InfoQuest News – THAI โจทย์ที่ยังแก้ไม่ตก
10 กรกฎาคม 2556

การแถลงข่าวครั้งล่าสุดของนายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสายการบินแห่งชาติ การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ถึงผลงานที่รายได้การบินไทยจะต่ำกว่าเป้าหมายมาก และมีแนวโน้มที่จะขาดทุน เนื่องจากได้รับผลกระทบเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินยูโร เหรียญสหรัฐ และเยน ที่เป็นสกุลหลักที่สร้างรายได้ให้การบินไทย ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงเลวร้ายที่สุดของสายการบินมาทุกปี รายละเอียดของการถดถอยของรายได้ ได้รับคำอธิบายจากผู้บริหารว่า เกิดจากอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ในเดือนพฤษภาคมลดลงใน เส้นทางระหว่างประเทศเฉลี่ยเหลือเพียง 66.1% เส้นทางในประเทศ 72.6% (ในขณะที่เป้าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 79%) ผสมกับรายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าพลาดเป้ากว่า 2 พันล้านบาท การลดลงดังกล่าว ทำให้ Cabin Factor รวมของ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.56) เฉลี่ย 76.3% ใกล้เคียงปี 2555 ที่มีเฉลี่ย 76.9% แต่ผลประกอบการได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรงโดยเฉพาะเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้รายได้ที่เป็นเงินเยนลดลงประมาณ 17% การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นกัน เพราะในหลายปีมานี้ ความผันผวนของค่าเงิน เป็นปัจจัยที่ทำให้ THAI มีกำไรพิเศษหรือขาดทุนพิเศษจากอัตราแลกเปลี่ยนทุกไตรมาสเสมอมา ดังจะเห็นได้จากการที่ไตรมาสแรกของปีนี้ มีกำไรพิเศษค่อนข้างมาก โดยที่กำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 7.1 พันล้านบาทนั้น อัตราส่วนถึง 87% มาจากกำไรพิเศษทางเทคนิค ที่เหลือเพียงส่วนน้อยมาจากกำไรจากการดำเนินงานปกติ กำไรพิเศษดังกล่าวมาจาก 3 ส่วนคือ ส่วนแรก กำไรจากการเข้าซื้อธุรกิจ (หมายถึงกรณีของการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนจากบริษัทลูกคือ สายการบิน นกแอร์ จำนวน 5 ล้านหุ้น ที่ขายออกมาโดยธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ประมาณ 1.58 พันล้านบาท ส่วนที่สอง มาจากการลดลงของผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ จากระดับ 936.8 ล้านบาท มาเหลือเพียง 589.7 ล้านบาท ส่วนสุดท้ายมาจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 3.21 พันล้านบาท ซึ่งดีอย่างมากเมื่อเทียบกับผลขาดทุนของปีก่อนที่บันทึกไว้ถึง 2.42 พันล้านบาท ประเด็นปัญหาที่แท้จริงของ THAI จึงไปอยู่ที่การทำกำไรจากธุรกิจหลัก คือ สายการเดินทางจากจำนวนผู้โดยสาร และค่าระวางขนส่งทางอากาศ ซึ่งจะเห็นว่าในไตรมาสแรก เอาเข้าจริงกำไรก่อนหักภาษีของ THAI จะมีตัวเลขจริงเพียงแค่ประมาณ 2.4 พันล้านบาทเท่านั้น และเมื่อเจอสถานการณ์ที่ถดถอยของของผู้โดยสารและสินค้า ก็พร้อมที่จะขาดทุนได้ทุกเมื่อ ปัญหานี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่คนปัจจุบันเข้ามารับตำแหน่ง THAI ก็มีปัญหาที่ดำรงอยู่เป็นรากฐานอยู่แล้ว เนื่องจากมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกมาเรื้อรัง ซึ่งสรุปจากการประเมินของบริษัทเรตติ้งสำคัญ (ดังตารางประกอบ 1) ตาราง 1 ปัญหาหลักของการบินไทย การแข่งขันที่รุนแรงในต่างประเทศสายการบินจากตะวันออกกลางบุกตลาดรุนแรงทั่วโลก ทำให้สัดส่วนการตลาดลดลง (เฉพาะสนามบินไทย) เหลือแค่ 