แรงปรารถนา : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วงนี้ หรือที่จริงก็เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เรื่อยมา มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องของพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเข้าไปเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เป็นของ “ฆราวาส” เช่น การท่องเที่ยวและใช้สิ่งของหรูหราฟุ่มเฟือยหรือการเกี่ยวพันกับผู้หญิงในแบบที่ไม่เหมาะสม หรือที่ดีขึ้นมาก็คือ ละเพศบรรพชิตก่อนที่จะอยู่กินกับผู้หญิงที่ได้เข้ามาใกล้ชิดในช่วงที่ยังเป็นพระอยู่ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และก็คงจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ เหตุผลก็เพราะว่า ความรักและกามารมณ์ รวมถึงการท่องเที่ยวและการใช้ของหรูนั้นเป็นเรื่องของ “ความต้องการที่รุนแรง” ของมนุษย์ที่แม้แต่พระก็ “ขัดขืน” ยาก เพราะมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน “สมอง” ที่เราอาจจะคิดและฝืนมันได้ แต่มันเกิดขึ้นใน “ยีน” ของคนเราที่ต้องการมันซึ่งบ่อยครั้งสมองก็ “เอาไม่อยู่”

Mission หรือ “ภารกิจ” หลักของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งนั้นก็เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์อย่างอื่นนั่นก็คือ หนึ่ง จะต้องเอาตัวรอด ซึ่งก็คือจะต้องกินสิ่งมีชีวิตอื่นและหลีกเลี่ยงการถูกกินหรืออันตรายอื่น ๆ และสอง จะต้องสืบพันธุ์ขยายเผ่าพันธุ์หรือยีนของตนเองให้มากที่สุด ส่วนเรื่องวิธีการที่จะทำให้ได้อย่างนั้นน่าจะต้องถือว่าเป็น “ภารกิจรอง” ยกตัวอย่างเช่น มีคนเคยสงสัยว่าทำไมอดีตประธานาธิบดีคลินตันจึง “เสี่ยง” การสูญเสียตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเพียงเพื่อที่จะได้ “มีเซ็กส์” กับเด็กฝึกงานคนหนึ่ง คำตอบของนักวิชาการคนหนึ่งซึ่งผมลืมชื่อไปแล้วก็คือ นี่เป็นข้อสงสัยของคนที่ไม่เข้าใจเรื่องของชีววิทยาที่แท้จริง สำหรับนักวิชาการท่านนี้แล้ว การที่คน “ดิ้นรน” เพื่อที่จะเป็นประธานาธิบดีนั้น จริง ๆ ไม่ใช่จุดสุดท้ายหรือเป้าหมายสุดท้ายของเขา สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ ก็คือ การมีโอกาสมีเซ็กส์เพื่อที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์หรือยีนของเขาต่างหาก พูดง่าย ๆ การเป็นประธานาธิบดีนั้นเป็นหนทางสู่การมีอำนาจ การมีอำนาจเป็นหนทางสู่การอยู่รอดและการสืบพันธุ์ซึ่งเป็นภารกิจหลัก ดังนั้นการมีเซ็กส์ของคลินตันจะเรียกว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงไม่ได้ในทางชีววิทยา
ผมเกริ่นมายาวเพื่อที่จะบอกว่าเราจะต้องเข้าใจเรื่องของ “ความต้องการที่แรงกล้า” ของคนเพื่อที่จะได้รู้ว่าสินค้าอะไรจะขายดี บริษัทไหนที่จะมีโอกาสทำกำไรมากและเติบโตได้ดีหรือเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ประเด็นหลักก็คือ อะไรก็ตามที่สนองตอบต่อการเอาตัวรอดและการสืบพันธุ์ของคนหรือถ้าจะให้ถูกต้องกว่าก็คือ “ยีน” ที่ดีขึ้น สิ่งนั้นก็จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น แต่เคล็ดลับของการดูว่าอะไรคือ “ความต้องการที่แรงกล้า” ของคนนั้น เราจะต้องมอง “ย้อนหลัง” กลับไปยังอดีตที่โลกยังไม่เจริญและมนุษย์ผู้ชายยังมีหน้าที่ล่าสัตว์และมนุษย์ผู้หญิงอยู่ถ้ำเลี้ยงลูกและเก็บของป่าเพื่อประทังชีวิตที่ยากลำบากมาก พฤติกรรมดังกล่าวนั้นดำรงอยู่มานานนับเป็นหมื่นหรือแสนปีซึ่งทำให้มัน “ติดอยู่ในยีน” ซึ่งยังดำรงอยู่ในร่างกายของมนุษย์จนทุกวันนี้ส่งผลให้เรามีความสามารถและความต้องการอย่างที่เราเป็นในสังคมปัจจุบัน
นั่นก็คือ

