“ออมก่อน รวยกว่า” “ตลาดหุ้น” ตัวเลือก “ปลอดภัย”

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

“ตลาดเงิน-ตลาดทุน”ตั้งท่า“ผันผวน”ครึ่งปีหลัง“โฆสิต-ภาววิทย์-วรวรรณ”สมาชิกครอบครัวบัวหลวงกระพริบสัญญาณเตือนรีบออมเผื่อมีเรื่อง“เซอร์ไพร์ส”

“เศรษฐกิจไทยชะลอตัว กำลังซื้อหด การเมืองไม่สเถียรภาพ ตลาดหุ้นผันผวน”

“อาการน่าเป็นห่วง” เหล่านี้ ส่อแววจะตั้งเค้า ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2556 หลังสัญญาณเตือนภัยถูกส่งถี่ขึ้นเรื่อยๆจากคนในแวดวงตลาดเงิน-ตลาดทุน “วางแผนการเงินให้ถูกวิธี” จึงกลายเป็นเรื่องที่เหล่านักลงทุนมือใหม่หันมาใส่ใจมากขึ้นในยามนี้

“ยุคเศรษฐกิจผันผวน เราต้องมีเป้าหมายการเงินชัดเจน ทุกคนต้องบริหารเงินให้เป็น” ประโยคตอกย้ำความสำคัญของการออมงินของ “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่พูดบนเวที “การเงินมั่นคงกับครอบครัวบัวหลวง”

“อาจาย์โฆสิต” ย้ำว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมาย เราทุกคนอาจต้องใส่ใจเรื่องออมเงินมากขึ้น อันดับแรกต้องรู้จักบริหารเงินให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง ที่สำคัญลงทุนให้เข้ากับยุคสมัย ปัจจุบันครอบครัวคนไทยมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับในอดีต แต่แปลกแม้ไซด์จะเล็ก แต่ทำไมภาระค่าใช้จ่ายกลับไม่เล็กตาม (ยิ้ม)

“ผมไม่ขอแจกแจงการลงทุนส่วนตัวนะ” แต่จะบอกว่าการบริหารจัดการเงิน ถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก นับวันจะยิ่งมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว ทุกครอบครัวควรมีสภาพคล่องที่ดี ฉะนั้นจงเลือกลงทุนตามสภาพคล่องของตัวเอง”
“แพท” ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุน บล.บัวหลวง และผู้ก่อตั้ง Stock2Morrow เล่าว่า เศรษฐกิจไม่แน่นอน ตลาดหุ้นลุ่มๆดอนๆเยี่ยงนี้!! คนไทยต้องบริหารงานให้ดี ค่าครองชีพสูงขึ้น สังคมเปลี่ยนไป ทำงานอย่างเดียวไม่เพียงพอใช้จ่ายแล้ว ครั้นจะไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ก็แพงหมดแล้ว ที่ดินไม่ต้องพูดเลย ราคาขึ้นสูงมา ทองคำ ราคายิ่งผันผวน ซื้อตอนนี้เหนื่อย!!

ฉะนั้นออมเงินด้วยหุ้น ทางเดียวที่ดีที่สุด ท่ามกลางเศรษฐกิจเช่นนี้ “ของถูก” ในตลาดหุ้นยังเหลือเพียบ หาดูดีๆ
ส่วนตัวชอบออมเงินในตลาดหุ้นมากสุด เรียกว่าเทหมดเป๋า 100% แบ่งเป็นหุ้นพื้นฐาน 70% ทุกวันนี้ในพอร์ตมีหุ้นประมาณ 10 ตัว อาทิ กลุ่มพลังงาน กลุ่มแบงก์ กลุ่มสื่อสาร เน้นช้อนตัวที่มีเงินปันผลสูงๆประมาณ 6-7% ค่า P/E ไม่สูง ผลประกอบการขยายตัวสม่ำเสมอ

ถามว่าทำไมต้องมีหุ้นหลายกลุ่ม เราต้องกระจายความเสี่ยง ผลตอบแทนของหุ้นพื้นฐาน ถือว่าขยายตัวเรื่อยๆ ขอไม่บอกตัวเลข แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งกำไรจากหุ้นพื้นฐานจะเติบโตแบบก้าวกระโดด