33.6% แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยการสูญเสียส่วนแบ่งสายการบินในประเทศสายการบินโลว์คอสต์ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งจากตลาดที่ใหญ่ขึ้นความเสี่ยงทางธุรกิจราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน เหตุภัยพิบัติต่างๆ และความไม่สงบทางการเมืองความเสี่ยงจากต้นทุนการเงินภาระหนี้สูง นับแต่เข้าทำงานวันแรกตั้งแต่ 9 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา นายสรจักรมีภารกิจของตนเอง ในการขับเคลื่อน THAI ให้ฝ่าข้ามปัญหาที่สุมรุมเร้าสายการบินแห่งชาตินี้เอาไว้มีนัยสำคัญคือ แผนระยะกลาง เริ่มตั้งแต่แผนธุรกิจในปี พ.ศ. 2556 และแผนระยะยาว ต้องเพิ่มนวัตกรรมในการบริหารงาน ตั้งแต่ตัวเครื่อง การทำงานของบุคลากร โดยการเน้นความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาทำธุรกิจสายการบิน โดยเฉพาะการออกจากกรอบแนวคิด เพื่อมุ่งขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากการขยายตัวทางธุรกิจด้านการบินยังมีสูง โดยเฉพาะประเทศจีน และญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นตลาดที่ยังไม่อิ่มตัว ทำให้สายการบินยังมีโอกาสในการขยายตัวสูง (ดูในตารางประกอบ) แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว มีการจำแนกทางการตลาดด้วยการแบ่งตลาดออกไปตามความถนัดเพื่อเจาะทำการตลาดโดยละเอียด (ดูตารางประกอบ) ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ผู้บริหารของ THAI ได้ระบุว่ามีความพร้อมทุกด้าน ทั้งยุทธศาสตร์เพื่อเสริมจุดอ่อนและต้องมีการขยายพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในลักษณะของเซกเมนต์ที่เข้าไปจับกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าตั้งแต่ระดับพรีเมี่ยม จนถึงระดับล่างสุด เช่นการบินไทย เน้นกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยม ที่บินระยะไกลเป็นหลัก โดยให้นกแอร์เน้นตลาดในประเทศ ที่มีฐานที่มั่นที่สนามบินดอนเมือง ไทยสมายล์เน้นกลุ่มไลต์พรีเมี่ยม เป็นการจับตลาดตั้งแต่กลุ่มระดับกลางจนถึงล่างและไทยซึ่งเชื่อว่าจะสามารถปิดจุดอ่อนในช่วงที่ผ่านมาได้ และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ในทุกระดับชั้น แม้จะมีคนวิจารณ์ว่า แผนดังกล่าวต่อจิ๊กซอว์ยังไม่ครบถ้วน ดูเหมือนว่า จะไปได้สวยในระยะแรก เมื่อผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2556 ออกมาเป็นกำไรสุทธิทำให้มองเห็นอนาคตที่สดใส ทั้งที่มายาภาพของกำไรก็เป็นอย่างที่ทราบกันดีว่า เกิดจากกำไรพิเศษเป็นสำคัญ ในขณะรายได้จากการดำเนินงานปกติกระเตื้องขึ้นมาไม่มากนัก ปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตกคือ ความสามารถในการแข่งขัน เพราะแม้ว่าในปัจจุบัน บริษัทอย่าง ทริสเรทติ้ง ยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A+” สะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นาในธุรกิจการบินระหว่างประเทศในเส้นทางการบินของประเทศไทยและประโยชน์จากการเป็นสมาชิก Star Alliance ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรสายการบินที่ใหญ่ที่สุด แต่ในการแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากสายการบินทั่วไปและสายการบินต้นทุนต่ำยังถือเป็นประเด็นกดดันอัตรารายได้ต่อผู้โดยสาร/กิโลเมตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามราคา ที่ทุกสายการบินจะกลับมาใช้ ผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้ผู้โดยสารใช้บริการในช่วงโลว์ซีซั่น หากเรามองข่าวข่าวครึกโครมเรื่องการใช้อภิสิทธิ์ของคนกลุ่มชั้นนำของสังคม และการจัดซื้อเครื่องบินอันอึกทึกครึกโครมบนพื้นที่สื่อ จะเห็นได้ว่า แรงกดดันต่อผลกำไรในอนาคตและความสามารถในการแข่งขันของการบินไทยนั้น