โลกในมุมมองของ Value Investor 9 มิถุนายน 56
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
รู้เขา-รู้เรา
เล่นหุ้นร้อยครั้งชนะเจ็ดสิบครั้ง

เรื่องของการลงทุนนั้นหลายคนจะพูดว่ามันเหมือนกับการรบ ดังนั้น กลยุทธ์และปรัชญาของสงครามสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนหรือการเล่นหุ้นได้ และถ้าพูดถึงเรื่องนี้แล้วดูเหมือนว่ากฎแห่งการยุทธ์ที่โด่งดังที่ทุกคนคุ้นเคยที่สุดก็คือ “รู้เขา-รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ของซุนหวู่ ปราชญ์แห่งสงครามชาวจีน ในฐานะที่ศึกษาเรื่องของประวัติศาสตร์และกลยุทธ์ของสงครามมาบ้างบวกกับการที่อยู่ในตลาดหุ้นและการลงทุนมานาน ผมเองคิดว่ากฎแห่งสงครามข้อนี้ใช้ได้ แต่ถ้าจะพูดให้ตรงความเป็นจริงไม่พูดโอเวอร์เพื่อเน้นหลักการผมอยากจะปรับคำเป็นว่า “รู้เขา-รู้เรา เล่นหุ้นร้อยครั้ง ชนะเจ็ดสิบครั้ง” ในกรณีของการลงทุนหรือการเล่นหุ้นซึ่งไม่มีทางที่เราจะเล่นร้อยชนะร้อย ว่าที่จริงผมคิดว่าซุนหวู่เองก็ไม่ได้คิดว่ารบร้อยครั้งต้องชนะร้อยครั้ง โลกนี้มีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามหรือหุ้น

คำว่า “รู้เขา” นั้น ในเรื่องของหุ้นผมคิดว่ามีอยู่สองเรื่องนั่นก็คือ เขาคนแรกก็คือ Mr. Market หรือ “นายตลาด” ตามคำพูดของ เบน เกรแฮม ซึ่งก็คือนักลงทุนโดยรวมในตลาดหุ้นหรือพูดง่าย ๆ ก็คือตลาดหุ้นนั่นเอง เราจะต้องรู้ว่าตลาดหุ้นนั้นมี “พฤติกรรม” หรือ “กลยุทธ์ในการเล่นหุ้น” อย่างไร ถ้าเราเชื่อ เบน เกรแฮม ตลาดหุ้นนั้นมักจะ “คุ้มดี คุ้มร้าย” อยู่เรื่อย ๆ เอาแน่อะไรไม่ได้ บางทีในช่วงที่ “อารมณ์ดี” เป็นพิเศษ พวกเขาก็แห่กันเข้ามาซื้อหุ้นให้ราคาหุ้นสูงลิ่วเกินกว่าพื้นฐานไปมาก แต่ในบางช่วงที่เกิดอาการ “หดหู่” อย่างหนัก พวกเขาก็เทขายหุ้นจนราคาต่ำกว่าพื้นฐานไปมาก หน้าที่ของเราก็คือ เราต้องรู้และฉกฉวยประโยชน์จากพฤติกรรมของพวกเขาแทนที่จะดีใจหรือตกใจและทำตาม
แต่ถ้าเราเชื่อนักวิชาการตลาดหุ้น พวกเขาก็จะบอกว่านักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นในตลาดนั้นต่างก็มีเหตุผล นั่นก็คือ เขาจะซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะกับพื้นฐานของมันเสมอเช่นเดียวกับคนที่ขายหุ้น แน่นอน ความเห็นหรือการวิเคราะห์ว่ามูลค่าพื้นฐานคือเท่าไรนั้นคนสองคนอาจจะมองไม่เหมือนกันและนั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมีการซื้อและขายหุ้นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยแล้วความคิดของนักลงทุนเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้นแต่ละตัวก็มักจะถูกต้องเช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นตัวแทนของหุ้นทั้งหมดที่จะสะท้อนพื้นฐานของตลาด ส่วนการที่บางครั้งราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากหรือตกต่ำลงมากนั้นเป็นเพราะว่าพื้นฐานของกิจการหรือภาวะทางการเงินเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงทำให้นักลงทุนซื้อหรือขายหุ้นมาก ไม่ใช่เรื่องที่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นอารมณ์ดีหรืออารมณ์หดหู่แต่อย่างใด

