Economy of Speed and Business Transformation
นพ.สุธี ทุวิรัตน์ CISA
8 ก.ย. 2551

ผมได้อ่านบทความในคอลัมน์ Business Symphony ของหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551 เรื่องเจ้าแห่งความเร็ว เป็นบทความที่น่าสนใจมาก เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการที่ผู้บริหารมีความเข้าใจในการบริหารจัดการในยุคของ Economy of Speed สามารถนำเอาเทคโนโลยีมาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างเหนือชั้น จนยากที่คู่แข่งขันจะตามทัน ได้แต่มองตาปริบๆ เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง และขยายความคิดเห็นเพิ่มเติมกับท่านผู้บริหารดังนี้ครับ

วิสัยทัศน์ในเชิงกลยุทธ์ของคุณ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ ซึ่งเป็นผู้บริหาร พฤกษาเรียลเอสเตท นั้นง่ายและสั้นมากครับ คือคำว่า “ความเร็ว” ซึ่งท่านก็ได้ขยายความต่อมาว่า “การที่จะเหนือกว่าคู่แข่งขันได้ ต้องบริหารจัดกรต้นทุนให้ดี และการจะทำเรื่องนี้ให้ดีได้นั้น ต้องใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย” เมื่อมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแล้ว การแปรรูปแผนกลยุทธ์มาเป็นแผนปฎิบัติงานก็ง่าย ทางผู้บริหารก็ได้ให้โจทย์กับทีมงานคือ การคิดค้นหาความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดเวลาในการสร้างบ้าน สิ่งที่เป็นผลสำเร็จก็คือ สามารถลดเวลาที่ใช้ในการสร้างบ้านจาก 8 เดือน เหลือ 60 วัน และกำลังพยายามจะทำลายสถิติของตัวเอง โดยตั้งเป้าที่สร้างให้ได้ภายใน 45 วัน สิ่งที่เป็นผลพิสูจน์ถึงความสำเร็จของพฤกษาเรียลเอสเตทก็คือ ยอดขายที่พุ่งขึ้น 17,000 ล้านบาทในปีปัจจุบัน ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 25% และในปี 2553 ก็ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 25,000 ล้านบาท ซึ่งก็จะหมายความว่าจะสามารถล้มแชมป์เบอร์หนึ่งของวงการ “แลนด์แอนด์เฮ้าส์” ได้

จากบทความข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และมีความเข้าใจในการแข่งขันในยุคของ Ecomy of Speed อย่างลึกซึ้ง สามารถนำมาประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ ซึ่งสิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ Speed & Technology เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ปัจจัยในความสำเร็จดังกล่าวที่ทางผู้บริหารไม่ได้นำมาเปิดเผย แต่จากวิเคราะห์ของผมก็คือ สูตรสำเร็จสำหรับการที่จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันในยุคของ Economy of Speed ก็คือ Speed -> Technology -> People -> Process

เราลองมาวิเคราะห์และเรียนรู้ร่วมกันว่าเราจะลดเวลาในการสร้างบ้าน จาก 8 เดือน ลงมาเหลือ 2 เดือนนั้นเราต้องคิดและทำอย่างไร

1. สิ่งที่เป็นข้อกำหนดของโจทย์ในข้อนี้ก็คือ เราต้องได้บ้านที่มีคุณภาพดีกว่าการสร้างด้วยเวลา 8 เดือนด้วยนะครับ เพราะถ้าสร้างเร็วแต่มีข้อผิดพลาดเยอะ ต้องคอยมาซ่อมแซม ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเป็นอย่างมาก

2. ต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบแนวคิด และวิธีการในการสร้างบ้านใหม่หมด ต้องมีการออกแบบขั้นตอนและกระบวนการในการก่อสร้าง การบริหารจัดการใหม่หมด ถ้าผู้บริหารได้มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของ Project Management ก็จะต้องรู้จัก CPM ( Critical Path Method ) และ PERT ( Project Evaluation and Review Technique ) ถ้าเรายังมีขั้นตอนในการสร้างบ้านเหมือนเดิมแล้ว เราจะไม่มีทางที่จะเสร็จเร็วขึ้นได้เลย เพราะว่าถูกกำหนดโดย Critical Path การนำเอาเทคโนโลยีมาช่วย โดยที่ไม่มีความเข้าใจในกระบวนการ Project Crashing และ Critical Path แล้ว จะเป็นการเพิ่มต้นทุน โดยที่ไม่ช่วยลดเวลาในการก่อสร้างหรือลดได้น้อยมาก

3. ต้องมีการลด Non Value Added Activity ( NVA ) หรือ Waste ใน Process และลด Work In Process ( WIP ) ผมแนะนำให้ผู้บริหารไปหาอ่านจากหนังสือ Lean Thinking ของ James P. Womack นะครับ หลักการและแนวคิดในเรื่องนี้ก็ง่ายมากครับ แทนที่เราจะไปคิดหาวิธีการทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น เรากลับไปคิดหาวิธีลดขึ้นตอนการทำงาน จากที่มีอยู่ 10 ขั้น ให้เหลือ 2 ขั้นเท่านั้นเองก็จะเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก

4. ต้องมีกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้บุคลากรและลดความผิดพลาดในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ( Continuous Learning & Continuous Improvement )

5. ต้องมีกระบวนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปถัมป์หรือ Supply Chain ใหม่หมด ( Supply Chain & Logistics Management ) ลดขั้นตอนและกระบวนการในการจัดซื้อ จัดส่งสินค้าและวัตถุดิบ โดยมีหลักง่ายๆก็คือ ต้องสามารถทำให้ได้รับสินค้าถูกต้อง ในปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการใช้เท่านั้น ไม่มีการซื้อของมากองทิ้งไว้ที่ Site งานอีกต่อไป

6. มีความฉลาดในการลงทุนจัดหาและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยความยากของโจทย์ข้อนี้ก็คือ เราต้องไปวิเคราะห์และศึกษาความต้องการใน 5 ข้อข้างบนก่อน แล้วจึงไปหาเทคโนโลยีที่จะตอบโจทย์เราได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเราต้องการเทคโนโลยีที่เป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนหรือยังไม่เคยมีคนคิดมาก่อน ไม่ใช่การที่ไปเอา System Analyst มาวิเคราะห์การทำงานที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้วไปเขียนโปรแกรมมาขาย หรือไปเอาโปรแกรมที่มีอยู่ในปัจจุบันมาขายให้เรา เพราะนั่นคือรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ เราต้องการเทคโนโลยีที่เป็น Future Fit ( คือเหมาะกับองค์กรเพื่อที่จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคตอันใกล้ ประมาณ 3 ปี )

7. มีการลงทุนในกระบวนการศึกษาและวิจัยทางธุรกิจ ( Research & Development ) ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์การแข่งขันในตลาด ความต้องการของผู้บริโภค พฤติกรรมผู้บริโภค แนวโน้มของโลกาภิวัฒน์ การเปลี่ยนแปลงในสังคม และการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้เราสามารถเตรียมความพร้อมขององค์กรให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเข้ามาได้อย่างเหมาะสม เพราะถ้าไม่มีการค้นคว้าวิจัยและศึกษาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อย่างต่อเนื่องแล้ว เราจะไม่สามารถติดตามและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต สร้างความเสี่ยงต่อองค์กรเป็นอย่างมาก สักวันหนึ่งเราก็จะได้เรียนรู้ความจริงอันเจ็บปวดว่า เราสามารถสร้างบ้านได้เร็วมาก แต่บ้านที่เราสร้างเป็นบ้านแบบที่ผู้บริโภคไม่ต้องการ

Advertisements