บทความเก่าแล้วนะครับ เอามา Rerun กันใหม่ เผื่อบางท่านยังไม่ได้อ่าน

สัมภาษณ์พิเศษ:เปิดอาณาจักร “วิชัย ทองแตง” จับธุรกิจแห่งอนาคต

หากจะเอ่ยถึง “วิชัย ทองแตง” คงไม่มีใครไม่รู้จักเขา ในฐานะนักลงทุนอิสระ ที่เรียกได้ว่ามีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ้นตัวไหน ราคากระฉูดทันที ..แค่ชื่อ ก็ขายได้แล้วจริงๆ และนอกจากนี้ก็จะรู้จักกันดีในฐานะรองประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BGH โรงพยาบาลเอกชนที่มีเครือข่ายมากถึง 32 แห่ง

เรื่องราวของ “วิชัย” มีความน่าสนใจตรงที่ว่า ทุกธุรกิจที่เขาลงทุนนั้น ล้วนเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล สื่อ หรือพลังงานทดแทน หากว่าดีอยู่แล้วก็เข้ามาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ส่วนถ้าไม่ค่อยดีนัก ก็เข้ามาบริหารจัดการเพื่อทำให้โครงสร้างทางการเงินดีขึ้น ซึ่งหลายบริษัทที่ “วิชัย” มานั่งบริหารเอง บางบริษัทก็แค่เข้าลงทุน แต่ด้วยวัยที่มากขึ้น “วิชัย” บอกกับเราว่า การวางจุดยืนของตนเองจากนี้ไป อาจจะค่อยๆ ผันตัวเองมาเป็นนักลงทุน แต่ก็จะยังเป็นนักลงทุนที่สามารถให้คำแนะนำในเรื่องการดำเนินธุรกิจได้

มาพูดถึง อาณาจักร ของ “วิชัย” ได้แก่ 4 กลุ่มธุรกิจด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล อสังหาริมทรัพย์ พลังงานทดแทน และธุรกิจสื่อ ซึ่งเป็นธุรกิจล่าสุดที่เข้ามาด้วยความบังเอิญ และขึ้นหลังเสือมาแล้วคงจะลงยาก ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “วิชัย” เกี่ยวกับธุรกิจสื่อก็คือการนำบริษัท เคเบิ้ล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ CTH ชนะประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกด้วยราคาสูงลิ่ว ซึ่งนี่เป็นอีก 1 จุดยืนของ “วิชัย” ที่ต้องการทำให้เคเบิ้ลบ้านนอก โด่งดังติดตลาดเหมือนกับฟรีทีวีทั่วไป

ส่วนรายละเอียดของแต่ละกลุ่มธุรกิจจะเป็นอย่างไรนั้น มาติดตามกันเลย

กลุ่มธุรกิจเฮลต์แคร์ เป็นแกนหลักของครอบครัว

แกนหลักของผมคือ “ธุรกิจเฮลต์แคร์” ซึ่งคำว่าเฮลต์แคร์ คือ สุขภาพด้วย ไม่ใช่แค่โรงพยาบาล ผมและลูกๆ ก็มุ่งมั่นทำธุรกิจสุขภาพเป็นหลัก มันเป็นธุรกิจที่ตรงกับจริตของพวกเรา และเป็นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนให้เราอย่างสม่ำเสมอ เป็นน้ำซึมบ่อทราย เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน โอกาสจะเสียหายมีน้อยมาก เฮลต์แคร์เป็นธุรกิจที่ไม่มีวันตาย ตราบใดที่คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีผู้สูงอายุมากขึ้น คนใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น ธุรกิจนี้ก็ไปได้

“ไม่ใช่แค่ผมที่มอง เชื่อว่านักลงทุนทั่วโลกก็มองอย่างเช่นที่ผมมอง” วิชัย ยืนยันถึงความสุดยอดของธุรกิจเฮลต์แคร์

กลยุทธ์เติบโตของกลุ่มเฮลต์แคร์

ตอนนี้โรงพยาบาลในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BGH มีทั้งหมด 32 แห่ง ซึ่งทิศทางการโต 2 แบบ คือ 1.การเติบโตจากภายใน(Organic Growth) คือ การสร้างโรงพยาบาลในหัวเมืองใหญ่ 2.M&A หรือ การควบรวมกิจการ ซึ่งการควบรวมกิจการนี้เราทำมาหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งจะเกิด 2 สิ่งที่เราเห็นคือ synergy และ Win Win โดย synergy หรือการทำงานร่วมกันที่เกิดขึ้นนั้น คือ การที่สามารถถ่ายโอนงานกันแต่ละโรงพยาบาลได้ ช่วยสร้างอำนาจต่อรองในการซื้อเครื่องมือแพทย์ เกิดองค์กรแพทย์ที่สามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนทฤษฎีทางการแพทย์ได้อย่างสมบูรณ์

