เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา “ฐานเศรษฐกิจ” จัดงานสัมมนาเรื่อง “พิชิตตลาดหุ้น ด้วยกลยุทธ์รู้เขา รู้เรา รู้วิธี” วิทยากรร่วมงานเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก 2 ศาสตร์ ศาสตร์หนึ่งมองตลาดหุ้นด้วยหลักวิเคราะห์ และประเมินภาพเศรษฐกิจ ผ่านข้อมูล อีกศาสตร์หนึ่งคือ ภูมิโหราศาสตร์ ประกอบด้วย “อาจารย์เกรียงไกร บุญธกานนท์” ประธานชมรมภูมิโหราศาสตร์

“ภรณี ทองเย็น” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน)”ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนเน้นหลักคุณค่า หรือแวลูอินเวสเตอร์(วีไอ)แถวหน้าของไทย และ “วัชระ แก้วสว่าง”หรือเสี่ยป๋อง นักลงทุนพอร์ตพันล้าน ฉายา “เซียนหุ้นเทคนิค”
*** “รู้เขา รู้เรา รู้วิธี”ก่อนลงทุน
เริ่มที่อาจารย์เกรียงไกร บรรยายในหัวข้อ”รู้เขา รู้เรา รู้วิธี ก่อนลงทุน” โดยกล่าวว่าสนามการค้าก็เหมือนสนามรบในอดีต ยกตัวอย่างยุคอดีตนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ยังใช้นโยบายเศรษฐกิจบริหารประเทศ โดยเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า จากนโยบายดังกล่าวทำให้คนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และมีที่ดินต่างก็รวยกันทั่วหน้า แต่ก็มีคนที่ได้รับความเสียหายจากอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเช่นกัน
มาถึงยุคอดีตนายกรัฐมนตรีชวลิต ยงใจยุทธ เศรษฐกิจไม่ดีทุกคนก็โดนกันถ้วนหน้าเช่นกัน แต่ในเวลาเดียวก็มีคนรวยเพราะวิกฤติเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าแม้ในภาวะวิกฤติก็ไม่ใช่ว่าเราจะรวยไม่ได้ หรือในภาวะเจริญรุ่งเรืองก็มีโอกาสเสียหายล่มจมได้เช่นกัน
อ.เกรียงไกรเปรียบเทียบในศัพท์ของ “ฮวงจุ้ย” อธิบายอยู่ว่า “อะไรที่มีตัวเลวร้ายที่สุดก็จะมีตัวที่ดีที่สุดอยู่ด้วย” เช่นกัน “อะไรที่มีตัวร้ายก็มีตัวดีด้วย” เสมอ พร้อมผูกโยงมาที่การลงทุนในตลาดหุ้น อ.เกรียงไกร แนะว่า การลงทุนในตลาดหุ้น หากจะรวยหรือจนได้ก็ขึ้นอยู่กับว่าหุ้นมันจะขึ้นหรือจะลง
“หุ้นจะขึ้นหรือจะลงก็ต้องมีที่มาว่าความจริงของหุ้นที่ขึ้นและลงมาจากไหน เราจะต้องหาความจริงให้ได้”
ในมุมมองของอ.เกรียงไกรหุ้นจะขึ้นหรือลงมี 2 สภาพ คือ มาจากกระแส และมาจากตัวบริษัทเอง ซึ่งกระแสนั้นมี 2 มหาความยิ่งใหญ่ คือ “มหาทุน” และ”มหาอำนาจ” เพื่อสร้างสถานการณ์ เพื่อทำให้หุ้นขึ้น ดังนั้นกลุ่ม”มหา” เหล่านี้จึงเป็นผู้กุมสถานการณ์และรู้สถานการณ์ ซึ่งผู้ที่ลงไปในสนามสถานการณ์ก็คือ วีรบุรุษ แต่วีรบุรุษที่เหนือวีรบุรุษเราเรียกว่า “มหาวีรบุรุษ” คือ เป็นผู้ที่สร้างสถานการณ์ ซึ่งเป็นผู้กุมความลับ ก็คือผู้ชนะ เมื่อเขา(มหาวีรบุรุษ)รู้แล้ว แต่เราไม่รู้เขาก็ต้องเป็นผู้ชนะ เช่นกัน สถานการณ์ในตลาดหุ้นไม่ว่าจะมาจากในประเทศหรือต่างประเทศก็คือผู้ทำให้หุ้นขึ้นและลงได้ แต่บางคนก็ขึ้นกับดวงชะตาด้วย ไม่เพียงเท่านี้ยังขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมด้วย
