เลย แล้วยังมีหนี้ด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การกู้เงินมาซื้อ ใช้มาร์จิ้น
การผันผวนเล็กน้อย จะฆ่าเรา ถ้าเราเป็นหนี้

คุณชาย
ผมไม่ได้เป็นผู้รู้เรื่องทอง ขอเอาคำแนะนำจากคุณจิมโรเจอร์ เป็นคู่หู จอร์จ โซรอส
เป็นผู้เชี่ยวชาญสินค้าโภคภัณฑ์ เค้ามองว่า การลงทุน Commodities เป็นเรื่องที่ง่ายมากเลย
ดูแค่ ดีมานด์ กับ ซัพพลาย
เมื่อไร ดีมานด์มากกว่าซัพพลายราคาขึ้น ซัพพลายมากกว่าดีมานด์ราคาลง
ปัญหาของนักลงทุนรายย่อย เราจะรู้ตัวเลขได้ไหม หรือเราซื้อด้วยความเชื่อ
ถ้าท่านมีตัวเลข ดีมาน์ ซัพพลาย ในระดับ โลก แล้วท่านบอกได้ ว่า ดีมานด์มันมากกว่า ซัพพลาย แน่อน ท่านก็ควรลงทุน
หลายท่านก็บอกซื้อไว้เผื่อเกิดวิกฤติ ผมไม่คิดว่าปลอดภัยนะ
อยากให้เข้าใจแรงผลักดันของตลาด ว่าทำไมมันถึงจะขึ้นไปได้

ดร.ไพบูลย์
ผมมีทอง สำหรับถ่วงเรือ ผมเปรียบความมั่งคั่งไว้ไม่ให้แกว่ง เมื่อก่อน เคยมี ๑๐% ๕% ๒% เพราะเรือมันใหญ่ขึ้น ทองผลตอบแทนก็น้อย แต่เมื่อเรามีความมั่งคั่งจุดหนึ่ง ตอนนี้ไม่ต้องถ่วงด้วยทองก็ได้ ถ้าหุ้นไม่เจ๊งหมดทั้งตลาด

อ.เสน่ห์
ระยะหลังหุ้นตัวเล็กมาแรง
ทั้งสองท่านเห็นว่าหุ้นใหญ่กับหุ้นเล็ก ควรเลือกอะไร ใครมีความผันผวนมากกว่ากัน?

คุณโจ
มีงานวิจัยใน อเมริกา
หุ้นเล็ก ให้ผลตอบแทน ทบต้น ๑๔%
หุ้นใหญ่ ๙ ถึง ๑๐%
ในระยะยาวหุ้นเล็ก จะให้ผลตอบแทนดีกว่า
อ.ไพบูลย์
มีแวลูลพรีเมียม กับ สมอลไซส์ พรีเมียม ที่ทำให้ผลตอบแทนดีกว่าเฉลี่ย
คุณโจ(ต่อ)
การเพิ่มยอดขาย สองร้อย เป็น สี่ร้อย ล้าน เพิ่มไม่ยากในไทย
แต่สองแสนล้าน เพิ่มเป็น สี่แสนล้าน มันหนักหนากว่ามาก
การเติบโตหุ้นเล็ก น่าจะมากกว่าหุ้นใหญ่
ถ้าเติบโตได้เยอะ ราคาหุ้นก็ควรขึ้นได้เยอะ
ในตลาดหุ้นไทย หุ้นไหนที่เป็นหุ้นใหญ่ คือ
หุ้นที่ครอง ส่วนแบ่งตลาดได้มาก ทำให้ขยายได้ยาก
ต้องไปรุกต่างประเทศ ไม่ง่าย คามเสี่ยงมากมาย
ในระยะยาวถึงทำให้หุ้นใหญ่ ให้ผลตอบแทนได้น้อย
แต่สังเกตว่าหุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก วิ่งกัน มากมาย
ซึ่งมันก็มีความเสี่ยงต้องใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ พิจารณา ไม่ได้ยากเย็นมาก และน่าจะคุ้มค่า

คุณชาย
หุ้นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ผมจะดูโอกาสว่าจะเติบโตต่อไปในอนาคตมีอีกมากไหม
อย่างบริษัทเล็ก แต่ธุรกิจที่ทำได้แชร์ไปเยอะแล้ว หรือคู่แข่งแข็งแกร่งมาก ในระยะยาวอาจนจะเล็กอยู่อย่างนั้น หรือบางบริษัทใหญ่แล้วทำอุปโภคบริโภค
ทำผงซักฟอก จนอิ่มตัว มาออกน้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็ขายเพิ่มได้อีกเท่าตัว

