บทความนี้น่าสนใจดี

แมงเม่ายุคเข้าเน็ต : บทเรียนจากกรณี Jonathan Lebed ถึงไทย (1)

ถึงแม้ตลาดหุ้นไทยในวันนี้จะผันผวนปรวนแปรกว่าในอดีต และถึงแม้ผู้กำกับดูแลคือ ก.ล.ต.จะยังไม่เคยจับนักปั่นหุ้นรายใหญ่ขึ้นศาลได้แม้แต่ครั้งเดียว

ตลอดประวัติศาสตร์ 35 ปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) (ซึ่งที่จริงไม่อาจโทษความหย่อนยานของ ก.ล.ต. ได้ทั้งหมด สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความไม่เหมาะสมของการใช้กฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัดกับคดีอาชญากรรมในตลาดหุ้น เพราะโดยธรรมชาติยากยิ่งที่จะรวบรวมหลักฐานพิสูจน์ชนิด “สิ้นสงสัย” มีแต่พอให้ “เชื่อได้ว่า” ทุจริตจริง ส่งผลให้การดำเนินคดีใช้เวลานานมาก เจ้ามือบางคนก็หลบหนีได้จนหมดอายุความ ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงสนับสนุนการเสนอเพิ่มอำนาจทางแพ่งของ ก.ล.ต. หวังว่าคณะรัฐมนตรีจะเร่งชงร่างกฎหมายใหม่เข้าสภา และสภาจะออกกฎหมายนี้โดยเร็ว)

ความเสี่ยงที่จะถูก “ต้ม” ในตลาดก็ดูจะไม่ทำให้ “แมงเม่า” ยุคนี้สะทกสะท้าน หันไปทางไหนก็เห็นแต่คนเล่นหุ้น โดยเฉพาะเทรดออนไลน์ เวลาผู้เขียนเข้าร้านกาแฟจะเห็นคนจับกลุ่มกันสองประเภทใหญ่ๆ คือถ้าไม่ใช่กลุ่มขายตรง ก็เป็นกลุ่มคนเล่นหุ้นที่มานัดแจกแลกเปลี่ยนความรู้และเคล็ดลับการเทรด

(กลุ่มขายตรงกับกลุ่มเล่นหุ้นแยกออกจากกันได้ไม่ง่ายนัก ผู้เขียนสังเกตว่ากลุ่มขายตรงมักจะสั่งน้ำหรือกาแฟมาแก้วเดียว (มักจะเป็นโต้โผ) แล้วสุมหัวคุยกันยาวหลายชั่วโมง ส่วนกลุ่มเล่นหุ้นจะสั่งกาแฟแก้วใครแก้วมัน แล้วมานั่งคุยกันชิวๆ บางคนพกตำราเล่นหุ้นหรือสมุดจดมาด้วย – อย่างไรก็ดี ต้องออกตัวว่าข้อสังเกตนี้คร่าวมาก ไว้เมื่อไรได้ไปนั่งร้านกาแฟที่หลากหลายกว่านี้ เก็บข้อมูลจากสายตามาได้มากกว่านี้ จะมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง)

การซื้อขายหุ้นออนไลน์คึกคักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมูลค่าและจำนวนคนเล่น สถิติของ ตลท. ระบุว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน 2013 มูลค่าการซื้อขายหุ้นผ่านเน็ตมีสัดส่วนถึงร้อยละ 32 ของมูลค่าการซื้อขายหุ้นทั้งหมด ที่น่าสนใจคือบัญชีเล่นหุ้นผ่านเน็ตที่ active (คือส่งคำสั่งซื้อขายอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง) มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 160,000 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 53 ของบัญชีที่มีการซื้อขายทั้งหมดราว 300,000 บัญชี

พูดง่ายๆ คือ ถึงวันนี้นักลงทุนเล่นหุ้นผ่านเน็ตได้กลายเป็นนักเล่นหุ้น “ส่วนใหญ่” ของนักลงทุนรายย่อยในประเทศไปแล้ว และในเมื่อคนรุ่นใหม่เชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับโลกออนไลน์มากกว่าคนรุ่นเก่า บรรยากาศการพบปะพูดคุยกันระหว่างอาม้า อาซิ้ม อาแปะ ฯลฯ ระหว่างจิบชาในห้องค้าแอร์เย็นเฉียบ ก็คงเป็นฉากที่เราพบเห็นได้น้อยลงเรื่อยๆ สวนทางกับการแลกเปลี่ยนเคล็ดลับกันในร้านกาแฟ หน้าเพจเฟซบุ๊คและเว็บไซต์ต่างๆ และงานสัมมนามากมาย

