บริหารพอร์ตหุ้น “ร้อยล้าน”“ไซด์ไลน์” ดนุชา วีระพงษ์

วันที่ 17 มิถุนายน 2556 01:00
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

อาชีพหลักบริหารธุรกิจครอบครัว ดูแลพอร์ตหุ้น 9 หลักเป็นงานเสริมของ “แดน” ดนุชา วีระพงษ์ นายใหญ่ “ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง”
“เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เซียนหุ้นท่านเนี้ย “เพื่อนสนิท” พ่อผม

“แดน” ดนุชา วีระพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร “ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง” (ECL) ลูกชายคนโตจากจำนวนพี่น้อง 3 คนของ “ปรีชา วีระพงษ์” ผู้ก่อตั้งธุรกิจเช่าชื้อรถยนต์มือสองแห่งนี้ จั่วหัวเด็ด แทนคำทักทาย “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek”

“ผมเป็นหนึ่งในนักลงทุน จากจำนวน 28 ราย ที่ลงทุนผ่านกองทุนของ “เสี่ยปู่” ผู้ใหญ่ท่านนี้เก่ง เลือกหุ้นเองทุกตัว ผลตอบแทนโอเคมาก อยากรู้รายละเอียดไปถามท่านเองจะดีกว่า” ชายวัย 44 ปี พูดตัดบท

“รักการเล่นหุ้น คลุกคลีมานานเป็นสิบปี” “หนุ่มแดน” พูดประโยคนี้ซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะเล่าวิถีชีวิตให้ฟังว่า จริงๆเป็นคนชลบุรี เพิ่งมีบ้านในกรุงเทพฯตอนอายุได้ 10 กว่าขวบ เมื่อก่อนคุณพ่อเป็นเจ้าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง บริษัทไม่ได้ปิดในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ท่านขายต่อให้ธนาคารเอเซีย และตัดสินใจเก็บ “ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง” ไว้ให้ลูกสานงานต่อ

ครอบครัว “วีระพงษ์” ยังเป็นเจ้าของ “อุตสาหกรรมไทยปรีดา” ผู้ผลิตน้ำปลาและซอสปรุงรส “ตราราชา” เปิดดำเนินการมานานกว่า 60 ปี ตอนนี้คุณพ่อยกหน้าที่ให้ “น้องชายคนรอง” วัย 42 ปี “ตุ้ม” ประภากร วีระพงษ์ นั่งเป็นประธานกรรมการผู้จัดการ ประมาณ 80% เราส่งผลิตภัณฑ์ไปขายเมืองนอก

หลังเรียนจบ ม.3 จากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย (โรงเรียนประจำชายล้วน) ก็เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งจบปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิตบริหารธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน ณ แมสซาชูเซตวิทยาลัย Bentley ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาโท MBA การตลาด มหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ต CT.USA ตอนเรียนหนังสือเคยทำงานเป็นเด็กเสริฟ ทำไม่นานรู้สึกไม่คุ้มค่ายืนตั้ง 4-5 ชั่วโมง ได้เงินแค่ 40-50 เหรียญ โบกมือลาดีกว่า!!

เรียนจบก็กลับมาทำงานที่เมืองไทย เลือกนั่งตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการลงทุน ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.พัฒนสิน ถามว่าทำไมไม่กลับมาทำงานของครอบครัว บังเอิญเป็นคนที่มี “อีโก้สูง” ทำได้ 1 ปีกว่า ก็ย้ายมาทำงานในบริษัท ข้ามเครดิตของประเทศไทย ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการธนาคาร คุณรู้จักบริษัทนี้มั้ย เขาหันมาถาม นั่งทำงานได้ 2-3 ปี บริษัทปิด หลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เล่นงาน เลยโยกไปทำงานในธนาคารเอเซีย ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย สาขาสาธุประดิษฐ์ ตำแหน่งสุดท้าย คือ รองประธานฝ่ายขายและบริการค้าปลีกภาค 1 เรียกว่าใช้ชีวิตการทำงานนานถึง 5-6 ปี