ส่วนที่เหลืออีก 30% จะอยู่ในรูปของหุ้นเทคนิค ไม่เคยจำกัดว่าต้องมีหุ้นประเภทนี้กี่ตัว ช่วงที่ตลาดอยู่ในช่วงขาลงแบบนี้ “ผมจะรีบลงทุน” มันเป็นช่วง “ไทยแลนด์ แกรนด์ เซล” (หัวเราะ) หลายคนอาจมองว่า ตอนนี้หุ้นไทยเป็น “ขาลง” แต่สำหรับผม คือ “ขาขึ้น” ในรอบ 1 ปี จะมีวิกฤติเกิดขึ้น 2-3 ครั้ง ถามว่าตลาดหุ้น 6 เดือนหลังจะมีหน้าตาแบบไหน ท่าทางจะผันผวนหนักขึ้นเรื่อยๆ คนที่นิยมเล่นสั้น ต้องเล่นเทคนิคสถานเดียว แต่ถ้ามองรวมๆทั้งปี หุ้นยังคงเป็นขาขึ้น เพราะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะดีขึ้น

“หุ้น แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ตัวนี้ “รักมาก” ลูกรักประจำพอร์ต เมื่อ 5 ปีก่อน ไม่มีใครสนใจเลย เพราะเขาเจอปัญหาเรื่องฟ้องร้อง ทุกวันนี้หุ้น ADVANC ไม่เคยทำให้ผิดหวัง” “แพท” เล่าด้วยความปลามปลี้ม
มีคุณป้าคนหนึ่งเอาใบหุ้น ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มาให้ดู “ใบหุ้นป้ามีมูลค่าเท่าไร” คุณป้าถาม “ผมกวาดตาดูเสร็จตกใจมาก ป้ามีต้นทุนหุ้น SCC แค่ 1 บาท แกซื้อมาตั้งแต่ราคาไอพีโอ จำนวน 1 ล้านหุ้น เท่ากับว่าตอนนี้มูลค่าหุ้นของป้าอยู่สูงถึง 500 ล้านบาท แถมยังได้เงินปันผลปีละกว่า 12 ล้านบาท” บอกตรงๆอนาคตอยากเป็นแบบคุณป้า ยังแอบหยอกแกเลย “ป้ามีลูกสาวมั้ย” (หัวเราะ)

“หนุ่มแพท” พูดต่อว่า “ผมคลุกคลีในตลาดหุ้นมานาน” เห็นว่านักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ต้องการ “รวย” และ “เร็ว” คนประเภทนี้ทำนายได้เลยว่า “หุ้นเก็งกำไร” จะเป็นหุ้นตัวแรกๆที่เลือกลงทุน หรือไม่ก็จิ้มหุ้นที่มีราคาไม่แพงเกินไป

“นักลงทุนลักษณะนี้ ป่านนี้คงเจ็บตัวเป็นแถว”

คุณลองไปย้อนดูตลาดหุ้นเมื่อ 10 วันก่อน จะเห็นว่ามีหุ้นเกือบ 30 ตัวปรับตัวขึ้นไปสูง ค่า P/E เกิน 40 เท่า แต่มาวันนี้ เชื่อหรือไม่!! ราคาหุ้นเหล่านั้นปรับลดลงเกิน 30-50% นักลงทุนที่ทั้งพอร์ตมีหุ้นเพียงตัวเดียว บอกได้คำเดียว “เจ็บหนัก” ปัญหาลักษณะนี้ มักเกิดขึ้นกับนักลงทุนสมัครเล่นที่เพิ่งเข้ามาในช่วงตลาดหุ้นบูมๆ

“ตู่” วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.จัดการกองทุนรวมบัวหลวง บอกว่า ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยคงตกอยู่ในภาวะ “ขาลง” ถามว่าสั้นกี่เดือน น่าจะ 1-2 เดือน หรือมากกว่านั้นประมาณ 6-8 เดือน มีโอกาสเป็นไปได้หมด เท่าที่ดูๆ กราฟตลาดหุ้นภายในปี 2556 จะมีรูปเป็น “ฟันปลา”

แม้ตลาดหุ้นจะขึ้นๆลง แต่การออมด้วยหุ้น น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดี

ใครชื่นชอบ “เก็งกำไร” ในระยะสั้นๆ คงต้องใช้กฏที่ว่าด้วย “ลงทุนห้นขาลงได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง” กรุณาอย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้จักอย่างแท้จริง และไม่เข้าไปเก็งกำไรในหุ้นที่มีปัจจัยเสี่ยงมากมาย ที่สำคัญ “ห้ามกู้เงินมาเล่นหุ้นเด็ดขาด”

ต้องรู้จักท่องคำว่า “พอ” เมื่อได้กำไรตามใจหวังจงรีบขายทิ้ง นักลงทุนต้องรู้จัก “จุดตัดขาดทุน” (Cut loss) เมื่อถึงเวลาต้องตัดต้องทำทันที “อย่าไปกลัว” ตลาดหุ้นยังมีโอกาสให้คุณแก้ตัวใหม่ ตราบใดที่ยังมีเงินสดไว้ลงทุน