ในเมื่อการเทรดหุ้นออนไลน์เป็นการซื้อขายด้วยตัวเองโดยตรง ไม่ต้องผ่านเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตติ้ง) ก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่คอร์สอบรมและหนังสือเกี่ยวกับการเล่นหุ้นจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด (ถึงแม้รัฐมนตรีคลังคนปัจจุบันจะยังล้าหลังและใจแคบ เหยียบแผนการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ไว้กับที่ ทำให้แม้จะซื้อขายเองได้ผ่านเน็ต นักลงทุนก็จำต้องขายผ่านระบบของโบรกเกอร์ จ่าย “ค่าต๋ง” ให้โบรกเกอร์ก่อน)

จากรายชื่อหนังสือขายดีที่สุด 100 เล่มของซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย (เว็บไซต์ http://www.se-ed.com) พบว่าในจำนวนนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับหุ้นและการลงทุน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็พูดถึงหุ้น) มากถึง 22 เล่ม หรือ 22 เปอร์เซ็นต์

ชื่อหนังสือขายดีหลายเล่ม อาทิเช่น “ลงทุนหุ้นอย่างสบายใจ” “คู่มือเริ่มต้นเล่นหุ้น Online” “เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก” “เล่นหุ้นสไตล์มนุษย์เงินเดือน” “เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน” “เก็บเงิน 10 ล้านคุณทำได้” “สร้างเงินล้านก่อนเรียนจบ” “มือใหม่เล่นหุ้นแนวเทคนิค ฉบับเริ่มต้นจนเล่นจริง” “เล่นหุ้นดูกราฟไม่ยาก” “โรงเรียนสอนเล่นหุ้น” ฯลฯ สะท้อนว่ากลุ่มนักเล่นหุ้นที่มาแรงที่สุดคือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยและมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน

ในเมื่อ “เวที” ของนักลงทุนรายย่อยย้ายจากโลกจริงไปออนไลน์ มีประเด็นอะไรบ้างที่นักลงทุนรุ่นใหม่ควรระวัง และผู้กำกับควรดูแล?

กรณีที่เกิดในอเมริกากว่าหนึ่งทศวรรษก่อน ตอนที่การซื้อขายหุ้นออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม คล้ายๆ กับบรรยากาศในไทยปัจจุบัน อาจเป็นจุดตั้งต้นที่ดีให้เราเริ่มตอบคำถามนี้

ข่าวใหญ่ในเดือนกันยายน ปี 2000 ไม่นานก่อนที่ตลาดหุ้นแนสแด็กของอเมริกาจะดิ่งเหว คือข่าว ก.ล.ต. อเมริกัน ตกลงยอมความนอกศาลกับนักลงทุนรายย่อยนาม โจนาธาน เลอเบด (Jonathan Lebed) ในข้อหา “สร้างราคาหุ้นเทียม” ภายใต้ข้อตกลงนี้ Lebed ถูกริบกำไรราว 285,000 ดอลลาร์ หรือประมาณร้อยละ 35 ของกำไรทั้งหมดที่ได้จากการเทรด แต่ไม่ต้องยอมรับว่ากระทำผิดกฎหมายใดๆ (ถ้า ก.ล.ต. ไทยมีอำนาจทางแพ่งก็จะสามารถใช้วิธีแบบนี้ได้)

ที่เป็นข่าวใหญ่คือ กรณีนี้เป็นครั้งแรกที่ ก.ล.ต. สหรัฐ ลงโทษเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

