InfoQuest News – BIGC กลยุทธ์ค้าปลีกที่ผลิดอกออกผล
30 กรกฎาคม 2556

ผลประกอบการงวดสิ้นมิถุนายน 2556 ของบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของไทย บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จากัด (มหาชน) หรือ BIGC ที่งดงาม สะท้อนให้เห็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของผู้บริหารในการรุกรบตลาดค้าปลีกทุกระดับโดยเน้นที่การสร้างเครือข่ายค้าปลีกระดับเล็กที่เห็นได้ชัดถึงการเติบโตของยอดขายที่มาแรงทีเดียว ในมุมมองของผู้บริหาร จุดโดดเด่นของยุทธศาสตร์บริษัทที่ถือว่าประสบความสำเร็จในปี 2556 ประกอบด้วย – ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอัตราร้อยละ 8.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิมในอัตราร้อยละ 3 จากสาขาที่เปิดใหม่ ในปี 2555-2556 และแคมเปญทางการตลาดที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดลูกค้า และกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่าย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลงคิดเป็นอัตราร้อยละ 12.3 เนื่องจากยอดเงินกู้ต่ำลงเพราะทยอยคืนหนี้ระยะยาวและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง – การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจให้เช่าพื้นที่โดยเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเปิดสาขาใหม่ในปี 2556 และในปี 2555 ก่อให้เกิดรายได้ค่าเช่าและค่าบริการเติบโตในอัตราร้อยละ 11.9 นอกจากนี้อัตราการให้เช่าพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง – การเพิ่มขึ้นของกาไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญด้วยอัตราร้อยละ 13.1 เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้กอปรกับค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงและจากการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล – บริษัทฯ ยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบและเริ่มดาเนินการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่สำหรับมินิบิ๊กซี สำหรับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่สำคัญเท่ากับว่า ความสำเร็จของบริษัทในการทำกำไรที่กลับมาโดเด่นอีกครั้ง โดยเฉพาะการทำกำไรสุทธิต่อยอดขายที่มากกว่า 5% ถือว่าโดดเด่นอย่างมาก เมื่อเทียบกับกับตกต่ำในปี 2555 ที่ผ่านมา BIGC และบริษัทย่อย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/56 มีกำไรสุทธิ 1,569.38 ล้านบาท หรือ 1.90 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,387.97 ล้านบาท หรือ 1.70 บาทต่อหุ้น เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ กอปรกับค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงและการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล ในมุมของธุรกิจ การเติบโตของเครือข่ายสาขาค้าปลีกของบริษัท มีความน่าสนใจอย่างมาก (ดังตารางประกอบ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แผนงานเดิมของบริษัทในการรุกลงเครือข่ายค้าปลีกขนาดเล็กที่เคยเป็นจุดอ่อน กำลังได้รับการเร่งรัดอย่างจริงจัง เห็นได้จากการเติบโตของมินิบิ๊กซี และร้านขายยาเพรียว …… เครือข่ายของ BIGC ในตลาดค้าปลีกไทย (จำนวนสาขา) ประเภทร้านค้า มีนาคม พ.ศ.2555 มิถุนายน พ.