InfoQuest News – SSI วิบากกรรมขายหุ้นเพิ่มทุน
9 กรกฎาคม 2556

ข่าวร้ายล่าสุดจากบริษัท สหวิริยา สตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI ที่ออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุถึงการขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 4 ในลักษณะของการขายแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ให้กับบริษัทในเครือข่ายเดียวกันเอง คือบริษัท เครือสหวิริยา จำกัด ว่าขายไม่หมด และขายได้เพียงเล็กน้อย ถือเป็นข่าวร้ายไม่ใช่แค่เพียง SSI เองเท่านั้น แต่ยังเป็นข่าวร้ายของบรรดาเต้าหนี้ของบริษัทด้วย รายละเอียดระบุว่า SSI ได้เสนอขายหุ้นครั้งก่อนให้กับ บริษัทเครือสหวิริยาไปแล้วครั้งหนึ่ง โดยบริษัทดังกล่าวเคยซื้อไปเพียงแค่ 577,352,942 หุ้น จากจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด 1,274,056,355 หุ้น ให้กับบริษัทดังกล่าวอีกครั้ง ผลลัพธ์จากการเสนอขายดังกล่าว ปรากฏว่าได้รับการตอบสนองซื้อหุ้นครั้งใหม่ไปเพียงแค่ 91,852,942 หุ้น ซึ่งปรากฏว่า หากหักค่าใช้จ่ายแล้ว บริษัทจะได้รับเงินจากการขายหุ้นครั้งใหม่นี้เพียงแค่ 62.297 ล้านบาทเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงมีหุ้นคงเหลือจากการขายมากถึงกว่า 1 พันล้านหุ้น ปัญหานี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตลอดปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ผู้บริหารของ SSI ได้ใช้ความพยายามขายหุ้นเพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาชำระหนี้จากเจ้าหนี้ที่รุมเร้าอยู่หลายหมื่นล้านบาทจากการขยายการลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จในอังกฤษ แต่ปรากฏว่า หาผู้ที่แสดงความสนใจซื้อได้ค่อนข้างต่ำกว่าเป้าหมาย 19,434 ล้านหุ้น มีราคาหุ้นละ 68 สตางค์ ซึ่งหากขายได้หมด จะได้รับเงินมูลค่า 13,215 ล้านบาท …………… รายการขายหุ้นของ SSI หลายวิธีการตั้งแต่ 2555 ถึง ปัจจุบัน ขายหุ้นให้กับ เป้าหมาย (ล้านหุ้น)ขายหุ้นจริง (ล้านหุ้น)เงินที่ได้รับจากการขาย (ล้านบาท)ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) 1 ครั้ง1,833,670,324626,496,021425.337พันธมิตร (Vanomet Holding AG 3 ครั้ง8,000,000,0002,893,114,4721,735.86บุคคลทั่วไปในวงจำกัด 5 ครั้ง5,300,000,0004,117,796,5872,470.67บริษัทสหวิริยา อินเตอร์ สตีล โฮลดิ้ง์ จำกัด เพื่อซื้อคืนหุ้นกู้ของ SSI2,623,226,838750,000,000450.00บริษัทสหวิริยา อินเตอร์ สตีล โฮลดิ้ง์ จำกัด เพื่อให้เพิ่มทุนให้กับ SSI UK1,676,773,1621,465,137,565879.08 รวมได้เงินมาทั้งหมด 5,960.947 ล้านบาท (ไม่รวมหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ) ห่างไกลจากเป้าหมาย 13,215 ล้านบาท มาก ต้องพยายามต่อไปสำหรับวิบากกรรมดังกล่าว ไม่สามารถถอยหลังได้อีก การขายหุ้นไม่หมด (ไม่รวมการขายหุ้นที่ถือในบริษัทย่อยที่ร่วมกับญี่ปุ่นได้เงินมาทั้งหมด 1,568.25 ล้านบาท ซึ่งนำไปชำระในการเพิ่มทุนของ SSI UK ทั้งหมด) แม้จะขายให้บริษัทในกลุ่มเดียวกันเอง ถือเป็นการส่งสัญญาณร้ายอย่างแท้จริง เพราะเท่ากับเป็นการเปิดข้อเท็จจริงให้นักลงทุนทั่วไปเกิดความตื่นตระหนกว่า อนาคตของบริษัทจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นทางการเงินมากไปอีกยาวนาน จากหนี้ที่ทับถมกันอย่างมากมาย ซึ่งจะถ่วงความสามารถในการทำกำไรต่อเนื่อง หลังจากที่แบกภาระมาค่อนข้างยาวนาน ที่ร้ายไปกว่านั้น ยังมีคำถามอีกว่า ราคาหุ้นที่เสนอขาย 68 สตางค์นั้น ถือว่าเป็นราคาที่สูงกว่าราคาที่กระดานซื้อขายในตลาดที่ระดับใกล้เคียงกับ 41 สตางค์มากทีเดียว ซึ่งจะยิ่งส่งผลต่อราคาหุ้นอีกมากทีเดียว เพราะมีการแจ้งล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่า SSI