กล่าวโดยสรุปหลักปรัชญาของฮวงจุ้ย ฉะนั้นเวลาเราดวงดีไม่ต้องไปคิดมาก ดวงจะพาเราคิดถูกแล้วได้ดี แต่คนอีกส่วนจะได้ดี(ประสบความสำเร็จ) ก็ด้วยสติปัญญาเช่นกัน หากเปรียบกับสถานการณ์ในตลาดหุ้นหากเรารู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อ ถ้าเรามองออกก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้
อีกส่วนคือสภาวการณ์หรือภาวะเศรษฐกิจ ถือเป็นองค์ประกอบและมีผลต่อราคาหุ้นที่ลงทุนได้แต่ผู้ที่แสวงหาโอกาสจากตัวหุ้น แม้ในช่วงที่หุ้นตกก็รวยได้ หุ้นขึ้นก็รวยได้ คือ การรู้จักบริษัทและสถานภาพที่ลงทุนตามความเป็นจริงทำให้รู้ว่าสถานภาพนั้นๆอะไรเป็นจริงอะไรเป็นเท็จ
อ.เกรียงไกร กล่าวว่าสุดท้ายหลักฮวงจุ้ย มีอยู่ว่า อะไรที่ขึ้นไปสูง เมื่อขึ้นไปได้ก็จะตกลงมาได้ และไม่มีอะไรถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่วิชาฮวงจุ้ยซึ่งจะต้องดูที่ผล แม้มีหลักที่ว่า “มอง เห็น ดู รู้” ซึ่งก็คือหลัก “สามัญสำนึก” ตามหลักปรัชญา
***ส่อง”ศก.โลก”โยง”ตลาดหุ้น”
มาที่การมองตลาดหุ้นด้วยหลักวิเคราะห์ และประเมินภาพเศรษฐกิจบรรยายโดย “ภรณี” ซึ่งฉายภาพเศรษฐกิจโลกว่าจะมีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ที่ผ่านมาผลจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบโดยผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี (QE) เริ่มตั้งแต่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และต่อมาคือญี่ปุ่นที่ยังมีแนวโน้มจะยังใช้ต่อเนื่องอีก เป็นต้น ทำให้ตลาดหุ้นในแถบเอเชียมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายหรือฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ภรณี”กล่าวว่าต่อจากนี้ไปเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงอยู่ ฉะนั้นจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อจากมาตรการที่ใช้และยังสามารถจะมีประสิทธิภาพ คือ มาตรการทางด้าน “ดอกเบี้ย” ทั้งธนาคารกลางยุโรป(ECB) และธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด) ที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษที่ 0-0.25% ต่อไป เป็นต้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย เมื่อดูจากสถิติย้อนหลังพบว่าหากนักลงทุนต่างชาติมีการซื้อหุ้นสะสมจนถึงระดับ 8 หมื่นล้านบาท จนถึง 1 แสนล้านบาท ก็จะมีแรงขายทำกำไรหลังจากซื้อต่อเนื่องแตะ 1 แสนล้านบาท เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงเริ่มเห็นสัญญาณขายต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน( ณ วันที่ 3 พ.ค.56) ที่พบว่าต่างชาติขายสุทธิในหุ้นไทยต่อเนื่องกว่า 2 หมื่นล้านบาทแล้ว ทำให้ยอดซื้อสะสมสุทธิเหลือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะยังมีโอกาสขายออกมาต่อเนื่อง