วันหนึ่งนั่งคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ “ตะวันออกพาณิชย์ลิสซิ่ง” ควรเป็นบริษัทสากล เลยลาออกจากแบงก์เอเซีย มาจัดการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นในปี 2547 เป้าหมายตอนนั้นอยากเห็นบริษัทมีงบการเงินที่เป็นสากลมากขึ้น จึงจัดการจ้างที่ปรึกษาทางการเงินมาทำทุกอย่างให้โปร่งใสมากขึ้น

“คุณพ่อลูกสอง” เล่าเรื่องการลงทุน ด้วยอาการเมามันส์ว่า ตอนโน้นอายุ 21 ปี เพิ่งเรียนจบกลับมาเมืองไทยหมาดๆ ตลาดหุ้นฮอตมาก ดัชนีสูงถึง 1,500 จุด มีแต่คนพูดว่า “เล่นหุ้นได้กำไร” ได้ยินบ่อยๆ อดใจไม่ไหว ไปขอเงินป๊ามา 1 ล้านบาท ท่านก็ไม่ถามอะไรมาก เพราะอยากให้ลูกลงทุนในตลาดหุ้นอยู่แล้ว
“เล่นหุ้นอาจทำให้เราเข้าใจธุรกิจมากขึ้น”

กอดเงินล้านไปเปิดพอร์ตกับบล.เอเซีย เชื่อมั้ย!!ทุกวันนี้มาร์เก็ตติ้งคนนั้นย้ายมาทำงานในโบรกเกอร์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ยังคอยบอกโน่นนี่ผมเหมือนเดิม “หุ้นสื่อสาร” คือ กลุ่มที่ลงทุนเป็นตัวแรกๆ เมื่อก่อนโทรศัพท์เคลื่อนที่ขายดีมาก
“ใช้เวลา 3 เดือน ซื้อหุ้นจนเต็มพอร์ต”

เมื่อพอร์ตเริ่มแน่น ปัญหาเกิด!! เพราะดันมีหุ้นบ้างตัวเกิดอยากจะขายหุ้นเพิ่มทุนขึ้นมา แต่เราไม่มีเงิน ไม่ได้กั๊กเงินส่วนนี้ไว้ คราวนี้เดินกลับไปหาป๊าใหม่อีกรอบ ไปเล่าปัญหาให้ฟัง “ไม่รู้เรื่องเหรอว่าเขาจะเพิ่มทุน เล่นหุ้นต้องรู้ให้ลึกนะ” ป๊าถาม แต่สุดท้ายท่านก็เปิดวงเงินมาร์จิ้น 700,000-800,000 บาท

“ป๊าเติมเงินให้เพราะไม่อยากให้ตัน ไม่อยากให้ท้อ เพราะเพิ่งเข้ามาลงทุน ครั้งนี้ใจเย็นๆน้า”

ช่วงนั้น “ซื้อถัว” ในหุ้นตัวเดิมแทนการใส่เงินเพิ่มทุน อีกขาหนึ่งก็เลือกช้อนหุ้นพื้นฐานดีๆเข้าพอร์ต หุ้นประเภทนี้จะมี “ความสงบ” แต่ท้ายสุด “ตลาดหุ้นดิ่งเหว” โดนวิกฤติต้มยำกุ้งรังแก เงินบาทลอยตัว ฝรั่งเทขายหุ้น ทุกอย่างตกอยู่ในอาการย่ำแย่ คราวนี้เสียหายหนัก

ขาดทุนมากถึง 70-80% เงินเกือบ 2 ล้านบาท ไม่เหลือเลย!!