สำหรับนักลงทุนที่รักการลงทุน “ระยะยาว” ไม่ต่ำกว่า 5 ปี คนเหล่านี้ได้เปรียบ คิดจะยึดหลักนี้ต้องอย่าไปกลัวหรือหวั่นไหวกับสิ่งรอบด้าน ตลาดหุ้นลดลงก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่คิดว่าเลือกหุ้นถูกตัวแล้ว คุณสามารถซื้อตัวดีๆได้ทุกเดือน

จังหวะแบบนี้ ควรเลือกลงทุนบริษัทที่มีธุรกิจภายในประเทศ พูดง่ายๆว่าอิงการเติบโตภายในภูมิภาค หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำ หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

“กฎข้อแรก” ของการลงทุนระยะยาว คือ จงคาดหวังผลตอบแทนหรือมูลค่าที่แท้จริงในอนาคต

“ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” พูดต่อว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวนเช่นนี้ เราควรเลือกลงทุนในตลาดหุ้นประมาณ 60% ที่เหลือแบ่งไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ อย่าลืม!! แบ่งเงินฝากธนาคารด้วย จัดสัดส่วนแบบนี้ ถือเป็นการผสมผสานการลงทุนที่ดี

“ออมก่อน เริ่มรวยก่อน” ท่องไว้ให้ขึ้นใจ

มือใหม่หลายคนคงสงสัย ทำไมต้องกระจายการลงทุนมากมาย จัดพอร์ตลักษณะนี้จะช่วยลดความเสี่ยง และความผันผวนของพอร์ต แถมเป็นการเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ต่างๆ เมื่อ “ตัวหนึ่งได้กำไร แต่อีกตัวหนึ่งขาดทุน” เราก็ยังพอรับมือได้

“จะมั่นคั่งได้ต้องวางแผนทางการเงินให้เป็น เพื่อเป็นหลักประกันว่า เราจะมีเงินพอใช้ตามความต้องการจนถึงวัยเกษียณ ไม่ต้องพึ่งพิงคนอื่น” “ตู่-วรวรรณ” ย้ำ

“อ้อม” พิยะดา จุฑารัตนกุล (นามสกุลเดิม “อัครเศรณี”) นักแสดงชื่อดัง เล่าว่า ทุกครั้งที่ใครถามเรื่องเงินๆจะบอกเสมอว่า เรา “รวย” (หัวเราะ) ปกติจะแบ่งเงินไว้ 4 ส่วน โดยส่วนแรกจะเก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำ ส่วนที่ 2 นำไปซื้อประกันชีวิต ส่วนที่ 3 ออมเงินในแบงก์ สุดท้าย คือ ออมด้วยการนำไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวม และทองคำ เพื่อให้ดอกผลงอกเงยทุกปี

ที่ผ่านมามักแบ่งกลยุทธ์การลงทุนออกเป็น 2 แบบ คือ “เสี่ยงมาก” และ “เสี่ยงน้อย” จำพวกเสี่ยงน้อย อาจไม่ให้ผลตอบแทนมากเมื่อเทียบกับ “เสี่ยงมาก” แต่ไม่ว่าจะลงทุนในรูปแบบไหน สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องยอมรับให้ได้ นั่นคือ “ความเสี่ยง”

เธอ เล่าต่อว่า คุณแม่มีส่วนช่วยในการวางแผนการเงินมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านมักจะบอกว่าให้เก็บเงินจากค่าขนมมาหยอดกระปุกทุกคน โรงเรียนก็จะสอนให้แบ่งเงินมาเก็บเหมือนกัน เรื่องออมเงินได้รับการปลูกฝังมานานมากแล้ว เราไม่ควรเก็บเงินในรูปแบบเดียว ต้องบริหารจัดการให้ดี สินทรัพย์ทุกอย่างซื้อแล้วก่อเกิดประโยชน์แทบทั้งนั้น ขนาดซื้อกองทุนยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

พอร์ตลงทุนหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เท่าไร ไม่อยากบอก ตอบได้แค่ว่า “คุ้มค่า”

“ชีวิตออกแบบได้”!! “รักชาติ สุขพร” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดสถาบันการเงิน “กรุงเทพประกันชีวิต” เชื่อแบบนั้น เราต้องวางแผนการเงินรอบด้าน ไม่ทำไม่ได้ บอกเลย เงินเหลือจากการออมเท่าไร เราต้องนำมากระจายความเสี่ยง ด้วยการลงทุนผ่านตลาดหุ้น กองทุน หรือทำประกันชีวิต ประกันภัย อย่างหลังทุกคนต้องทำนะ เขาพูดติดตลก