จะขาดทุนมากขึ้นอีกในประการผลแประกอบการไตรมาสที่สองที่กำลังจะมาถึง หลังจากที่ไตรมาสแรกขาดทุนมาแล้วหนักหน่วง ก่อนหน้านี้ ผลของการขายหุ้นไม่หมดเมื่อเดือนพฤศจิกายน แม้จะได้พยายามเต็มที่แล้ว ทำให้ผู้บริหารของบริษัทถูกแรงกดดันทางการเงินให้ต้องเข้าสู่การเจรจากับบรรดาเจ้าหนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อขอยืดเวลาจ่ายหนี้จากระยะสั้นเป็นหนี้ที่มียาวกว่าที่กำหนด โดยยอมเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้นอีกมาก ผลของการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะสั้นและระยะยาวจำนวน 8 ราย ได้มีการลงนาม โดยเจ้าหนี้สถาบันการเงินทุกรายได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทฯ และเจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะสั้นของบริษัทฯ ทั้งหมดจำนวน 5 ราย ได้ลงนามในสัญญาปรับปรุงระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ มีสาระสำคัญคือ 1.เจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะสั้น จำนวน 5 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 4,486.37 ล้านบาท ตกลงที่จะเปลี่ยนสถานะวงเงินกู้จากเงินกู้ยืมเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เป็นเงินกู้ยืมระยะยาวอายุ 3 ปี แบบทยอยชำระคืนเงินต้น โดยจะชำระเป็นรายไตรมาส เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 และสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2558 โดยที่เจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะสั้น 2 ราย ซึ่งได้ดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัทฯ ยุติการดำเนินการดังกล่าวแล้ว 2.เจ้าหนี้สถาบันการเงินระยะยาว จำนวน 3 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 10,214.82 ล้านบาท ตกลงที่จะขยายระยะเวลาการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมระยะยาวออกไป จากกำหนดเดิมอีก 3 ปี และ 2 ปี โดยมูลหนี้ส่วนที่หนึ่งประมาณ 6,105.63 ล้านบาท ขยายระยะเวลาการชำระคืนจากเดิมสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2561 เป็นเดือนมีนาคม 2564 และมูลหนี้ส่วนที่สองประมาณ 4,109.19 ล้านบาท ขยายระยะเวลาการชำระคืนจากเดิมสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2561 เป็นเดือนมีนาคม 2563 การแก้ไขปัญหาทางการเงินโดยแปลงหนี้จากระยะสั้นเป็นระยะยาวมากขึ้น ทำให้สภาพคล่องของบริษัทดีขึ้นชัดเจน เพราะบริษัทสามารถที่จะทำการผลิตเหล็กต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแม้ว่าจะยังมีปัญหาการที่เหล็กนำเข้าจากตลาดโลกที่เข้ามาตีตลาดในราคาต่ำ แต่บริษัทก็ยังได้รับการคุ้มครองจากทางรัฐบาลในการที่ปกป้องให้ยังขายได้ในราคาที่ดีพอสมควร โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการเพื่อปกป้องเหล็กแผ่นรีดร้อนภายในประเทศ คือ Anti-Dumpting HRC และ Safeguard HRC ทำให้ปริมาณขายในอนาคตจะยังสูง ทำให้สามารถขยายตัวเติบโตได้อีกต่อเนื่องเพราะความต้องการของเหล็กในประเทศสูงกว่าการผลิตจริง ผลพวงของการแก้ปัญหาหนี้ที่เกิดจาดการขาดทุนและยุทธศาสตร์ซื้อกิจการในต่างประเทศที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายในการทำกำไรได้อีกครั้ง ทำให้กระบวนการผลิตของบริษัทเดินหน้าไปได้ไม่ขาดตกบกพร่อง รวมทั้งทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ของ SSI UK จะลดลงจาก 3.1 เท่าเหลือ 1.3 เท่า และ SSI มี D/E ลดลงจาก 3.1 เท่าเหลือ 1.6 เท่า ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นตัวเร่งผลักดันให้การขายหุ้นเพิ่มทุนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นอีก เพราะหากไม่ทำจะทำให้สภาพคล่องทางการเงินฝืดเคืองในอนาคต