หนึ่ง มันทำให้คนเราโดยเฉพาะผู้ชายชอบมีเซ็กส์และมีบ่อย ๆ มากกว่าผู้หญิงที่จะต้องมั่นใจว่าถ้ามีเซ็กส์และมีลูก ลูกจะต้องมีโอกาสรอดเพราะผู้ชายที่เป็นพ่อนั้นมีความสามารถ (สมัยก่อนก็คือการล่าสัตว์ สมัยนี้อาจจะเป็นการแสดง การเล่นกีฬา การบริหารหรือการลงทุน) มีปัญญาที่จะหาเลี้ยงครอบครัวได้ สรุปก็คือ ผู้ชายชอบผู้หญิงสวย (เพราะผู้หญิงสวยคือคนที่มีสุขภาพดีมีหุ่นดีซึ่งจะมีลูกง่าย) ส่วนผู้หญิงชอบผู้ชายที่ความสามารถสูง รวยและเป็นผู้นำ (รวมถึงถ้าตัวสูงก็จะดีเพราะคนตัวโตมักล่าสัตว์ได้ดี) ประเด็นเรื่องนี้ทำให้สินค้าเกี่ยวกับความสวยงาม เช่น เสื้อผ้าสตรี กระเป๋า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง สถานเสริมสวยทั้งหลายรวมถึงการศัลยกรรมความงามนั้น เป็นธุรกิจที่ดี เพราะมันเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงในการสืบต่อเผ่าพันธุ์ มันจึงเป็นความปรารถนาที่แรงกล้าที่ผู้หญิงยินดีจ่าย ธุรกิจในส่วนของผู้ชายที่น่าจะเป็นความต้องการที่แรงกล้าอาจจะเป็นเรื่องของรถสปอร์ตหรู มอเตอร์ไซค์แบบหรู ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเร็ว การแข่งขันกีฬา และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเรื่องของเซ็กส์ทั้งหลาย เพราะผู้ชายนั้นเป็น “นักล่า” ดังนั้น เขามักชอบอะไรที่เป็นเรื่องของความเร็วและการต่อสู้ ซึ่งก็คือการแข่งขันต่าง ๆ เช่นฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ในปัจจุบัน

สอง ในเรื่องของการ “เอาตัวรอด” นี่ก็มีสินค้ามากมายที่คนยินดีจ่าย อาหารและการกินนั้น แน่นอน เป็นธุรกิจที่ดีเพราะมันเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต คนชอบกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่นเดียวกับแคลลอรี่สูง อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันหรือหวานคืออาหารที่ “อร่อย” ในยีนของคน การเอาตัวรอดของคนในสมัยก่อนนั้นยังรวมถึงการพยายาม “ลดการใช้พลังงาน” ให้ต่ำลงเพราะอาหารในยุคดึกดำบรรพ์ไม่ได้หาได้ง่าย ดังนั้น นี่น่าจะทำให้คนเรา “ชอบสบาย” ไม่ชอบทำงานหนัก เขาชอบที่จะ “ล่า” สัตว์โดยใช้ความพยายามที่น้อยที่สุด ดังนั้น สินค้าของจำเป็นในชีวิตที่ตอบโจทย์เรื่องราคาที่ถูก สามารถจับจ่ายในที่เดียว หรือร้านที่ให้ความสะดวกสบายในการซื้อหาจึงเป็นธุรกิจที่ดี