ผิดหวังครั้งนี้ ป๊าไม่ว่าอะไร สงสัยจะโดนเหมือนกัน (หัวเราะ) ท่านก็ปลอบใจว่า อย่างเพิ่งท้อ หากวันนี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำ ก็ศึกษาหาข้อมูลเงียบๆในถ้ำไปก่อน ธุรกิจที่บ้านก็โดนพิษเศรษฐกิจเหมือนกัน ช่วงนั้นป๊าคงปวดหัวมาก

ถามว่าชีวิตเดินต่อทางไหน? หัวเราะ นำเงินเก็บไปฝากแบงก์แทนการลงทุนในตลาดหุ้น ช่วงนั้นเป็น “ยุคทอง” ของดอกเบี้ย เพราะให้ผลตอบแทนสูงถึง 14-15% เรียกว่าหากินกับดอกเบี้ยไปสักระยะ ผสมกับการช่วยป๊าขายที่ดิน ท่านคงเห็นเราชอบขายของ “จับแพะชนแกะ” งานถนัด

ผ่านมา 4-5 ปี หวนคืนวงการหุ้นตามป๊าอีกครั้ง ตอนนั้นตลาดหุ้นตกต่ำมากประมาณ 400 จุด ขณะที่หุ้นดีๆมีราคาอันเดอร์แวลูหลายตัว แต่ตอนั้นเน้นช้อน “หุ้นที่ใช้บริการ” ทุกวันนี้ก็ยังใช้กลยุทธ์นี้อยู่ “ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ชอบดูข่าวทีวี” ทำให้ตัดสินใจซื้อหุ้น โพสต์ พับลิชชิง (POST) และหุ้น บีอีซี เวิลด์ (BEC)
ชอบใช้บริการ “เซเว่น อีเลฟเว่น” หุ้น ซีพี ออลล์ (CPALL) เลยจัดซะเลย หุ้น เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) หุ้น โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) หุ้น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) หุ้น ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) หุ้น สยามแม็คโคร (MAKRO) หุ้นเหล่านี้ทุกวันนี้นอนอยู่ในพอร์ต พวกหุ้นโรงไฟฟ้า และหุ้นก่อสร้าง ถือเป็นบริษัทที่ดี แต่ไม่เคยใช้บริการ ไม่เข้าใจ ตามไม่ทัน

ครั้งหนึ่งหุ้น ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และหุ้น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เคยสร้าง “จุดประทับใจ” ส่วนหุ้น บ้านปู เคยสร้าง “ความเจ็บใจ” ขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่เยอะ แต่จำนวนเงินสิเยอะ เคยช้ำใจจากหุ้นตัวไหนจะไม่กลับไปซื้ออีก “ผมบอกมาร์เก็ตติ้ง คุณจดไว้เลย หุ้นตัวไหนไม่ต้อนรับเรา”

ตลอด 1 ปีแรกของการลงทุน ด้วยวิธีนี้ “โอเคมาก” หุ้นทุกตัวส่งมอบผลตอบแทนจากการเงินปันผลและผลตอบแทนจากราคาหุ้นมากกว่า 15 % ต่อปี เรียกว่าสูงดอกเบี้ยแบงก์ที่อยู่ประมาณ 10% พฤติกรรมการลงทุนที่ผ่านมา “ผมไม่นิยม “ซื้อเฉลี่ยขาลง” หากซื้อแล้วราคาขึ้นจะซื้อต่อ ไม่เคยกลัวที่จะเก็บของแพง ถ้าแม่นข้อมูล”

“แดน” เล่าต่อว่า ตอนนี้พอร์ตลงทุนเข้าสู่ “หลักร้อยล้านบาท” ที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 10% อย่าเขียนให้เพื่อนโทรมาว่านะ (หัวเราะ) “เงินร้อยล้าน” สำหรับคนอายุ 40 กว่าๆ ถือว่าเหมาะสมแล้ว ก็แค่ “คนมีเงินคนหนึ่ง” เมื่อไหร่พอร์ตพุ่งเป็น 1 ล้านเหรียญ หรือ 30 ล้านบาท ค่อยตื่นเต้น