ศ.2556 ไฮเปอร์มาร์เก็ต 108 115 บิ๊กซีมาร์เก็ต 14 22 มินิบิ๊กซี 52 194 ร้ายขายยาเพรียว 50 110 ยุทธศาสตร์ของการขยายตัวดังกล่าว ถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นปี 2555 โดนสอดรับกับการเพิ่มทุนใหม่ หลังจากเข้าซื้อกิจการของคู่แข่งขันคือ คาร์ฟูร์ในประเทศไทยเข้ามาในร่มธงธุรกิจเดียวกัน ถือเป็นการสร้างโมเดลเพื่อแสวงหาทางออกใหม่ของธุรกิจร้านค้าปลีกเช่นเดียวกัน หลังจากที่สามารถครองส่วนแบ่งในร้านค้าซูเปอร์สโตร์หรือไฮเปอร์มาร์เก็ต เหนือกลุ่มเทสโก้โลตัสได้ในปีที่ผ่านมาแล้ว การผ่าทางตันทางยุทธศาสตร์ของ BIGC ในครั้งนั้น เกิดจากการค้นพบจุดอ่อม 2 ประการในการแข่งขัน 2 ด้านพร้อมกัน คือ ด้านแรก จะต้องมีการเพิ่มทุน 2.5 หมื่นล้านบาทเพื่อหาเงินทุนใหม่มาสนับสนุนการขยายกิจกรรมทางการแข่งขันต่อจากการซื้อคาร์ฟูร์ ประสบปัญหาไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากผู้ถือหุ้นบางรายไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อการสร้างสาขาขนาดใหญ่ในอนาคตที่ตลาดเริ่มอิ่มตัวมากขึ้น ด้านสุดท้าย ต้องปิดจุดอ่อนสำคัญของ BIGC ที่มีสาขาเครือข่ายของร้านค้าปลีกขนาดเล็กค่อนข้างต่ำกว่าคู่แข่งที่ล่วงหน้าไปก่อนอย่างมาก ดังนั้น จึงได้วางแผนการขยายสาขามินิบิ๊กซีเป็น 950 สาขาภายในปี 2558 การขยายตัวดังกล่าว หากเป็นวิธีการปกติ ทางผู้บริหารก็คาดว่าจะสามารถทำได้ปีละประมาณ 75-100 สาขาเท่านั้น แผนการเติบโตอย่างรวดเร็วทางลัดจึงเกิดขึ้นด้วยการการจับมือกับ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กับบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIGC เพื่อสร้างโมเดลแบบที่เคยประสบความสำเร็จสำหรับการตั้งร้านค้าปลีกในสถานีบริการน้ำมัน แบบที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จับมือกับ บริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดร้านค้าปลีก 7-Eleven ตามแผนการดังกล่าว “มินิบิ๊กซี” ในสถานีบริการน้ำมันของบางจาก จะเป็นคอนวีเนียน สโตร์ มีขนาดพื้นที่ 160 ตารางเมตรซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้ BIGC มีทางเลือกมากขึ้นเพื่อป้องกันการเป็นเจ้าตลาดในธุรกิจค้าปลีกแบบดิสเคาท์สโตร์จากการเบียดขับจากคู่แข่งสำคัญคือ เทสโก้โลตัสที่ได้ขยับตัวแรงจากการตั้งกองทุนอสังหาฯ TLRF เพื่อเร่งการเติบโต การเติบโตดังที่เห็นในตารางดังกล่าว สะท้อนข้อเท็จจริงของความสำเร็จของโมเดลของการจับมือระหว่าง BCP กับ BIGC ในเชิงบวกกับพันธมิตรที่เกิดขึ้นด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบสร้างผลสะเทือน 2 แนว หรือ Double-shake marketingอย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ค้าปลีกของไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 อัตราการขยายตัวของ GDP ต่ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทาให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในไตรมาสที่ 2 ลดต่ำลง จุดอ่อนที่ยังปรากฏใหญ่ให้เห็นในงบการเงินของBIGC ไตรมาส 2 ที่ยังสังเกตได้ไม่ยากเช่น สภาพคล่องทางการเงินที่ฝืดเคืองเพราะ current ratio ที่ต่ำกว่า 0.7 เท่า ต้องอาศัยเงินกู้ระยะสั้นหรือโอดีของสถาบันการเงินมาโปะ 6000 ล้านบาท เป็นต้นทุนการเงินที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายยังสูงต่อไป แต่การที่ค่า ดี/อีของบริษัทอยู่ที่ระดับ 1.72 ก็ยังถือว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่จะทำให้บริษัทมีปัญหาทางการเงินในอนาคตอันใกล้ หากสามารถหาวิธีการระดมทุนมาลดต้นทุนการเงินและลดภาระหนี้ที่มีอยู่ได้ ทำนองเดียวกันกับที่กลุ่มเทสโก้ โลตัสที่เป็นคู่แข่งขันได้ทำเป็นต้นแบบเอาไว้ และกำลังจะมีกลุ่มซีพีที่มีทั้งMAKRO และ 7-Eleven เขยิบเข้ามาล้อมกรอบอีกแรงหนึ่ง โอกาสของการเป็นเจ้าตลาดค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดของBIGC ก็ยังยืนยาวต่อไปได้

Advertisements