หุ้นหลุมหลบภัย

คอลัมน์ คิด วิเคราะห์ แยกแยะโดย ธันวา เลาหศิริวงศ์
http://www.facebook.com/18thanwa

พายุทอร์นาโดคือภัยธรรมชาติร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งในโลก แม้มีพายุทอร์นาโดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2556 มี “ทอร์นาโดมรณะ” รัศมีกว้างที่สุดในประวัติศาสตร์ 4.2 กิโลเมตร พร้อมกระแสลมระดับรุนแรงสุด EF-5 (Enhanced Fujita Scale) 475 กม./ชม. เข้าพัดถล่มใกล้เมืองโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา คร่าชีวิตผู้คนพร้อมสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนอย่างมาก

“พายุข่าวร้าย” กระหน่ำตลาดหุ้นไทยตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ข่าวการลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา (QE) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ข่าวลือการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ข่าวตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด ข่าวดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดต่ำลง ข่าวเงินบาทอ่อนค่า และการขายหุ้นของต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงรุนแรงต่อเนื่องร่วม 10% กระทบต่อความมั่งคั่งของนักลงทุนและผู้ถือหุ้นอย่างมากเช่นกัน

ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงและควบคุมไม่ได้ฉันใด ความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาหุ้นก็เป็นเรื่องปกติฉันนั้น เมื่อเผชิญพายุทอร์นาโดนั้น “หลุมหลบภัย” หรือห้องใต้ดิน คือเครื่องมือช่วยป้องกัน รักษาชีวิตและทรัพย์สินสำคัญ แม้มีบางส่วนได้รับความเสียหาย ในภาวะตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา ย่อมต้องเผชิญการปรับตัวลงอย่างรุนแรงเช่นกัน

การเลือกลงทุนหุ้นที่เข้าข่ายเป็น “หลุมหลบภัย” จะทำให้มีผลกระทบในวงจำกัด และไม่เกิดความเสียหายมากเกินไป มาดูกันว่าหุ้น “หลุมหลบภัย” ควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

ข้อแรก เป็นกิจการที่มีสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ขาดไม่ได้ ต้องซื้อซ้ำ ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ หรือมีผลกระทบน้อยหากเศรษฐกิจถดถอย รายได้และกำไรของกิจการไม่ควรลดลงถ้ามีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี หากราคาหุ้นที่ซื้อขายไม่อยู่ในระดับที่แพงเนื่องจากปรับตัวลงมากแล้ว ก็จะมี Downside Risk ต่ำ

อย่างไรก็ตาม การซื้อและหวังว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นทันทีในภาวะตลาดเช่นนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ยกเว้นแต่มีปัจจัยบวกรองรับ และส่งผลให้ผลประกอบการโดดเด่นอย่างมาก

ข้อสอง นอกจากคุณสมบัติข้อแรกแล้ว หากกิจการยังเติบโตต่อเนื่องจากการขยายสาขา เพิ่มกำลังการผลิต จากความสำเร็จทางกลยุทธ์และส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อยอดขายและกำไรอย่างโดดเด่นด้วยการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) นี่คือกิจการที่เป็น “หลุมหลบภัย” ที่ปลอดภัยเช่นกัน ราคาหุ้นที่ปรับลงนั้นน่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว

ข้อสาม กิจการที่จ่ายเงินปันผลในอัตราสูงและมีประวัติการจ่ายอย่างต่อเนื่อง มักเป็นกิจการดีและมั่นคง กระแสเงินสดและกำไรสม่ำเสมอ จึงสามารถจ่ายเงินปันผลในอัตราที่ดีและสูงขึ้นทุกปี แม้ราคาหุ้นจะผันผวนตามภาวะตลาด แต่เมื่อผลตอบแทนเงินปันผลใกล้เคียงกับผลตอบแทนพันธบัตรหรือหุ้นกู้แล้ว ราคามักจะไม่ปรับลงมากนัก เพราะจะมีนักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงต่ำและปันผลดีเลือกเข้าลงทุน ทางเลือกลงทุน “หลุมหลบภัย” ที่มีลักษณะคล้ายกัน ได้แก่ Property Fund และ Infrastructure Fund

ข้อสุดท้าย กิจการที่มีการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เนื่องจากผู้บริหารเล็งเห็นศักยภาพและแนวโน้มที่ดีของบริษัทในระยะยาว สวนทางกับราคาหุ้นที่ซื้อขายถูกเกินไป จึงนำสภาพคล่องส่วนเกินมาซื้อหุ้นคืน โดยคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนอื่น ปริมาณเงินพร้อมซื้อหุ้นคืนถึง 5-10% ของมูลค่ากิจการทั้งหมด คือปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยลดแรงขายและพยุงราคาไม่ให้ตกลงมากเกินไป

นอกจากนี้ หากผู้บริหารใช้เงินส่วนตัวซื้อหุ้นของตน ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความมั่นใจในแนวโน้มกิจการ และช่วยสนับสนุนทางจิตวิทยาอีกด้วย

ท่ามกลางความผันผวนเช่นนี้ กลยุทธ์หนึ่งที่อาจพิจารณานำมาใช้คือการปรับพอร์ตลงทุน วิธีที่ผมมักใช้ก็คือ การเรียงลำดับหุ้นในพอร์ตจากหุ้นที่ชอบมากไปน้อยที่สุด หุ้นที่ชอบน้อยที่สุดมักจะมีราคาเป้าหมายในการขาย นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อหุ้นยอดเยี่ยมแต่ยังไม่มีอยู่ในพอร์ต เพราะเกี่ยงเรื่องราคา ความผันผวนจึงเป็นโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้พอร์ตลงทุนมีแต่กิจการยอดเยี่ยมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตรงกับโปรไฟล์และเป้าหมายการลงทุนมากขึ้นนั่นเอง

ในฐานะ Value Investor ซึ่งเน้นการลงทุนระยะยาวนั้น ต้องมีเป้าหมายที่ “สมเหตุสมผล” เช่น ผลตอบแทนทบต้น 12-15% ต่อปีในระยะ 10 ปีลงทุนแม้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 63.3%, 40.5%,-0.7% และ 35.8% ในช่วงปี 2552-2555 ทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนที่ดี มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนทางข้างหน้าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ดังนั้น เมื่อเลือกเส้นทางนี้ต้องนึกถึงคำพูดที่ว่า “Expect The Unexpected” ไว้เสมอ เพื่อความไม่ประมาทและความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Advertisements