การรู้จัก “นายตลาด” หรือ “รู้เขา” นั้น จะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนหรือเล่นหุ้นได้ดีขึ้นแน่นอน ประเด็นก็คือ ถ้าเราสรุปว่าภาวะตลาดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อาจจะเนื่องจากเพราะคนในตลาดหุ้นเป็นคนที่มีอารมณ์ “แปรปรวน” ทำให้คาดเดายาก หรือคนในตลาดอาจจะมีเหตุผลเป็นนักลงทุนที่มีข้อมูลและความสามารถวิเคราะห์สูงแต่เนื่องจากภาวการณ์แวดล้อมเช่นเรื่องของเศรษฐกิจ การเงิน และตลาดการเงินระหว่างประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตลอดเวลา ดังนั้น การที่เราจะพยายามไปฉกฉวยประโยชน์จากภาวะตลาดจึงอาจจะไม่มีประโยชน์อะไร

“เขา” อีกคนหนึ่งที่เราจะต้องรู้ก็คือ บริษัทจดทะเบียนหรือหุ้น นี่คือเขาที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะเข้าไปลงทุน สิ่งที่จะต้องรู้ก็คือ เขาหรือบริษัทเป็นอย่างไร? ทางหนึ่งที่จะใช้ในการเรียนรู้เขาก็คือ การกำหนดหรือบอกให้ได้ว่าบริษัทอยู่ในหุ้นกลุ่มไหนใน 6 กลุ่ม ตามแนวทางของ ปีเตอร์ ลินช์ นั่นคือ บริษัทเป็นกิจการที่โตช้า โตเร็ว วัฏจักร แข็งแกร่ง ฟื้นตัว หรือมีทรัพย์สินมาก ถ้าเรารู้ การลงทุนซื้อและขายหุ้นตัวนั้นก็ทำได้ง่าย เพราะพวกเขาก็จะมีพฤติกรรมของราคาหรือการให้ผลตอบแทนที่พอจะคาดการณ์ได้ แต่การวิเคราะห์ว่าหุ้นแต่ละตัวควรจะเป็นกิจการประเภทไหนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งเราก็เข้าใจผิดเนื่องจากเรายังศึกษาไม่ลึกพอ เช่น เราดูแต่ข้อมูลที่เป็นตัวเลขในระยะเวลาสั้นอาจจะเพียง 2-3 ปี แล้วก็สรุปโดยไม่ได้ดูปัจจัยทางคุณภาพซึ่งต้องใช้เหตุผลทางธุรกิจซึ่งประกอบไปด้วยการตลาด การผลิต การเงิน การแข่งขัน และอื่น ๆ อีกมาก หนทางที่จะเข้าใจหรือ “รู้เขา” ในแง่ของตัวบริษัทนั้น วิธีที่ดีก็คือ หลังจากศึกษาข้อมูลด้านคุณภาพอย่างดีแล้ว เราจะต้องศึกษาข้อมูลที่เป็นตัวเลขย้อนหลังให้ยาวที่สุดเพื่อที่จะยืนยันหรือพิสูจน์ว่าความคิดหรือการวิเคราะห์ทางด้านคุณภาพของเราถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นกิจการโตเร็ว ข้อมูลยอดขายและกำไรควรที่จะมีแนวโน้มโตขึ้นทุกปีอย่างมั่นคงไม่มีปีไหนถดถอยเป็นต้น

การ “รู้เรา” นั้น หมายความว่าต้องรู้ว่าเราเป็นคนที่มีแนวทางการลงทุนหรือเล่นหุ้นอย่างไร วิธีการนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องในแง่ของทฤษฎีและประวัติศาสตร์หรือไม่? นอกจากนั้น ในทุกครั้งที่ตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น เรารู้หรือไม่ว่าเรากำลังทำอะไรหรือทำอย่างไรอยู่? บางคนอาจจะคิดว่าการ “รู้เรา” นั้นไม่เห็นจะยาก เราก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าเราคิดหรือทำอะไรไม่ใช่หรือ? ผมเองคิดว่าไม่ใช่!