ส่วนเรื่อง Win Win เป็นซีกของนักลงทุน คือมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของราคาหุ้น นักลงทุนจะให้มูลค่ากับ M&A ค่อนข้างมาก

” สำหรับแนวทาง M&A ผมสนับสนุนแนวทางนี้ ไม่จำเป็นต้องมา M&A กับเรา เราเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับบางโรงพยาบาลที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน เพราะเราไม่ชอบการเทกโอเวอร์ แต่ชอบที่จะมานั่งคุยกันก่อน จนได้ข้อสรุปที่ลงตัว”

เป้าหมายถัดไปของ BGH สร้างการเติบโตเป็นเลข 2 หลักทุกปี

สำหรับ BGH นั้น เดิมตั้งเป้ามาร์เก็ตแคปเกิน 100,000 ล้านบาท ตอนนี้ทำถึงแล้ว ต่อไปเรามุ่งสร้างการเติบโตให้เป็น 2 หลักทุกปีในแง่ของรายได้ ซึ่งก็จะพยายามรักษาไว้ นอกจากนี้ กลุ่ม BGH เรามีกระแสเงินสดเข้ามามาก ทำให้เรามีความพร้อมกับการลงทุนทั้งในและนอกประเทศ โดย BGH ไม่ได้มองแค่อาเซียน แต่เรามองเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมี 3 พันล้านคน มีนัยสำคัญมาก ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และเราก็ต้องระมัดระวังความเสี่ยง ที่ผ่านมาเราปิดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

ส่วนรูปแบบการเข้าไป ก็เช่นว่า เราอาจจะตั้งบริษัทสุขภาพร่วมกับโลคอล ให้คนรู้จักคำว่า BGH เพราะเรามีมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รับรองโดยหน่วยงานรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลนานาชาติของสหรัฐอเมริกา มากกว่า 20 โรงพยาบาล จากทั้งหมด 32 โรงพยาบาล จึงมีหลายประเทศชวนเราไปเป็นพาร์ทเนอร์ เช่น ตะวันออกกลาง จีน เอเชีย มีเยอะมาก ทั้งตุรกี ด้วย
” ถ้าจะไปปักธงไทยในต่างประเทศ ต้องให้เขาดูว่าเรามีอะไรที่เป็นเสน่ห์ มีอะไรที่มีมูลค่า เช่น เรื่องการบริการ ”

เข้ามาใน “ธุรกิจสื่อ” ด้วยความบังเอิญ

บังเอิญผมมีส่วนเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาพี่น้องเคเบิ้ลทั่วประเทศ และเขาประสบปัญหาเลยเชิญมาเป็นที่ปรึกษา พอเขาเดือดร้อนด้านการเงินเราก็อดไม่ได้ที่จะช่วย เลยคิดว่า ถ้าใส่เงินลงไปจะได้คืนไหม เลยนั่งคุยกันเลยคิดว่า ถึงเวลาที่ต้องปรับโครงสร้างการบริหารจัดการใหม่ สำหรับบริษัท เคเบิ้ล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ CTH เพราะต่อไปการแข่งขันจะเข้มมากขึ้น และห้วงเวลานั้นเข้มข้นมากในเรื่องการจะเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัล การมี กสทช. เป็นตัวกระตุ้นเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้บริษัทเคเบิ้ลทั้งหลายต้องปรับตัว ไม่งั้นจะตกในภาวะกดดันและถดถอย เมื่อเขาประชุมกันแล้ว ก็เลยชวนผมเข้าไปถือหุ้นด้วย

มีพันธมิตรจาก “ไทยรัฐ”เข้ามาถือหุ้นใน CTH เสริมฐานลูกค้าต่างจังหวัด

เรามองว่า 5-7 ปีข้างหน้า เราได้ทำการศึกษาว่ามูฟเมนต์ของดิจิทัลจะเป็นยังไง ก็ไปดูยักษ์ใหญ่ของโลกว่าเขาทำยังไง เลยรู้ว่าใช้เงินมาก และใช้เครือข่ายที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง เลยคิดว่าเราต้องเชิญพาร์ทเนอร์ที่เข้มแข็งมาอยู่กับเรา เลยมอง ไทยรัฐ เพราะไทยรัฐมียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศ ทุกครัวเรือนโดยเฉพาะต่างจังหวัดชอบอ่านไทยรัฐ ประกอบกับครอบครัวไทยรัฐมีความมั่นคงทั้งด้านสถานะ และเครือข่ายของเขาเอง ดังนั้น จะทำให้ชาวเคเบิ้ลถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