โจนาธาน เลอเบด อายุ 15 ปีในวันที่เขาถูกจับ เล่นหุ้นออนไลน์ได้เงินกว่า 800,000 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียงหกเดือน จากทุนตั้งต้น 8,000 ดอลลาร์ที่พ่อให้เป็นของขวัญวันเกิด เทรดหุ้นในชื่อพ่อ (ทั้งพ่อและแม่ของเขาไม่เล่นเน็ต) เปิดเว็บไซต์ของตัวเองชื่อ Stock-dogs.com เชิญชวนให้คนอื่นมาซื้อหุ้นราคาถูก (มีชื่อเล่นว่า “penny stocks”) ที่เขาคิดว่าเจ๋ง เลอเบดสร้างบัญชีผู้ใช้หลายบัญชี เข้าไปโพสต์เชียร์หุ้นตามแชทรูมและกระดานสนทนาต่างๆ

ก.ล.ต. มองว่าการโพสต์เชียร์ให้คนอื่นซื้อหุ้นที่เขาถืออยู่แล้ว โดยใช้บัญชีหลายบัญชี (ปกปิดตัวตนที่แท้จริง อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในเน็ต) โพสต์ข้อความซ้ำๆ กันทีละหลายร้อยครั้ง เข้าข่ายการ “สร้างราคาหุ้น” โดยมิชอบ เพราะกิจกรรมของเขาส่งผลต่อตลาดหุ้น บริษัทขนาดเล็กที่เขาเทรดปกติมีปริมาณการซื้อขายเพียง 60,000 หุ้นต่อวัน เพียงหนึ่งวันหลังจากที่เขาโพสต์เชียร์หุ้น ปริมาณการซื้อขายของหุ้นบริษัทเหล่านี้ก็พุ่งขึ้นไปถึงหลักล้านหุ้น

เลอเบดยืนกรานตลอดมาว่าสิ่งที่เขาทำไม่แตกต่างจากสิ่งที่ “มืออาชีพ” ในภาคการเงินทำกันทุกวัน ต่างกันแต่ตรงที่เขาใช้อินเทอร์เน็ตเท่านั้น ในจดหมายถึงทนายความของเขา เลอเบดเขียนว่า “ทุกเช้าผมดูรายการ Shop at Home ทางเคเบิลทีวี …พิธีกรชอบพูดประมาณ ‘ดีลนี้เจ๋งที่สุดในประวัติศาสตร์รายการเรานะครับ! ไม่ต้องคิดเลยครับท่านผู้ชม! เร่เข้ามาสั่งก่อนของหมดนะครับ!’ …เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเวลาที่ใช้คำแบบนี้ ตราบใดที่เขาไม่ได้โกหกเกี่ยวกับสภาพหรือสเปคของสินค้า เขาก็ไม่ได้ก่ออาชญากรรม คนที่คุยกันเรื่องหุ้นก็เหมือนกัน”

กรณีของเลอเบดก่อให้เกิดคำถามว่า ในยุคอินเทอร์เน็ต เส้นแบ่งระหว่างการ “เชียร์หุ้น” (ไม่ผิดกฎหมาย) กับ “สร้างราคาหุ้น” (ผิดกฎหมาย) นั้น อยู่ตรงไหนกันแน่และเราจะรู้ได้อย่างไร?
ตอนที่แล้วผู้เขียนเล่าเรื่อง โจนาธาน เลอเบด (Jonathan Lebed) นักเชียร์หุ้นชาวอเมริกันที่ตกเ
เมื่อเขากลายเป็นวัยรุ่นคนแรกที่ถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อเมริกัน ดำเนินคดีในข้อหา “สร้างราคาหุ้น” (ซึ่งถ้าเทียบกับกฎหมายหลักทรัพย์ของไทยจะตรงกับมาตรา 240 ที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดเผยแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้น หรือลดลง”)

เลอเบดยืนกระต่ายขาเดียวว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด การโพสต์เชียร์หุ้นของเขา ต่อให้โพสต์จากบัญชีผู้ใช้หลายบัญชี และต่อให้ส่งผลต่อราคาหุ้นจริงๆ นั้น เป็นเรื่องปกติที่ “ใครๆ ก็ทำกัน” รวมทั้งนักการเงินมืออาชีพ

ส่วนคำถามที่ว่าหุ้นของบริษัทที่เขาเชียร์จะขึ้นตามที่อ้างจริงๆ หรือเปล่า และเขามั่นใจได้อย่างไรว่าจะขึ้น ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนพึงสังวรเอง เพราะทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า “การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง” ฉะนั้นจึงต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองไม่ต่างจากเวลาฟังนักวิเคราะห์