เนื่องจากธุรกิจเหล็กยังคงมีผลประกอบการที่แท้จริงย่ำแย่ต่อไป ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นฟูขึ้นจากภาวะถดถอย ซึ่งจะทำให้ตัวเลขขาดทุนของ SSI ที่ดำเนินติดต่อกันมาหลายปี (ดูตารางประกอบย้อนหลัง 5 ปี) ย่ำแย่ต่อไป สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ SSI ถือว่าน่าเห็นใจไม่น้อย เพราะการตัดสินใจทุ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าซื้อกิจการโรงงานถลุงเหล็กต้นน้ำ TCP ในอังกฤษที่ทีไซด์ ทางตอนเหนือของอังกฤษเมื่อต้นปี 2554 ทั้งที่ได้พิจารณารอบคอบแล้วในขณะนั้น ว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะ เกิดพลิกผันไม่เป็นไปตามคาด และส่งผลให้เกิดภาระทางการเงินอันแสนสาหัสมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2554 SSI การตัดสินใจซื้อโรงงานถลุงเหล็ก TCP ต่อมาจากกลุ่มทาทาสตีลของอินเดีย ด้วยความจำเป็นของยุทธศาสตร์เชื่อมโยงธุรกิจเหล็กต้นน้ำเพื่อลดต้นทุนการผลิต และสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบ หาแหล่งผลิตเหล็กต้นน้ำเพื่อมาป้อนเป็นวัตถุดิบกับโรงงานรีดร้อนรีดเย็นของ SSI ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโรงงานใหญ่ที่สุดของประเทศ และของอาเซียน หลังจากที่ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากคนบางกลุ่มในพื้นที่จะก่อสร้างอาคารที่ประจวบคีรีขันธ์ จนมีท่าว่าจะไม่อาจตั้งเพิ่มเติมได้ การตัดสินใจดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ถือว่าได้มาในราคาไม่แพง แต่ก็เป็นจังหวะเวลาที่ผิดพลาด เพราะธุรกิจของยุโรปเกิดวิกฤตระลอกใหม่ จนกระทั่งราคาเหล็กทั่วโลกต่ำลงต่อเนื่อง ส่งผลให้โรงงานที่เข้าไปซื้อกิจการ ขาดทุนติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้บริษัทแม่มีปัญหาการเงินตามไปด้วย เนื่องจากปรากฏตัวเลขขาดทุนทุกไตรมาส ผลพวงของยุทธศาสตร์ในจังหวะเวลาที่ผิดคาด ทำให้ SSI ต้องมีภาระสำคัญที่ต้องดำเนินการแก้ไขหลายประการ ซึ่ง\ไม่ได้ผลเต็มที่ ผลพวงตามมาของ SSI จึงอยู่ทีข้อเท็จจริงอันสวนทางกันคือ ในด้านหนึ่ง บริษัทเพิ่มขีดความสามารถทางการผลิตมากขึ้น แต่ช่วยอะไรไม่ได้ต่อฐานะทางการเงินและผลประกอบการ เพราะสถานการณ์ของราคาเหล็กในตลาดโลกยังคงตกต่ำ สอดคล้องกับการสิ้นสุดยุคของของสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าเกษตรที่กำลังเกิดขึ้น ตัวเลขในงบการเงินรวมในไตรมาสอแรกของปีนี้ ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า SSI มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 19,949 ล้านบาทสูงสุดเป็นประวัติการณ์รายไตรมาส (แม้ว่าการผลิตของโรงถลุงเหล็กยังต่ำกว่าจุดคุ้มทุน) แต่ก็มีต้นทุนขายและให้บริการรวม 20,394 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มี EBITDA ขาดทุนสุทธิ 778 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.03 บาทต่อหุ้น โดยเฉพาะภาระที่หนักหนาสาหัส ยังคงมาจากโรงงานถลุงเหล็กที่อังกฤษ ซึ่งยังจะขาดทุนต่อไปค่อนข้างสูง และนานพอสมควร ทำให้สิ่งที่ผู้บริหารพยายามมองว่า สัญญาณของการเทิร์นอะราวด์ของบริษัท ที่เปรียบได้กับ”แสงสว่างปลายอุโมงค์”นั้น เอาเข้าจริงแล้ว อาจจะเป็นแค่มายาภาพที่จินตนาการขึ้นมาเองมากกว่าข้อเท็จจริง การที่แม้กระทั่งบริษัทในเครือข่ายเดียวกันเอง ยังปฏิเสธการซื้อหุ้นที่เสนอขายให้ ส่งสัญญาณดังกล่าวชัดเจนว่า อนาคตยังคงมืดมนพอสมควร ทั้งหมดนี้คือวิบากกรรมจากการตัดสินใจไปลงทุนซื้อโรงงานถลุงเหล็กในอังกฤษ ที่สะท้อนออกมาในการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่ยังคงเหลือขายอีกมากกว่า 1.5 หมื่นล้านหุ้น และทำให้เจ้าหนี้และนักลงทุนพากันปวดหัวตามไปด้วย

Advertisements