เล่นหุ้นวันนี้ สำหรับคนอายุเท่านี้ ก็เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ไม่ได้มีเป้าหมายว่าต้องมีกำไรเท่านั้นเท่านี้ เพราะโอกาสพลาดสูง โอกาสแก้ตัวไม่มีแล้ว เกิดพลาดตอนอายุ 50 ปี คงท้อ แต่ปี 2556 นักลงทุนคงได้ผลตอบแทนเยอะอย่างเลวๆน่าจะได้สัก 30%

“ผมมักคิดราคาหุ้นเป็น “เหรียญ” จำพวกหน่วยเป็น “เซนต์” ไม่ค่อยแล”

วันนี้ปลื้มหุ้นประเภทไหน? หุ้นราคาแพงๆ จำพวกตัวละ 300-500 บาท ชอบมาก หุ้นพวกนี้จะคัดนักลงทุนรายย่อย แม่ค้า แมลงเม่า ออกบางส่วน เรียกว่ากั้นคนที่ชอบซื้อขายสั้นๆออกไป จะเลือกแต่ “ตัวจริง คนรู้ลึก” หุ้นแพงๆจะไม่ทำให้เราต้องเจอผลขาดทุน 60-70% มันจะไม่เกิดขึ้นอีกในชีวิตผม หุ้นแบบนี้มีปันผลตลอด ช๊อบชอบ

พอร์ตลงทุนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระยะยาว 90% เน้นลงทุนผ่านกองทุนหุ้น บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เป็นโบรกเกอร์ที่บริหารกองทุนหุ้นได้ผลตอบแทนดีที่สุด ถ้าตลาดหุ้นขึ้น 30% เขาน่าจะทำผลตอบแทนได้สัก 40%

ส่วนตัวไม่ค่อยเลือกจิ้มหุ้นเป็นรายตัวเท่าไร เต็มที่มีหุ้นไม่เกินนิ้วผม พรางยกขึ้นมา 5 นิ้ว หุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) หุ้น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หุ้น ซีพี ออลล์ (CPALL) หุ้น การบินไทย (THAI) และหุ้น ตะวันออกพาณิชย์ลิสซิ่ง (ECL)

ที่เหลืออีก 10% ลงทุนระยะสั้น จำพวกหุ้น IPO เปิดมาขายเลย เล่นแล้วห้ามกลับมาอีก เว้นแต่ว่าพื้นฐานดีจริงๆ หากเป็นเช่นนั้นซื้อต่อเลย ทำไมในพอร์ตต้องเล่นสั้น (ยิ้ม) เพื่อนบอกให้เล่นสนุกๆ เอาเงินไปกินขนม “ต้องเล่นบ้างเดี๋ยวเพื่อนไม่คบ เราต้องมีเพื่อนทุกประเภท”

ทุกครั้งที่มีวิกฤติเศรษฐกิจจะโยกเงินจากตลาดหุ้นไปพักไว้ในตราสารหนี้ บางครั้งก็นำไปซื้อที่ดิน หรือซื้อหุ้นกู้ใหญ่ๆ ผลตอบแทนแบบโง่ๆ4-5% แต่อายุนาน 10 ปี ก็คุ้มนะ บ้างครั้งก็นำไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่ทางการออกมา เรียกว่าลองทุกอย่าง แต่ลงทุนไม่เยอะ เล่นเพราะต้องการความเข้าใจ อายุมากขึ้นเดี๋ยวตามเด็กๆไม่ทัน

“นักลงทุนรายใหญ่” ทิ้งท้ายว่า “เล่นหุ้นต้องมีวินัย อย่าอ่อนแอ” ต้องรู้จักตัดขาดทุน 10-15% ต้องปล่อยแล้ว ที่ผ่านมาตัวเองมักขายหุ้นทุก 100 จุด แล้วถอยมานั่งดู ถ้าวอลุ่มน่าสนใจจะกลับไปซื้อใหม่ ทุกครั้งที่เจอหุ้นดีๆไม่เคยบอกใคร กลัวคนโทรมาจิ๊ก