แน่นอน ก.ล.ต. อเมริกันไม่เห็นด้วยกับเลอเบด แต่การตกลงยอมความโดยให้เขาไม่ต้องยอมรับผิด และคืนกำไรที่ได้จากการเล่นหุ้น 285,000 ดอลลาร์ หรือราวร้อยละ 35 จากกำไรทั้งหมดกว่า 800,000 ดอลลาร์ที่เขาได้จากการเทรดหุ้นออนไลน์ แทนที่จะยึดกำไรทั้งหมด ในสายตาของผู้สังเกตการณ์หลายคนก็คือ “หลักฐาน” ว่า ก.ล.ต. สหรัฐเองก็ไม่แน่ใจ 100% ว่าเลอเบดทำผิดกฎหมาย และยังไม่มั่นใจว่าจะมองโลกใหม่ที่นักลงทุนคุยกันผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างไรดี

เส้นแบ่งระหว่าง “การเชียร์หุ้น” (ไม่ผิดกฎหมาย) กับ “การปั่นหุ้น” (ผิดกฎหมาย) นั้นเลือนรางกว่าเดิมมากในยุคอินเทอร์เน็ต และข้อเท็จจริงที่ทำให้ประเด็นนี้ซับซ้อนกว่าเดิมคือ เส้นแบ่งระหว่าง “มืออาชีพ” กับ “มือสมัครเล่น” ก็เลือนรางลงมากเช่นกัน กล่าวคือ บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของมืออาชีพที่แนะนำให้ “ซื้อ” หรือ “ขาย” หุ้น และเผยแพร่ราคาเป้าหมาย อาจพยากรณ์ราคาหุ้นในอนาคตได้ไม่ “ถูกต้อง” กว่า “ตัวเลขผีบอก” (ฝรั่งเรียกว่า whisper numbers) ที่มือสมัครเล่นประเมินและบอกต่อกันเองก็ได้

ผลการวิจัยซึ่งจัดทำโดยบลูมเบิร์ก สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก เผยว่าราคาหุ้นเป้าหมายที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์และเว็บบอร์ดของนักลงทุนมือสมัครเล่นในอเมริกานั้น ผิดเพี้ยนไปจากราคาจริงราวร้อยละ 21 โดยเฉลี่ย ส่วนราคาเป้าหมายซึ่งประเมินโดยนักวิเคราะห์มืออาชีพปรากฏว่าพลาดเป้าเฉลี่ยร้อยละ 44 หรือพลาดมากกว่ามือสมัครเล่นถึงสองเท่า

ผลการวิจัยนี้น่าทึ่งไม่น้อยเมื่อคำนึงว่า มืออาชีพในตลาดทุนได้เปรียบมือสมัครเล่นด้านข้อมูลค่อนข้างมาก บริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ล้วนแต่อยากเอาใจนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะนักวิเคราะห์ที่สังกัดบริษัทหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียง ป้อนข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของบริษัทให้กับนักวิเคราะห์โดยตรงอย่างสม่ำเสมอ เซียนวิเคราะห์หุ้นมือสมัครเล่นต้องขวนขวายหาข้อมูลกันเอาเอง หรือไม่ก็ได้ข้อมูล “มือสอง” จากบทวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่แล้วอีกทีหนึ่ง

ตลาดหุ้นยุคอินเทอร์เน็ตจึงก่อให้เกิดคำถามยากๆ สำหรับผู้กำกับดูแลคือ ก.ล.ต. ทุกประเทศ ว่า “สมดุล” ควรจะอยู่ตรงไหนระหว่าง “ไม้แข็ง” คือ การบังคับใช้กฎเกณฑ์ (enforcement) กับ “ไม้อ่อน” อาทิ การปรับปรุงกฎการเปิดเผยข้อมูล การดำเนินโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการลงทุน ฯลฯ

การสร้างสมดุลที่ว่านี้มักต้องอาศัยการลองผิดลองถูก และขึ้นอยู่กับบริบทตลาดทุนของแต่ละประเทศ แต่เรื่องราวตอนต่อมาของหนุ่มน้อยเลอเบด ก็ช่วยชี้หนทางที่เราจะสร้างสมดุลได้อย่างน่าสนใจและเป็นประโยชน์กับตลาดกำลังพัฒนาอย่างไทย