ไม่เคยขาดหายไปเลย และนับวันจะสุมรุมเร้ามากขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสายการบินทั่วโลก ผู้บริหารระดับสูงของTHAIหลายฝ่ายก็ดูเหมือนตระหนักแก่ใจดี ความพยายามหาทางออกจากการขาดทุนและแรงกดดันทางการเงิน มีหลายทางเช่น มีข้อเสนอเมื่อเร็วๆ นี้ ให้แตกไทยสไมล์ออกเป็นบริษัทต่างหากเพื่อลดภาระของบริษัทลงไป เหตุผลที่นำมาอ้างคือ หากไม่แยกเป็นบริษัทย่อยภายในปี 2556 บริษัท ไทยสมายล์ จะขาดทุนทันที 300 ล้านบาท และภายใน 5 ปี จะมีกำไรเพียง 2,998 ล้านบาทแต่หากแยกเป็นบริษัทย่อยปี 2556 จะมีกำไร 64 ล้านบาท และมีกำไรมากขึ้น จนถึงปี 2560 คาดว่าจะมีกำไร 2,436 ล้านบาท หรือกำไรเฉลี่ยประมาณปีละ 8% ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้มีการพิจาร๕ณาอย่างจริงจัง เพราะมีคนจำนวนหนึ่งเกรงว่า จะยิ่งทำให้ THAI มีรายได้ลดลง และขาดทุนมากยิ่งขึ้น เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหารากฐานได้ แผนปฏิบัติการเฉพาะหน้า แบบลูกหน้าปะจมูกจึงเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อเสนอของนายสรจักรที่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนลดจำนวนเครื่องบินที่จะซื้อใหม่ ต่ำกว่าที่ครม.อนุมัติ โดยให้เหตุผลว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจการบินโดยเฉพาะการขยายตัวของสายการบินในกลุ่มตะวันออกกลางซึ่งมีความพร้อมด้านเงินทุน ข้อเสนอใหม่ล่าสุดที่ออกมาจากผู้บริหารการบินไทยสำหรับปรับแนวทางในครึ่งหลังของปีนี้ จึงออกมาว่า ใน 6 เดือนหลังจะเน้นกลยุทธ์”บุก”ทั้งด้านบริการการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเพื่อให้เกิดผลตอบแทนทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมโดยมุ่งเป้าหมายประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดหลักและคาดว่าจะมีการตอบสนองที่ดีเนื่องจากมีการยกเว้นวีซ่า ทำให้การเดินทางสะดวกและค่าเงินเยนอ่อนจะทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวลดลง17-20 % ส่วนการที่โลว์คอสต์แอร์ไลน์ อย่างแอร์เอเชียจะเปิดเส้นทางไปญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าจะไม่กระทบเพราะญี่ปุ่นเป็นตลาดพรีเมี่ยม ส่วนจีนจะเปิดเส้นทางบินเพิ่มไปที่เมืองฉางชา และฉงชิ่ง ขณะที่ยุโรปนั้นแม้เศรษฐกิจจะยังไม่ดีแต่เป็นตลาดที่มีความแข็งแรงโดยเฉพาะในแถบกลุ่มสแกนดิเนเวีย รัสเซีย จะเพิ่มเที่ยวบินไปมอสโกซึ่งแผนธุรกิจจะเพิ่มสัดส่วนรายได้เส้นทางภูมิภาคปีนี้ จาก 45% เป็น 50% ส่วนยุโรปลดจาก 45 เหลือ40% ในประเทศ จะเน้นการเชื่อมเส้นทางบินของการบินไทย ไทยสมายล์ และนกแอร์ ให้ครอบคลุมตลาดโดยการบินไทยจะบินเส้นทางในประเทศหลักคือภูเก็ต, เชียงใหม่, กระบี่, สมุยเพราะทำให้การต่อเครื่องมีความสะดวก พร้อมกันนี้ นายสรจักรได้ตั้งคณะกรรมการฝ่ายบริหารชุดเล็กขึ้นมาเพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดโดยจะมีการประชุมร่วมกันทั่วโลกเพื่อปรับเปลี่ยนได้ทันเวลา ซึ่งการปรับแผน 6 เดือนหลังเพื่อให้กำไรที่ 6,000 ล้านบาทของปีนี้ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายส่วนเครื่องบินใหม่ 17 ลำที่จะรับมอบจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงลง 3-4% ต่อปี จากปัจจุบันที่มีค่าใช้จ่ายน้ำมันอยู่ประมาณ 8.2 หมื่นล้านบาทต่อปี การปรับเปลี่ยนที่เกิดข้น นอกเหนือจากการเปลี่ยนตัวผู้บริหารฝ่ายการตลาดเสียใหม่แล้ว ก็เป็นความหวังว่า ผลประกอบการที่ดูกะปลกกะเปลี้ยของ THAI ดังที่เกิดขึ้นมาในหลายปีนี้ ได้ดีขึ้น เพื่อกลบเรื่องราวฉาวโฉ่อันคงเส้นคงวากับการเป็นแดนสนธยามายาวนาน

Advertisements