หุ้น ECL มิใช่พื้นที่ของ “รายย่อย”

เห็น “เสี่ยป๋อง” วัชระ แก้วสว่าง ถือหุ้น ECL10 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.44% เคยเจอกันหรือเปล่า “ไหนของดูเอกสารการถือหุ้นหน่อย”

“เออ!! ผมไม่รู้จักเขานะ ไม่เคยเจอกัน เขาไม่เคยมาเยี่ยมชมกิจการเลย” “ดนุชา วีระพงษ์” นายใหญ่ “ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง” เล่า

เราเป็นบริษัทขนาดเล็กมีมาร์เก็ตแคปเล็กมากแค่ 500-600 ล้านบาท หากวันหนึ่งราคาหุ้น ECLขึ้นมา 2 บาท มาร์เก็ตแคปจะขึ้นมาเพียง 800 ล้านบาท ก็ยังถือว่าเล็กมาก หรือถ้าราคาหุ้นขึ้นมา 2.50 มาร์เก็ตแคปจะยืน 1,000 ล้านบาท ก็เล็กอยู่ดี แต่ถ้าใครถือหุ้นเราจะรู้ว่าบริษัทจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง คุณถือหุ้น ECL จะรู้ว่ามัน “ทบต้นทุกๆ 8 ปี” เราให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเกือบ 8% ต่อปี (ปี 2555 บริษัทมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 4.55%)

“ผมไม่ได้อยากให้หุ้น ECL เป็นที่สนใจของนักลงทุนรายย่อยที่ไม่เข้าใจธุรกิจการเงินที่มีรายได้บนส่วนต่างของดอกเบี้ย”

“แดน” บอกว่า เมื่อก่อนเคยวางแผนธุรกิจยาวถึง 3 ปีข้างหน้า แต่เหตุการณ์เมืองไทยทำให้ต้องมองเป็นปีต่อปี อย่างปี 2556 รายได้คงโต 25% แต่กำไรน่าจะดีกว่า เพราะดอกเบี้ยขาลง หลังแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เราทำงานมา 30 ปี มีคนถามตลอดปีนี้โตเท่าไร บ้างครั้งเคยแอบคิดในใจ “ไม่โตบ้างได้มั้ย” ฮ่า ฮ่า

“รายได้-กำไร” ในปี 2556 “พีค” ต่อเนื่องจากปีก่อนชัวร์ ในแง่ของรายได้คงไม่เพิ่มเติมมากมาย เพราะรถยนต์ออกมาเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ด้วยพอร์ต 2,000 ล้านบาท ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง ทำให้เรามีส่วนต่างของดอกเบี้ยมากขึ้น ทุกๆ 0.25 สตางค์ เป็นเงินมหาศาล เราได้ผลประโยชน์จากการลดของดอกเบี้ย บริษัทยังไม่เห็นดอกเบี้ขาขึ้นภายใน 2 ปีข้างหน้า หรือถ้าจะมีเราไปตกลงเงื่อนไขกับสถาบันการเงินได้

ทำธุรกิจนี้มานาน ชำนาญที่สุด!! จะให้เปลี่ยนไปปล่อยสินเชื่อรถมอเตอร์ไซด์ หรือรถใหม่ คงไม่คุ้ม เพราะทุกๆที่มีเจ้าตลาดแล้ว ฉะนั้นทำในสิ่งที่มีอยู่ต่อไปดีกว่า ตอนนี้เราติด 1 ใน 5 ของธุรกิจ ไม่แน่ใจอยู่ในระดับไหน ขั้นตอนการอนุมัติไฟแนนซ์ของเราสั้น ภายใน 3 วัน ก็ปล่อยรถได้แล้ว

Advertisements