เรื่องของเรื่องคือ หนึ่งทศวรรษหลังจากที่เขาตกลงยอมความ คืนกำไรส่วนหนึ่งให้กับ ก.ล.ต. ไป เลอเบดก็กลับมาโด่งดังในวงการ “หุ้นไม่เต็มบาท” (penny stocks หมายถึงหุ้นราคาถูก) ด้วยการเชียร์หุ้นผ่านเว็บไซต์ Lebed.biz (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) และจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเขายินดีส่งให้กับใครก็ตามที่ยินดีจ่ายค่าสมาชิก

เช่นเคย เลอเบดอ้างว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาบอกว่ากำลังทำประโยชน์ด้วยซ้ำให้กับบริษัทแนวโน้มดีที่ถูกละเลยจากนักวิเคราะห์มืออาชีพเพียงเพราะหุ้นมีราคาถูก เป็นบริษัทเล็ก ไม่ได้มีปริมาณการซื้อขายหุ้นมากพอที่มืออาชีพจะสนใจติดตามทำรายงาน

เที่ยวนี้ ก.ล.ต. สหรัฐยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ (บางคนมองว่า เป็นเพราะยัง “แหยง” กับข่าวเชิงลบที่ประสบเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ดำเนินคดีกับเลอเบดในวัย 15 ปี) แต่ชื่อเสียงของเลอเบดก็ป่นปี้ไปมากแล้วหลังจากที่ถูก “แฉ” ว่าเขาเชียร์หุ้นหลายตัวโดยไร้ซึ่งมูลความจริงใดๆ รองรับ และบางครั้งก็โกหกซึ่งหน้า โดยนักลงทุนรายย่อยที่ชอบเทรดหุ้นไม่เต็มบาทเหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนและบล็อกเกอร์ชื่อดังคนหนึ่งนาม ทิโมธี ไซค์ส์ (Timothy Sykes) เขียนเปิดโปงในปี 2012 ว่า เลอเบดไม่ใช่นักลงทุนที่เก่งกาจอะไร เขาเพียงแต่ถนัดใช้กลยุทธ์ “ลากขึ้นไปเชือด” (pump and dump) หลอกลวงให้นักลงทุนคนอื่นติดกับเท่านั้นเอง

กลยุทธ์ “ลากขึ้นไปเชือด” หมายถึงการเชียร์หุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง (ซึ่งมักจะเป็นหุ้นไม่เต็มบาท เพราะมีราคาถูก เชียร์ง่าย) ด้วยการปล่อยข่าวที่คนปล่อยรู้ว่าเป็นเท็จและจงใจบิดเบือนเพื่อให้นักลงทุนคนอื่นแห่มาซื้อหุ้น ราคาหุ้นจะได้ขึ้น เมื่อคนเชียร์หุ้น (ซึ่งไปซื้อตุนล่วงหน้าก่อนปล่อยข่าว) ได้กำไรตามเป้าแล้วก็จะเทขายหุ้นออกมา ปล่อยให้คนอื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ติดอยู่บนดอย

ไซค์ส์แฉกลโกงที่เลอเบดใช้ “ปั้น” ราคาหุ้นไม่เต็มบาทตัวหนึ่งคือ BVSN อย่างละเอียดลออบนบล็อกของเขา (อ่านออนไลน์ได้จาก http://www.timothysykes.com/2012/01/exposing-convicted-penny-stock-manipulator-jonathan-lebed-of-the-national-inflation-associations-latest-pump-dump/) สรุปใจความได้ว่า เลอเบดกับบริษัท “บังหน้า” ของเขาเชียร์หุ้นตัวนี้โดยไม่มีเหตุผลใดๆ รองรับ รวมทั้งอ้างว่าบริษัทนี้จะเป็น “เฟซบุ๊ครายต่อไป” ทั้งที่รายได้ของบริษัทลดลงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ติดกันมาแล้วหลายปี