” ผมเลยไปชวน โดยเอาแผน 5-10 ปีจากนี้ ไปนั่งคุยกับครอบครัวไทยรัฐ เขาเห็นแล้วจึงตัดสินใจ” นายวิชัย ระบุ

สำหรับสัดส่วนหุ้นใน CTH นั้น มีเคเบิ้ลเดิม 30% ไทยรัฐ 25% วิชัย ทองแตง 25% และอีก 20% รอพาร์ทเนอร์ใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างคัดเลือก เมื่อสรุปแล้วว่าจะขาย 20% นี้ให้ใคร ก็ค่อยทำ IPO ซึ่งตอนนี้มีพูดคุยอยู่ 5 ราย เปิดเผยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พาร์ทเนอร์ที่จะเข้ามานั้น จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับ CTH ซึ่งเรื่องพาร์ทเนอร์นี้จะต้องจบก่อนเดือนสิงหาคม 2556 และต้องออกโพรดักส์ช่วงเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงจบฤดูกาลของฟุตบอลอังกฤษพอดี

แรงกดดันสูง หลังเข้ามาบริหารใน CTH

กดดันตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาใน CTH และพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จนทุกวันนี้ คือ หัวใจของเคเบิ้ลทีวี คือ คอนเทนต์ และคอนเทนต์ที่เป็นพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้นถือได้ว่ามีมูลค่ามากที่สุดในโลก และเราก็วิเคราะห์ว่า ถ้าเราเชื่อมโยงโครงข่ายได้สำเร็จ เราจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจของคอนเทนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เราจึงใส่ราคาประมูลเข้าไปสูง

“เราเป็นนักธุรกิจที่ผ่านอุปสรรคมามากพอสมควร เรื่องนี้ไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการศึกษามาพอสมควร เราอาจได้กำไรน้อย หรือไม่ได้เลย แต่ผมอยากทำให้เคเบิ้ลบ้านนอก สามารถเดินออกมายืนทัดเทียมเคเบิ้ล หรือทีวีระดับปกติได้” วิชัย กล่าวด้วยความหวังอันแรงกล้า

เป้าหมายดัน CTH เข้าตลาดหุ้นปี 58

เป้าหมายของเราคือ มีฐานลูกค้า 10 ล้านครัวเรือนภายใน 3 ปี โดยปีนี้ผลประกอบการของ CTH จะปริ่มๆ อาจมีกำไรบ้างนิดหน่อย หรือถ้าขาดทุนก็ขาดทุนไม่มาก เดิมทีอยากให้มีกำไรปีนี้เพราะเรามีแผนจะเข้าตลาด แต่ถ้ามามุ่งแต่กำไรเราจะสูญเสีญโอกาสในการสร้างมิตร ซึ่งเป้าหมายของเราจะเข้าตลาดปี 2558 ยังคงเดิม แต่ถ้าเข้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องมีแผนเพื่อจะได้เดินตามแผน

“โมเดลของเราคือ เพิ่มรายได้ทุกปี และให้แตะหลักหมื่นล้านบาทภายใน 3 ปี ส่วนจะกี่หมื่นล้านยังไม่บอกตัวเลข เรากำลังทำงานอยู่ ถึงวันที่เข้าตลาดน่าจะเป็นบริษัทในตลาดที่นักลงทุนให้ความสนใจ” วิชัย กล่าวย้ำด้วยความมั่นใจ

กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

” วิชัย” เล่าว่า จริงๆ แล้วถือหลายบริษัท ที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ว่าในส่วนของ GRAND เขาเห็นการ Turn around ใน GRAND (บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ ) ซึ่งแกรนด์มีปัญหาที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องเงิน

” นี่คือโอกาสของพวกผม เพื่อนๆ ชวนผมเข้าไปเพราะรู้ว่าผมมีประสบการณ์ในด้านนี้ ผมเชื่อว่าแกรนด์ไม่ได้อยู่ในภาวะอ่อนแอ ผมจึงกำหนดยุทธศาสตร์ให้แกรนด์ก้าวต่อไป ผมจึงมีแผนสร้างการเติบโต ผมไม่อยากเห็นธุรกิจที่ผมเข้าไปนั่งแล้วอยู่ในกรอบแคบๆ ผมเชื่อว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อผู้ถือหุ้น เพียงแต่ตอนนี้มีการแข่งขันสูงทั้งออฟฟิสและ เรสสิเดนซ์ จนอยู่ในภาวะใกล้ฟองสบู่ ดังนั้น สิ่งสำคัญจากนี้ไปคือโลเคชั่น ธุรกิจนี้แพ้ชนะอยู่ที่โลเคชั่น”

