กลยุทธ์การลงทุน
มกราคม 10, 2013 Filed under บทความ Posted by ธันวา เลาหศิริวงศ์
แม้ตลาดหุ้นไทยไม่สามารถยืนอยู่เหนือ 1,400 จุด แต่การที่ดัชนีปิด ณ วันทำการสุดท้ายของปีที่ 1,391.93 จุดหรือเพิ่มขึ้นถึง 35.75% ทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดในโลกทีเดียว สำหรับปี 2556 นั้น คุณกิตติรัตน์ ณ ระนองในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ยังกล่าวถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปี 2556-2558 ว่าจะเกิดภาวะ “Domino Growth” โดยจีดีพีจะเติบโต 5-8.5% ต่อปีผ่านมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การกระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้นด้วย

คำพูดดังกล่าว ไม่น่าจะเป็น “white lies” หรือคำพูดเพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี เพราะแม้จะมีอุปสรรคความท้าทายอยู่บ้าง แต่ยังมีปัจจัยบวกที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตต่อเนื่องและส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาดทุน ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนจากหลายสำนัก ต่างออกมาคาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องและกำหนดเป้าหมายดัชนีตลาดของปี 2556 ไว้สูงพอควรเช่นกัน

การคาดหวังผลตอบแทนดีเช่นปีที่ผ่านมา เป็นการตั้งความหวังที่สูงเกินไปเพราะราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในทางตรงข้าม นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น วิธีที่ควรพิจารณานำมาใช้คือ การกำหนดกลยุทธ์การลงทุนและการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะการมีวินัยและลงทุนตามกรอบแนวคิดที่ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จะช่วยให้กระบวนการตัดสินใจดีขึ้นและไม่ไขว้เขวจากภาวะอารมณ์และความผันผวนของตลาดหุ้น ลองมาดูตัวอย่างกลยุทธ์การลงทุนอย่างง่ายๆ ดังนี้

หนึ่ง กลุ่มที่จะต้องเผชิญความท้าทาย เช่น หุ้นกลุ่มสิ่งทอ กลุ่มแฟชั่น กลุ่มเครื่องหนัง เนื่องจากโอกาสเติบโตทางธุรกิจมีค่อนข้างจำกัด ศักยภาพการแข่งขันเริ่มลดลง ได้รับผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อำนาจในการต่อรองต่ำทั้งการขึ้นราคาสินค้าและการลดต้นทุนการผลิต ไม่สามารถสร้างความแตกต่างและสร้างความภักดีต่อสินค้าและบริการส่งผลให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง

หุ้นกลุ่มนี้ แม้รายได้อาจจะเติบโต แต่ผลกำไรจะต้องได้รับผลกระทบทางลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักลงทุนไม่ควรคาดหวังกำไรจากส่วนต่างของราคามากนัก แต่น่าจะได้รับเงินปันผลในอัตราที่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย

สอง กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งจากการบริโภคและการลงทุนของภาครัฐและเอกชน เช่น หุ้นรับเหมาก่อสร้าง ที่ได้ประโยชน์จากโครงการเมกกะโปรเจ็ค สาธารณูปโภค ระบบขนส่งมวลชน นี่คือโอกาสเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะการประมูลแต่ละโครงการนั้นจะต้องเสนอราคาต่ำที่สุด ต้องบริหารต้นทุนทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ค่าแรงและการขาดแคลน ตลอดอายุสัญญาโครงการ หากต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่ประมาณการไว้ก่อนหน้าจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรและราคาหุ้นในที่สุด

หุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายรถยนต์คันแรก จากปริมาณรถส่งมอบคงค้างอาจต้องกู้เงินและมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิต ซื้อวัตถุดิบ เงินทุนหมุนเวียน นอกจากนี้ ปัญหาขาดแคลนแรงงานและค่าจ้างที่สูงขึ้น อำนาจการต่อรองต่ำ อาจทำให้ผลกำไรไม่เติบโตโดดเด่นเช่นเดียวกับรายได้หากไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

นอกจากนี้ หุ้นบางตัวในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มขนส่ง กลุ่มการเกษตร ก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน นักลงทุนจึงควรศึกษาผลกระทบ ข้อดี ข้อเสียของแต่ละบริษัทก่อนตัดสินใจลงทุนด้วย

สาม กลุ่มที่ได้ประโยชน์ในด้านผลประกอบการ การปรับเงินเดือนและเพิ่มค่าแรงทั่วประเทศ มาตรการลดภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเหลือ 20% กำลังซื้อของผู้บริโภคต่างจังหวัดและเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนที่ดีขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การบริโภคในประเทศและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หุ้นกลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มสื่อสาร กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มท่องเที่ยว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ราคาของหุ้นมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจจะสะท้อนถึงผลประกอบล่วงหน้า นักลงทุนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างมาก และพิจารณาเข้าลงทุนเพียง ณ ราคาที่มีส่วนต่างปลอดภัย (Margin of Safety) เท่านั้น

ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างแนวคิด นักลงทุนทุกคนควรออกแบบ “กลยุทธ์การลงทุน” ที่เหมาะกับแนวทางการลงทุนและขอบข่ายความรู้ (circle of competence) ของตน ในฐานะ Value Investor ต้องหมั่นคิด วิเคราะห์อุตสาหกรรมและหุ้นที่ตนสนใจเป็นอย่างสม่ำเสมอ ต้องไม่ลืมว่า หุ้นแต่ละตัวล้วนมีจุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกันแม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หากสามารถ แยกแยะ “หุ้นผู้ชนะถาวร” ในทุกสภาวะเศรษฐกิจด้วยตนเองได้แล้ว รับรองว่า “คุณได้ไปต่อ” บนถนนการลงทุนนี้อย่างแน่นอน

Advertisements