ขณะที่หากดูจากมูลค่าหุ้นพื้นฐานที่อิงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯที่ 1,600 จุด ถือว่าเป็นระดับที่สะท้อนกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในปีนี้แล้ว ซึ่งภายใต้การวิเคราะห์หุ้นของบล.เอเซีย พลัสฯจำนวน 170-180 บริษัท ครอบคลุมมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือมาร์เก็ตแคป 80-85% ของมาร์เก็ตแคปรวม โดยคาดการณ์ปี 2556 กำไรบจ.เติบโต 25% หรือคิดเป็น 10.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งระดับดัชนีดังกล่าวจะได้ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช)ที่ 15-16 เท่า
“จากนี้ไปหากฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าต่อจนดันให้ดัชนีปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,700-1,800 จุดได้นั้น จะต้องประเมินกำไรบจ.ปี 2557 ยังมีโอกาสเติบโตได้อีก หรือมีการรีวิว(ทบทวน)เป้ากำไรปีนี้เติบโตมากกว่า 25% และขณะนี้หลายสำนักวิจัยเริ่มรีวิวแล้วหลังผลประกอบการไตรมาสแรกออกมา”
อย่างไรก็ตาม”ภรณี”ยอมรับว่าสภาพคล่องในประเทศยังหนุนตลาดหุ้นแม้นักลงทุนต่างชาติขายต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยถึง 65% เทียบกับปีที่แล้วที่มีสัดส่วน 55% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการซื้อขายเพียง 17-18% เท่านั้น
มาถึงไฮไลต์ของการบรรยาย คือ คำแนะนำการลงทุน “ภรณี” แนะให้ลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐทั้งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ราคาได้สะท้อนรับข่าวดังกล่าวไปแล้วระดับหนึ่งนอกจากนี้ยังมีหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการควบรวมในกลุ่มค้าปลีก อาทิ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน)(บมจ.)(CPALL) ที่ซื้อกิจการบมจ.สยามแม็คโคร
***ลงทุนในแบบ “วีไอ” สไตล์
สำหรับกลยุทธ์พิชิตตลาดหุ้นของผู้ที่ได้ฉายาว่าเป็นวอร์เรนต์ บัฟเฟตต์เมืองไทย”ดร.นิเวศน์”ที่ยึดคัมภีร์การลงทุนด้วยการเลือกหุ้นที่ดีที่สุดและสามารถสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้โดยที่ไม่มีการขายออกมา และในวันที่ตัดสินใจเลือกหุ้นแล้วจะต้องถือลงทุนยาว 3-5 ปี
“พอสรุปได้หลักๆ คือ ธุรกิจที่มีความได้เปรียบอย่างยั่งยืน เป็นธุรกิจที่ชนะ ซึ่งคนที่ชนะจะต้องได้เปรียบและจะยังชนะต่อเนื่องไปเรื่อยๆสะท้อนความใหญ่ของขนาดธุรกิจต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ แม้บางธุรกิจจะเกี่ยวข้องกับฝีมือด้วยแต่หากเป็นธุรกิจที่ไม่ได้เปรียบก็ยังเหนื่อย”