คนจำนวนมากรวมถึงคนที่เรียกตัวเองว่า VI คิดว่าเขาเป็น “นักลงทุน” ซึ่งเน้นลงทุนโดยอิงกับพื้นฐานหรือผลประกอบการระยะยาวของบริษัท แต่สิ่งที่เขาทำมาตลอดนั้นก็คือการซื้อและขายหุ้นเปลี่ยนตัวอย่างรวดเร็วเป็นนิจสิน ในกรณีแบบนี้ เราก็ควรจะต้องรู้ตัวหรือ “รู้เรา” ว่า เราเป็น “นักเก็งกำไร” เพียงแต่เราอาศัยผลประกอบการที่อาจจะกำลังดีขึ้นมาเก็งกำไร

การ “รู้เรา” อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ “อัตราความกล้าเสี่ยงของเรา” ว่าอยู่ในระดับไหน? นี่ก็เช่นเดียวกัน อย่าบอกหรือคิดว่าเราเป็นคน “อนุรักษ์นิยม” เป็นคนที่เน้นความปลอดภัยสูงไม่ชอบเสี่ยงถ้าพฤติกรรมตามปกติของเรานั้นมันขัดแย้งกัน ตัวอย่างเช่น เรามักจะลงทุนในหุ้นน้อยตัวมากหุ้นเพียง 2-3 ตัวมีสัดส่วนเป็น 70-80% ของพอร์ตขึ้นไปเกือบตลอดเวลา แถมใช้มาร์จินหรือกู้เงินมาซื้อหุ้นอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แบบนี้จะบอกว่าเราเน้นความปลอดภัยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การที่จะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างปราศจากความลำเอียงนั้นบางทีก็เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน เหตุก็เพราะคนเรามักมีความเชื่อมั่นตนเองสูง ดังนั้น เรามักไม่ยอมรับว่าพอร์ตของเรามีความเสี่ยงสูง เรามักจะคิดว่า “เรารู้ดี” เรารู้ว่าที่เราทำอยู่นั้นสำหรับคนที่ไม่รู้จริงอาจจะเสี่ยง แต่สำหรับเราแล้วเรารู้ว่าหุ้นตัวนั้นดีมากมี Margin of Safety สูง และดังนั้นมันจึงไม่เสี่ยง

การ “รู้เรา” ประเด็นสุดท้ายก็คือ ในเรื่องสถานการณ์เฉพาะจุด นั่นก็คือ ในบางช่วงหรือบางสถานการณ์ที่ “ผิดปกติ” เราอาจจะทำอะไรบางอย่างที่ “ออกนอกกรอบ” พฤติกรรมหรือแนวความคิดที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับปรัชญาหรือแนวทางของตนเอง ตัวอย่างเช่น ในยามที่หุ้นตกหนักมากและเราดูว่าหุ้นถูกและมีความปลอดภัยสูง เราอาจจะใช้มาร์จินบางส่วนมาซื้อหุ้น หรือเราอาจจะมีหุ้นบางตัวมากเกินไปในพอร์ต กรณีแบบนี้เราต้องรู้ว่ามันอาจจะอันตราย และดังนั้นในไม่ช้าเมื่อมีโอกาสเราก็ควรจะต้องปรับพอร์ตให้กับมาสู่สถานะปกติ เป็นต้น

การ “รู้เรา” นั้น บ่อยครั้งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการ “รู้เขา” เนื่องจากการมีความ “ลำเอียง” ในเรื่องของการวิเคราะห์ตนเอง แต่ถ้าเราจะประสบความสำเร็จในระยะยาวแล้วละก็ ผมคิดว่าเราจะต้องมีสติและรู้ตัวตลอดเวลา เท็คนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ในการลงทุนนั้นเราจะต้อง “ถ่อมตัว” อย่างจริงใจ เตือนตัวเองว่า เราอาจจะแพ้ได้เสมอ อย่างที่จอร์จ โซรอส พูดว่า “I am not invincible”

Advertisements