“ดังนั้น ผมและทีมงานกำลังสร้างแผนบางอย่าง เพื่อให้แกรนด์ไปเร็วกว่าที่คนคาด ถ้าทำแต่ธุรกิจโรงแรมมันจะโตอย่างช้าๆ แต่ถ้าทำธุรกิจ 2 อย่างพร้อมกัน คือ พร็อพเพอร์ตี้ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งสามารถทำกำไรได้เร็ว น่าจะตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นได้ เราจึงคงมุ่งเน้นการลงทุนใหม่ๆ ทั้งธุรกิจโรงแรมและคอนโดมิเนียม”

กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน

สำหรับ TH ผมตั้งใจทำเป็นหุ้นบลูชิพตัวต่อไป และคงลงทุนในตัวอื่นด้วย ซึ่งคุณสมนึก กยาวัฒนกิจ ประธานกรรมการ TH มานำเสนอผม คือ เรื่องการลงทุน IPP ถ้าตัวนี้สำเร็จ… ไม่รู้นะ แต่เราได้พาร์ทเนอร์ที่แข็งแรง ถ้าตรงนี้สำเร็จ ทุกคนแฮปปี้เราโฟกัสพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ เพราะพลังงานทดแทนมันเป็นธุรกิจแห่งอนาคต วันนึงน้ำมันหมด แก๊สหมด ทุกคนต้องใช้พลังงานทดแทน

สำหรับโมเดลการบริหารงานใน TH ” วิชัย” กล่าวว่า พยายามจะแยกตัวเองออกมาเป็นนักลงทุน เพราะอายุมากแล้ว เลยกำลังปรับโมเดลมาเป็นอินเวสเตอร์ แต่ก็สามารถให้คำแนะนำในด้านโอเปอเรชั่นได้

ยืนยันตลาดหุ้นยังไม่เข้าสู่ยุคฟองสบู่

” วิชัย” กล่าวต่อว่า ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเข้าสู่ยุคฟองสบู่ แต่ตนเองมองว่ายังไม่ใช่ ด้วยเหตุผลคือ ” ข้อที่หนึ่งนะ ประเทศไทยมีโอกาสเกิดฟองสบู่น้อยมาก ฐานะด้านเศรษฐกิจมั่นคง บริษัทจดทะเบียนสร้างกำไรได้ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร แม้จะยิงกัน ฆ่ากัน ดังนั้น ทุกวันนี้สถานการณ์เปลี่ยน บริษัทไทยแข็งแกร่งเรียนรู้บทเรียนได้ครบถ้วน”

สอง ภาวะหนี้สาธารณะที่เรากลัวกันนักหนา ลองมองไปโลกภายนอก สัดส่วนมันยังไม่น่ากลัวเกิน แต่ก็ต้องระมัดระวังสูง

สาม ถ้าเป็นฟองสบู่ตลาดหุ้น เรียนว่ายังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว การเข้ามาของนักลงทุนต่างประเทศ ไม่ได้เรียกว่าฟองสบู่ การเอาเงินกลับ แค่หลักการดีมานด์ซัพพลาย ไม่ได้ทรุดลงมากจนน่ากลัว อย่างไรก็ตาม ที่น่ากลัวคือ นักลงทุนไทยเชื่อข่าวลือมากเกินไป ทุกวันนี้หลายๆ โบรกฯ เก่งมาก แต่ไม่ค่อยจะฟังนักวิเคราะห์ แต่ฟังข่าวลือมากเกินไป

“ดังนั้นจึงเชื่อว่า ตลาดหุ้นบ้านเราไม่ต้องวิตก กังวลมากเกินไป จะขึ้นลงโดยธรรมชาติ ถ้าฝรั่งกลับไปวันหนึ่งก็กลับมา มันก็ขึ้นอยู่กับความมั่นคงของสถาบันตลาดทุนเรา ส่วนดัชนีจะเป็นเท่าไหร่ ผมเชื่อตามที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งประเมินนะที่ว่า 1,700 จุดในปีนี้”

ที่มา : http://www.efinancethai.com/Spinterv…name=i_070313i

ขอบคุณแหล่งข้อมูลครับ

Advertisements