BBL วิเคราะห์ “ตลาดเงิน” ผันผวนอีกนาน

“โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประเมินภาวะตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกว่า คงจะมีหน้าตาแบบนี้ไปอีกสักระยะ ตอบไม่ได้จริงๆว่าจะไปหยุดตรงไหน ตราบใดที่ธนาคารกลางเมืองจีนยังดำเนินนโยบายลดความร้อนแรงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผลกระทบนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก นักลงทุนคงต้องจับตาดูต่อไป แต่จริงๆในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คนทั่วโลก รวมถึงคนไทยก็รับรู้ถึงความผันผวนทางการเงินลักษณะนี้มาตลอด (น่าจะชิน)

การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศทยอยลดมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE) มองว่าเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการปรับตัวในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่อยากให้ทุกคน “ตื่นตระหนก” ความผันผวนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและรวดเร็ว การที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯเพิ่มขึ้นจาก 2.1% เป็น 2.4% สะท้อนถึงความผันผวนที่ยังคงมีต่อเนื่อง

“อาจารย์” วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อาจเติบโต 4% เพราะการท่องเที่ยวยังมีทิศทางที่ดี ขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณาพ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท แต่หากโครงการล่าช้าหรือเกิดไม่ทันภายในปีนี้ ก็คงต้องกลับมาวิเคราะห์กันใหม่อีกครั้ง ส่วนในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2556 การบริโภคภายในประเทศจะชะลอตัว หลังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบาลไม่มีแล้ว

“การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็วจะส่งผลกระทบกับตลาดเงิน-ทุน “โชคดี” ตรงที่นักลงทุนระมัดระวังตัวมาตลอด แถมสภาพคล่องในประเทศมีปริมาณสูง เพียงพอที่จะรองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกไปได้ ส่วนเรื่องการเมือง คิดว่าคงไม่ใช่เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย”

ความคิดเห็นที่ 1
โชคดีที่เริ่มเล่นหุ้นเมื่อ 5-6 ปีก่อน โดยไม่มีความรู้อะไรเลย ดูเป็นแค่ ราคา กำไร ปันผล
ในขณะที่ดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารก็เป็นสหกรณ์บริษัท ก็แค่ 3-4% เท่านั้น จะทำยังไงให้ได้ผลตอบแทนดีๆ

ดูใน SET100 พบตัวปันผลสูงเวอร์คือ ADVANC ในตอนนั้นมันขึ้นมาว่าปันผล 14% ราคาแค่ 78 บาท เก็บโลดเลย ไหนๆก็เป็นลูกค้า
ขณะที่ INTUCH ก็ผลตอบแทนสูงระดับสองหลักเช่นกัน แต่ดูจากผู้ถือหุ้นใหญ่ สองรายแรกเทมาเส็ก ซีดาร์ กินไปแล้ว 90% กว่า

เจอแบบนี้ผมจะกล้าเข้าไปได้ไงหละ (ตอนนั้นราคา 30 บาท) ในใจคิดๆอยู่ เหมือนปันผลที่สูงๆเค้าทำเพื่อจ่ายคนที่อยู่แดนไกลป่าวน้อ
เหมือนโอนเงินข้ามชาติโดยไม่ผิดกฏหมายอะแหละ แต่สุดท้ายไม่เอาดีกว่า

CPN , HMPRO , BGH ในสมัยนั้นผมไม่รู้จักเลย คนพูดถึงน้อยมาก ที่ผมสนใจก็ KBANK , BCP , ADVANC

KBANK ผมเป็นลูกค้าอยู่ ที่ทำงานผมมรสาขาเค้าบริการดี ตอนนั้นราคาไม่ถึงร้อย ประมาณ 90 ปลายๆ

BCP เป็นพลังงานที่ PE ต่ำสุดในตอนนั้น ในขณะที่ผลประกอบการไม่เลวกับราคาหุ้นที่ 14 บาท และแถใบ้านมีเราใช้บริการบ่อย

สุดท้ายมาวันนี้ก็รู้สึกว่าเล่นหุ้นโดยไม่คิดอะไรมากมันก็ดีเหมือนกันนะ เลือกหุ้นที่เราชอบและรู้จัก ที่สำคัญเราเป็นลูกค้าแล้วพอใจ
วันนึงมันก็จะตอบแทนเราเอง

—-

ผมก็ยังสงสัยนะ คนที่ซื้อ BANPU เค้าใช้ถ่านหินกันเหรอ บริษัทอยู่ไหนเค้ารู้กันรึเปล่า
ซื้อ TTA เค้าเคยเห็นเรือสักลำของบริษัทนี้ไหม

Advertisements