สิ่งที่ต้องดู คือ ขนาดของตลาด ธุรกิจนั้นจะโตได้ขนาดไหน
ขอเสริมจากคุณ โจ
ผมดูในหุ้นในตลาดอเมริกา โฮมดีโป ทำกิจการปี ๑๙๙๑ ทำผลตอบแทนดีกว่า
ชนะทั้งวอลมาร์ท และ โค้ก ได้อีก
หุ้นก็เหมือนคน ตอนเด็กๆ จะโตเร็ว พอตอนหลังๆจะเริ่มโตช้า แล้ว
ต้องดูว่าอยู่ในวงจรช่วงวัยรุ่นหรือเปล่า
แต่โตเร็วก็มีความเสี่ยง อาจหุนหันพลันแล่น อย่าลืมมองความเสี่ยงไปด้วย

อ.ไพบูลย์
ถ้ายึดหลักลงทุนเน้นคุณค่า เราก็จะมีความมั่งคั่งเพิ่ม
ยิ่งขนาดการลงทุนไม่ใหญ่จะโตได้เร็ว
สาเหตุหลัก เพราะเราจะสามารถหาหุ้นที่ดีมาก โตได้เยอะ เราสามารถเอาหุ้นที่ดีที่สุด ในตัวเดียวได้ แต่พอเงินลงทุนโตมาก ก็ต้องซื้อหลายๆตัว
คนที่ขนาดพอร์ตใหญ่ขึ้นก็ต้องหาหุ้นที่ใหญ่ขึ้น

อ.เสน่ห์
กระแสหุ้นไอพีโอ มีความเห็นอย่างไร?

คุณโจ
ถ้ามีโอกาสได้ซื้อในช่วงนี้ เหมือนโบรกเกอร์ยัดเงินใส่มือในเรา
มันเหมือนกับหุ้นไอพีโอ ช่วงนี้ให้กำไรทั้งนั้น ถ้ามีโอกาสซื้อก้อซื้อ
แต่ส่วนใหญ่แนะนำให้ขาย เพราะหุ้นไอพีโอ ราคาที่นำมาขาย ค่อนข้างเต็มมูลค่าหรือแพงนิดหน่อย
แถมเข้ามาในตลาดยังราคาขึ้นหนึ่งถึงสองเท่าตัว ในทางวีไอ ถือว่าเกินมูลค่ามาก
แต่มีข้อยกเว้น สังเกตไหม หุ้นบางตัว เพิ่งเข้าตลาด ราคาวันแรก ผ่านไปเป็นปี ราคาขึ้นมากกว่าวันแรกค่อนข้างเยอะ สังเกตว่าเป็นหุ้นที่เติบโตของผลกำไรเยอะ บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเด่น เช่น วีจีไอ บิวตี้
บริษัทพวกนี้มีการเติบโต ยิ่งถือยาวเท่าไร ยิ่งดี
แต่ตอนนี้เหมือนฟองสบู่หุ้นไอพีโอ ได้มาก็ควรขาย

คุณชาย
อยากให้กลับมาที่หลักการลงทุนดั้งเดิม
ให้ดูว่ากี่ปีจะคืนทุน ซื้อแล้วจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง
บางทีมีบริษัทที่คล้ายๆ กันในตลาด แต่ขายในราคาที่ดีกว่า
ถ้าจะลงทุนระยะยาวก็ให้ดูหลักการลงทุนแบบเดิม และอย่าลืมดูกิจการอื่นที่ใกล้เคียงกัน
ผมจะชอบซื้อกิจการที่ลงทุนมาอย่างหนักหน่วงก่อนที่จะเข้าไอพีโอ
แล้วเอาเงินไอพีโอมาชำระหนี้ จะทำให้เข้าตลาดแล้วกำไรเติบโตได้ทันที
กิจการแบบนี้ถือลงทุนได้ ยกเว้นราคาจะขึ้นไปมากเกิน
กับกิจการอีกแบบ ยังไม่ได้อะไรเลย แต่มาไอพีโอ เพื่อเอาเงินเข้าบริษัทแล้วค่อยไปทำ
แบบนี้ต้องรอ ใช้เวลาเป็นปี กว่ากำไรจะเข้ามา
อย่าละเลยรายละเอียด อ่านเยอะๆ ไม่มีอะไรง่าย

อ.ไพบูลย์
ผมจะร้องเพลงให้ฟัง …สมองมีทำไมไม่คิด
คนได้ราคาจอง ปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพราะที่ปรึกษาการเงินประเมิน

Advertisements