เนื่องจากการ “ปล่อยข่าวเท็จ” เป็นหัวใจของกลยุทธ์ลากขึ้นไปเชือด (คือบริษัทไม่ได้ดีจริงอย่างที่นักเชียร์หุ้นหลอกให้เชื่อ) กลยุทธ์นี้จึงผิดกฎหมายหลักทรัพย์ทุกประเทศ รวมทั้งมาตรา 240 ในกฎหมายหลักทรัพย์ไทยด้วย ดังใจความที่ยกมาตอนต้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ทิโมธีและนักลงทุนอื่นๆ อีกหลายคนติดตามพฤติกรรมการเชียร์หุ้นของเลอเบดอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย เพราะมองเห็นโอกาสทำกำไรงามๆ ให้กับตัวเอง – ด้วยการชอร์ตหุ้นที่เขาเชียร์! (เพราะมั่นใจว่าถึงจุดหนึ่งเลอเบดจะทิ้ง ราคาหุ้นจะดิ่งเหว)

การติดตามตรวจสอบระหว่างนักลงทุนด้วยกันแบบนี้อาจเรียกได้ว่า “กลไกกำกับดูแลตัวเอง” (self regulation) ของนักลงทุน แต่ระบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ – การที่นักลงทุนหัวไวอย่างทิโมธีรู้ทันกลโกงของเลอเบดได้นั้น ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณกฎของ ก.ล.ต. สหรัฐ ที่ว่า สื่อที่ลงเนื้อหาเกี่ยวกับหุ้น รวมทั้งบล็อกและเว็บไซต์ต่างๆ จะต้องเปิดเผยว่าผู้เขียนได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทที่กำลังเชียร์อยู่หรือไม่ ได้รับเท่าไร และตัวเองถือหุ้นของบริษัทนั้นอยู่เท่าไร

ตอนที่แล้วผู้เขียนเล่าเรื่อง โจนาธาน เลอเบด (Jonathan Lebed) นักเชียร์หุ้นชาวอเมริกันที่ตกเ
เมื่อเขากลายเป็นวัยรุ่นคนแรกที่ถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อเมริกัน ดำเนินคดีในข้อหา “สร้างราคาหุ้น” (ซึ่งถ้าเทียบกับกฎหมายหลักทรัพย์ของไทยจะตรงกับมาตรา 240 ที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดเผยแพร่ข่าวอันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้น หรือลดลง”)

เลอเบดยืนกระต่ายขาเดียวว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด การโพสต์เชียร์หุ้นของเขา ต่อให้โพสต์จากบัญชีผู้ใช้หลายบัญชี และต่อให้ส่งผลต่อราคาหุ้นจริงๆ นั้น เป็นเรื่องปกติที่ “ใครๆ ก็ทำกัน” รวมทั้งนักการเงินมืออาชีพ

ส่วนคำถามที่ว่าหุ้นของบริษัทที่เขาเชียร์จะขึ้นตามที่อ้างจริงๆ หรือเปล่า และเขามั่นใจได้อย่างไรว่าจะขึ้น ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนพึงสังวรเอง เพราะทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า “การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง” ฉะนั้นจึงต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองไม่ต่างจากเวลาฟังนักวิเคราะห์

แน่นอน ก.ล.ต. อเมริกันไม่เห็นด้วยกับเลอเบด แต่การตกลงยอมความโดยให้เขาไม่ต้องยอมรับผิด และคืนกำไรที่ได้จากการเล่นหุ้น 285,000 ดอลลาร์ หรือราวร้อยละ 35 จากกำไรทั้งหมดกว่า 800,000 ดอลลาร์ที่เขาได้จากการเทรดหุ้นออนไลน์ แทนที่จะยึดกำไรทั้งหมด ในสายตาของผู้สังเกตการณ์หลายคนก็คือ “หลักฐาน” ว่า ก.ล.ต. สหรัฐเองก็ไม่แน่ใจ 100% ว่าเลอเบดทำผิดกฎหมาย และยังไม่มั่นใจว่าจะมองโลกใหม่ที่นักลงทุนคุยกันผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างไรดี

เส้นแบ่งระหว่าง “การเชียร์หุ้น” (ไม่ผิดกฎหมาย) กับ “การปั่นหุ้น” (ผิดกฎหมาย) นั้นเลือนรางกว่าเดิมมากในยุคอินเทอร์เน็ต และข้อเท็จจริงที่ทำให้ประเด็นนี้ซับซ้อนกว่าเดิมคือ เส้นแบ่งระหว่าง “มืออาชีพ” กับ “มือสมัครเล่น” ก็เลือนรางลงมากเช่นกัน กล่าวคือ บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของมืออาชีพที่แนะนำให้ “ซื้อ” หรือ “ขาย” หุ้น และเผยแพร่ราคาเป้าหมาย อาจพยากรณ์ราคาหุ้นในอนาคตได้ไม่ “ถูกต้อง” กว่า “ตัวเลขผีบอก” (ฝรั่งเรียกว่า whisper numbers) ที่มือสมัครเล่นประเมินและบอกต่อกันเองก็ได้