“ดร.นิเวศน์”บอกว่าหลักการลงทุนของเขานั้นความจริงแล้วไม่ต้องคิดวิเคราะห์อะไรมากมาย เพียงแต่ดูว่าบริการของเขา(ธุรกิจ)เป็นอย่างไร คนใช้บริการพอใจมากน้อยแค่ไหน มีความได้เปรียบคู่แข่ง มีการลงโฆษณามากน้อยแค่ไหน นอกจากจะชนะแล้วก็ต้องเติบโต เพื่อกินคู่แข่งไปเรื่อยๆ ไม่ต้องทำอะไรหมายถึงไม่ต้องขายตราบใดที่ยังเติบโตได้ แม้ว่าบางช่วงราคาหุ้นปรับตัวลงจากปัจจัยอื่นๆ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจและการเมือง เป็นต้น
จากคุณสมบัติของหุ้นที่ยกตัวอย่างข้างต้นทำให้การปรับขึ้นของตลาดหุ้นรอบนี้ซึ่งกินเวลา 5 ปีมาแล้วนั้น วอร์เรนต์บัฟเฟตต์เมืองไทยบอกว่า จนป่านนี้เขายังกอดหุ้นไว้แน่น เพระการลงทุนในแบบ”วีไอ”สไตล์ ไม่จำเป็นต้องดูราคาหุ้นรายวันว่าถูกหรือแพง จนกว่าจะเริ่มเห็นว่ามีคู่แข่งเข้ามาและเริ่มเห็นว่าจะไม่ได้กลายเป็นผู้ชนะแล้วก็จะเป็นภาวะที่เขาจะ “เริ่มขาย” หุ้นออก
“ตอนนี้ผมมีหุ้นในพอร์ต 5-7 ตัวเท่านั้น โดยที่ไม่ต้องทำอะไร มีเวลาท่องเที่ยวทั่วโลกปีละ 2-3 ครั้ง เมื่อเรามั่นใจว่าเรามีหุ้นที่ดีที่สุดของประเทศ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนกับเราทุกๆปีและผลตอบแทนที่ได้เราก็นำไปลงทุนต่อ”
“ดร.นิเวศน์” เผยเคล็ดลับว่าไลฟ์สไตล์ของเขานั้นถ้าไม่ได้ท่องเที่ยว ล้างจาน ก็จะนั่งอ่านหนังสือแนวปรัชญาชีวิต สงคราม เหตุการณ์ใหญ่ๆของโลก เป็นต้น พร้อมย้ำว่า”ผมอ่านเยอะมาก” โดยมีมุมมองว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการลงทุนได้
พร้อมยกตัวอย่างเช่น เรื่องสงครามว่าทำไมอเมริกาชนะเยอรมนี ทำไมอังกฤษชนะฝรั่งเศส ซึ่งสะท้อนว่ามนุษย์มีการต่อสู้กันมาตลอด ทั้งเพื่อขยายอาณาจักร เพื่อเอาชีวิตรอด ก็เปรียบเสมือนภาคธุกิจที่มีการสู้รบ มีการแข่งขันกันทั้งนั้น
“หน้าที่เรา คือ ดูให้ออกว่าการสู้รบของบริษัทขนาดใหญ่ใครจะชนะ และชนะเพราะอะไรซึ่งจะสะท้อนว่าเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีการเติบโตต่อเนื่องปีละ 10% หากเติบโตปีละ 15% ยิ่งดี ที่สำคัญคือมี กำไร”
เขาย้ำว่า ตามประวัติศาสตร์หุ้นที่เป็น “ผู้ชนะ” ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นไป 10 – 100 เท่า เช่น หุ้นแอปเปิล นักลงทุนบางคนขายออกไปเนื่องจากดูจากราคาต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) หลังจากขึ้นมาได้ต่อ 1,000 เท่า เนื่องจากเขายังเป็นเบอร์หนึ่งอยู่ทำให้ราคาหุ้นก็ยังไปต่อได้
อีกส่วนหุ้นที่ไม่มีผู้ชนะชัดเจน”ดร.นิเวศน์”เตือนว่าไม่ควรไปยุ่งกับมันจนกว่าจะเริ่มเห็นผู้ชนะ เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่บางกลุ่มที่เริ่มเห็นสัญญาณว่ามีผู้ชนะอย่างเช่นในกลุ่มค้าปลีก ทั้งในแบบซูเปอร์สโตร์ และระดับคอนวีเนียนสโตร์ เป็นต้น หรือธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนน้อยๆ แต่กำไรเยอะๆ มีกระแสเงินสดมาก ๆ เพื่อสามารถจ่ายปันผลได้