สาม เรื่องของความตายนั้นเป็นสิ่งที่คนพยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุด ดังนั้น อะไรที่สามารถลดความเสี่ยงหรือยืดอายุให้ยาวขึ้นย่อมเป็นธุรกิจที่ดี ธุรกิจยา โรงพยาบาล อาหารเพื่อสุขภาพ และอื่น ๆ ต่างก็เป็นธุรกิจที่คนยอมจ่ายแพง ๆ ถ้าเขามีเงินพอ

สี่ เรื่องบางอย่างที่คนอาจจะไม่คิดว่าเกี่ยวพันกับความต้องการที่แรงกล้าเช่นกันก็คือ เรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ไกล ๆ เหตุผลที่คนชอบเดินทางนั้น เป็นเพราะนี่จะช่วยเพิ่มโอกาสที่คนจะเอาตัวรอดและมีคู่ได้ดีขึ้น ลองคิดดูว่าถ้ามนุษย์ไม่เดินทางออกไปไกล ๆ เขาก็คงไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ไปได้มากเนื่องจากอาหารจะจำกัด การอยู่แต่ในบริเวณหรือหมู่บ้านแคบ ๆ พวกเขาก็อาจจะต้องแต่งงานกันเองซึ่งทำให้ยีนนั้นไม่หลากหลายและไม่สามารถต้านทานโรคร้ายบางอย่างได้ ผลก็คือในที่สุดเผ่าพันธุ์ก็อาจจะหมดไป ดังนั้น คนจึงชอบเดินทางไปสถานที่ใหม่ ๆ และนี่ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้นเติบโตไปเรื่อย ๆ ซึ่งรวมถึงธุรกิจการบิน โรงแรม และอื่น ๆ

ธุรกิจสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ธุรกิจของหรูหราฟุ่มเฟือย นี่คือ สินค้าที่คนปรารถนาอย่างแรงกล้า ผมคิดว่าของหรูที่มีราคาแพงนั้นคนต้องการเพราะว่ามันเป็นเครื่องบ่งบอกถึง “ความมั่งคั่ง” หรือความสำเร็จของคนใช้ที่มีปัญญาซื้อของเหล่านั้น ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เพศตรงข้ามเข้ามาหาได้ดีที่สุดอย่างหนึ่ง ดังนั้น มันจึงมักเป็นธุรกิจที่ดี

ก่อนที่จะจบผมจำเป็นที่จะต้องเตือนด้วยว่า เวลาเราดูว่ามันเป็นธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ดีนั้น เรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ต้องดูว่าบริษัทไหนที่สามารถสนองตอบต่อความปรารถนาที่แรงกล้านั้นได้แบบโดดเด่นมากและเหนือกว่าคู่แข่งเนื่องจากความได้เปรียบในเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืนหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ บริษัทก็อาจจะไม่มีค่าอะไรมากนัก แต่ถ้าใช่ บริษัทนั้นก็จะมีคุณค่ามาก และสุดท้ายก็คือ การวิเคราะห์ในบทความนี้ผมหวังว่าจะไม่ทำให้นักการศาสนา นักสิทธิมนุษยชนหรือคนที่เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีเข้าใจผิดว่าผมเป็นคนไม่มีศีลธรรมหรือเหยียดผิวหรือเพศ เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นเรื่องจริงทางธรรมชาติ เป็นเรื่องของประวัติหรือวิวัฒนาการของมนุษย์ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง

แรงปรารถนา

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

29 มิ.ย. 56

โลกในมุมมองของ Value Investor

ที่มา : http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=7&t=56006

Advertisements