ผลการวิจัยซึ่งจัดทำโดยบลูมเบิร์ก สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลก เผยว่าราคาหุ้นเป้าหมายที่ตีพิมพ์บนเว็บไซต์และเว็บบอร์ดของนักลงทุนมือสมัครเล่นในอเมริกานั้น ผิดเพี้ยนไปจากราคาจริงราวร้อยละ 21 โดยเฉลี่ย ส่วนราคาเป้าหมายซึ่งประเมินโดยนักวิเคราะห์มืออาชีพปรากฏว่าพลาดเป้าเฉลี่ยร้อยละ 44 หรือพลาดมากกว่ามือสมัครเล่นถึงสองเท่า

ผลการวิจัยนี้น่าทึ่งไม่น้อยเมื่อคำนึงว่า มืออาชีพในตลาดทุนได้เปรียบมือสมัครเล่นด้านข้อมูลค่อนข้างมาก บริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ล้วนแต่อยากเอาใจนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะนักวิเคราะห์ที่สังกัดบริษัทหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียง ป้อนข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของบริษัทให้กับนักวิเคราะห์โดยตรงอย่างสม่ำเสมอ เซียนวิเคราะห์หุ้นมือสมัครเล่นต้องขวนขวายหาข้อมูลกันเอาเอง หรือไม่ก็ได้ข้อมูล “มือสอง” จากบทวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่แล้วอีกทีหนึ่ง

ตลาดหุ้นยุคอินเทอร์เน็ตจึงก่อให้เกิดคำถามยากๆ สำหรับผู้กำกับดูแลคือ ก.ล.ต. ทุกประเทศ ว่า “สมดุล” ควรจะอยู่ตรงไหนระหว่าง “ไม้แข็ง” คือ การบังคับใช้กฎเกณฑ์ (enforcement) กับ “ไม้อ่อน” อาทิ การปรับปรุงกฎการเปิดเผยข้อมูล การดำเนินโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการลงทุน ฯลฯ

การสร้างสมดุลที่ว่านี้มักต้องอาศัยการลองผิดลองถูก และขึ้นอยู่กับบริบทตลาดทุนของแต่ละประเทศ แต่เรื่องราวตอนต่อมาของหนุ่มน้อยเลอเบด ก็ช่วยชี้หนทางที่เราจะสร้างสมดุลได้อย่างน่าสนใจและเป็นประโยชน์กับตลาดกำลังพัฒนาอย่างไทย

เรื่องของเรื่องคือ หนึ่งทศวรรษหลังจากที่เขาตกลงยอมความ คืนกำไรส่วนหนึ่งให้กับ ก.ล.ต. ไป เลอเบดก็กลับมาโด่งดังในวงการ “หุ้นไม่เต็มบาท” (penny stocks หมายถึงหุ้นราคาถูก) ด้วยการเชียร์หุ้นผ่านเว็บไซต์ Lebed.biz (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) และจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเขายินดีส่งให้กับใครก็ตามที่ยินดีจ่ายค่าสมาชิก

เช่นเคย เลอเบดอ้างว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขาบอกว่ากำลังทำประโยชน์ด้วยซ้ำให้กับบริษัทแนวโน้มดีที่ถูกละเลยจากนักวิเคราะห์มืออาชีพเพียงเพราะหุ้นมีราคาถูก เป็นบริษัทเล็ก ไม่ได้มีปริมาณการซื้อขายหุ้นมากพอที่มืออาชีพจะสนใจติดตามทำรายงาน