ส่วนธุรกิจที่เติบโตแบบ”พุ่งพรวด”เขาบอกว่า”ไม่ควรยุ่งกับมันจะเป็นธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน” พร้อมแย้มหุ้นแบรนด์ดังระดับโลกที่น่าสนใจ คือ บริษัทขายเสื้อผ้าแบรนด์ ซาร่า(ZARA) แม้ว่าจะเป็นบริษัทในสเปนแต่กำไรเติบโตต่อเนื่อง 5 ปี หรือแม้แต่แบรนด์เอชแอนด์เอ็ม(H&M)ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเนเธอร์แลนด์ ที่ยอดขายดีมากปีละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เช่นกันที่ต้นทุนต่ำจ้างบริษัทในจีนผลิต แม้ว่าเป็นกลุ่มที่ขายราคาไม่แพงแต่การออกแบบเสื้อผ้าได้รับการตอบรับที่ดี เป็นต้น
***พิชิตหุ้นในแบบ”เซียนเทคนิค”
มาที่นักลงทุนชื่อดังอีกราย “เสี่ยป๋อง” ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการบาดเจ็บยุคฟองสบู่ตลาดหุ้นแตกก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งในขณะนั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯทะยานขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 1,700 จุด แต่เสี่ยป๋องบอกว่าเขาตัดใจขายตัดขาดทุนช่วงดัชนี 400 กว่าจุด (ดัชนีปรับตัวลงต่ำสุดที่ 200 กว่าจุด) ก่อนกลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้งในปี 2542 และสามารถพิชิตตลาดหุ้นสำเร็จ(ลงทุนแล้วมีกำไร)ในปีสุดท้าย คือ ปี 2546 ตามสัญญาที่ได้ให้กับคุณพ่อไว้ว่าขอเวลาเล่นหุ้น 3 ปี
“กว่าผมจะกลับมามีกำไรและสามารถลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้งก็ใช้เวลาเข้าสู่ปีที่ 11ของการลงทุน”
การกลับมาเดินในเส้นทางตลาดหุ้นรอบใหม่ของ”เสี่ยป๋อง”ครั้งนี้มีวิธีการลงทุนที่ถือเป็นอาวุธเด็ด นั่นก็คือ การลงทุนโดยใช้ปัจจัยทาง”เทคนิค” หรือการดูเส้นกราฟประกอบการลงทุนนั่นเอง
“ในตอนนั้นนักเทคนิคหาตัวยากมาก จึงกลับมานั่งคิดว่าเราก็เรียนมาจบปริญญาโททำไมต้องไปฟังคนอื่นและถือว่าโชคดีได้เจออาเฮียคนหนึ่งที่เก่งด้านเทคนิค เขาบอกว่าเขาศึกษาเอง ทำให้ผมเริ่มมีแรงบันดาลใจ ประกอบกับพี่ชายเรียนด้านเทคนิคด้วยก็ช่วยสอนให้”
“เสี่ยป๋อง”บอกว่าหลักการดูกราฟเทคนิคของเขาจะอาศัยเพียงใช้เพื่อให้เป็นตัวบอกว่าเป็นจังหวะ”ซื้อ” และจังหวะ”ขาย”เท่านั้น อย่างไรก็ตามการลงทุนให้ประสบความสำเร็จจะต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลายอย่างทั้งการดูปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่จะลงทุน และดูปัจจัยทางเทคนิคซึ่งจะบอกจังหวะลงทุน รวมถึงหลักของฮวงจุ้ยด้วย
“การเล่นหุ้นของผมได้อาศัยหลักของฮวงจุ้ยด้วย ทำให้ทุกๆปีผมจึงมีการย้ายโต๊ะ ย้ายห้อง(ห้องเทรดหุ้นส่วนตัว)เพื่อเสริมดวง แม้ยอมรับว่าหุ้น 700 กว่าตัวผมต้องนั่งดูทุกวันจนตาเริ่มมีปัญหาเพราะผมต้องมาก่อนมาร์เก็ตติ้งและกลับหลัง 1 ทุ่มตลอด แต่ขอเตือนนักลงทุนกราฟเทคนิคจะต้องรู้พื้นฐานของหุ้นด้วยจึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งส่วนตัวจะอ่านบทวิจัยหุ้นเพื่อให้รู้พื้นฐานก่อนจะเอากราฟเทคนิคไปจับจังหวะการลงทุน”
เซียนป๋องยังได้ใช้ปัจจัยทางเทคนิคจับทิศทางตลาดหุ้นไทยว่า จากกราฟเทคนิคจะเห็นว่าคลื่นในตลาดหุ้นกว่าจะหมดจะมีทั้งหมด 5 คลื่น ซึ่งตลาดหุ้นไทยเพิ่งจะผ่านมาเป็นคลื่นที่ 3 ในปัจจุบันถือว่าคลื่นที่ 3 นี้จะเป็นคลื่นที่ใหญ่และยาวนานมากและเชื่อมั่นว่าคลื่นที่ 3 จะต้องชนะคลื่นที่ 1 โดยคลื่นที่ 1 เริ่มจากเปิดตลาดในปี 2518 เริ่มจากดัชนี 100 จุดจนขึ้นไปสูงสุด 1,789.16 จุด เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2540 และปรับตัวลงต่อเนื่อง
คลื่นที่ 2 ดัชนีปรับขึ้นจากดัชนี 204 จุดในปี 2541 ใช้เวลา 14 ปีโดยปรับขึ้นไป 380 กว่าจุดก็ลงมาอีก ก่อนปรับขึ้นไปที่ระดับ 900 จุด ช่วงก่อนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2551
ส่วนคลื่นที่ 3 เมื่อ 5 ปีก่อน(2551)สำหรับคนที่เพิ่งเล่นหุ้นถือว่าโชคดีเพราะว่าเป็นคลื่นยักษ์ ซึ่งใช้ระยะเวลายาวนานและเป็นคลื่นลูกใหญ่จนมีคนประสบความสำเร็จกับการลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่จนออกมาเขียนหนังสือ(เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้น) ซึ่งส่วนตัวไม่กล้าเขียนหนังสือ เพราะยังสยองกับของเดิมอยู่และไม่รู้ว่าช่วงนี้เป็นความฝันหรือเปล่า แต่ยังมั่นใจทุกวันว่าจะเป็น”ยักษ์สามขา”นั้นจริง ดัชนีจะต้องทำนิวไฮและเทคนิคเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งจะเป็นไปได้ คือ ประเทศไทยจะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้โครงสร้างของประเทศเปลี่ยน
“หากดูจากทฤษฎีเทคนิคดัชนีตลาดหุ้นรอบนี้มีโอกาสปรับขึ้นไปได้ถึง 2,900 จุด อย่างไรก็ตามครั้งนี้หุ้นที่ขึ้นมาผมก็ยอมรับว่าคงไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นเมื่อมีกำไรก็จะขายออกมาบ้าง”
เสี่ยป๋องยังเชื่อมั่นว่าตราบใดที่ตลาดหุ้นยังไม่สามารกลับขึ้นไปแตะที่นิวไฮเดิม คือ ที่ 1,789.16 จุด ก็ไม่น่าจะปรับลงแรงๆ หรือหากจะลงต่ำกว่า 1,000 จุด ก็คงยาก หากดูจากพื้นฐานที่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตต่อ แต่หากดัชนีขึ้นไปแตะที่นิวไฮเดิม ก็มีโอกาสปรับฐาน
สำหรับมุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นปี 2556 เสี่ยป๋อง ยอมรับว่ากลัวเนื่องจากตลอด 5 ปีมานี้ หุ้นปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ดังนั้นมีโอกาสปรับฐานยาวโดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ และจากสถิติตลาดหุ้นทั่วโลก 40 ปีย้อนหลัง (นับจากปี 2006)พบว่าหากขายหุ้นเดือนพฤษภาคม แล้วไปซื้อเดือนกันยายน ซึ่งหากทำแบบนี้ต่อเนื่องทุกปี พบว่าจะได้กำไรทั้งหมด 6,000% แต่หากทำตรงกันข้าม ผลตอบแทนจะติดลบ 4%
ฉะนั้นการลงทุนโดยอาศัยจังหวะเวลา หรือ”ไทมิ่ง”ถือว่าสำคัญ

Advertisements