เที่ยวนี้ ก.ล.ต. สหรัฐยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ (บางคนมองว่า เป็นเพราะยัง “แหยง” กับข่าวเชิงลบที่ประสบเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ดำเนินคดีกับเลอเบดในวัย 15 ปี) แต่ชื่อเสียงของเลอเบดก็ป่นปี้ไปมากแล้วหลังจากที่ถูก “แฉ” ว่าเขาเชียร์หุ้นหลายตัวโดยไร้ซึ่งมูลความจริงใดๆ รองรับ และบางครั้งก็โกหกซึ่งหน้า โดยนักลงทุนรายย่อยที่ชอบเทรดหุ้นไม่เต็มบาทเหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนและบล็อกเกอร์ชื่อดังคนหนึ่งนาม ทิโมธี ไซค์ส์ (Timothy Sykes) เขียนเปิดโปงในปี 2012 ว่า เลอเบดไม่ใช่นักลงทุนที่เก่งกาจอะไร เขาเพียงแต่ถนัดใช้กลยุทธ์ “ลากขึ้นไปเชือด” (pump and dump) หลอกลวงให้นักลงทุนคนอื่นติดกับเท่านั้นเอง

กลยุทธ์ “ลากขึ้นไปเชือด” หมายถึงการเชียร์หุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง (ซึ่งมักจะเป็นหุ้นไม่เต็มบาท เพราะมีราคาถูก เชียร์ง่าย) ด้วยการปล่อยข่าวที่คนปล่อยรู้ว่าเป็นเท็จและจงใจบิดเบือนเพื่อให้นักลงทุนคนอื่นแห่มาซื้อหุ้น ราคาหุ้นจะได้ขึ้น เมื่อคนเชียร์หุ้น (ซึ่งไปซื้อตุนล่วงหน้าก่อนปล่อยข่าว) ได้กำไรตามเป้าแล้วก็จะเทขายหุ้นออกมา ปล่อยให้คนอื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ติดอยู่บนดอย

ไซค์ส์แฉกลโกงที่เลอเบดใช้ “ปั้น” ราคาหุ้นไม่เต็มบาทตัวหนึ่งคือ BVSN อย่างละเอียดลออบนบล็อกของเขา (อ่านออนไลน์ได้จาก http://www.timothysykes.com/2012/01/exposing-convicted-penny-stock-manipulator-jonathan-lebed-of-the-national-inflation-associations-latest-pump-dump/) สรุปใจความได้ว่า เลอเบดกับบริษัท “บังหน้า” ของเขาเชียร์หุ้นตัวนี้โดยไม่มีเหตุผลใดๆ รองรับ รวมทั้งอ้างว่าบริษัทนี้จะเป็น “เฟซบุ๊ครายต่อไป” ทั้งที่รายได้ของบริษัทลดลงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ติดกันมาแล้วหลายปี

เนื่องจากการ “ปล่อยข่าวเท็จ” เป็นหัวใจของกลยุทธ์ลากขึ้นไปเชือด (คือบริษัทไม่ได้ดีจริงอย่างที่นักเชียร์หุ้นหลอกให้เชื่อ) กลยุทธ์นี้จึงผิดกฎหมายหลักทรัพย์ทุกประเทศ รวมทั้งมาตรา 240 ในกฎหมายหลักทรัพย์ไทยด้วย ดังใจความที่ยกมาตอนต้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ทิโมธีและนักลงทุนอื่นๆ อีกหลายคนติดตามพฤติกรรมการเชียร์หุ้นของเลอเบดอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย เพราะมองเห็นโอกาสทำกำไรงามๆ ให้กับตัวเอง – ด้วยการชอร์ตหุ้นที่เขาเชียร์! (เพราะมั่นใจว่าถึงจุดหนึ่งเลอเบดจะทิ้ง ราคาหุ้นจะดิ่งเหว)

การติดตามตรวจสอบระหว่างนักลงทุนด้วยกันแบบนี้อาจเรียกได้ว่า “กลไกกำกับดูแลตัวเอง” (self regulation) ของนักลงทุน แต่ระบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ – การที่นักลงทุนหัวไวอย่างทิโมธีรู้ทันกลโกงของเลอเบดได้นั้น ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณกฎของ ก.ล.ต. สหรัฐ ที่ว่า สื่อที่ลงเนื้อหาเกี่ยวกับหุ้น รวมทั้งบล็อกและเว็บไซต์ต่างๆ จะต้องเปิดเผยว่าผู้เขียนได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทที่กำลังเชียร์อยู่หรือไม่ ได้รับเท่าไร และตัวเองถือหุ้นของบริษัทนั้นอยู่เท่าไร

Advertisements