ธุรกิจโจร-Sunset Industry
สิงหาคม 3, 2013 Filed under บทความ Posted by ดร.นิเวศน์
ผมเพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านที่ปลูกใหม่บนพื้นที่บ้านเดิมในซอยรางน้ำเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็ถูกขโมยงัดแงะเข้าบ้านถึง 2 ครั้งเข้าไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมาโจรไม่เคยเข้าบ้านเลย วิเคราะห์แล้วผมคิดว่าสาเหตุคือ หนึ่ง บ้านหลังเก่านั้นเป็นบ้านชั้นเดียวและใช้วัสดุพื้น ๆ ไม่มีการตกแต่งอะไรเลย ดังนั้น โจรจึงคิดว่าไม่มีของอะไรให้ขโมย แต่บ้านหลังใหม่นี้สวยงาม เจ้าของคงมีเงินและคงมีทรัพย์สินมีค่าที่จะลักได้ ข้อสอง ก็คือ กำแพงบ้านยังไม่ได้ติดเหล็กแหลมและหน้าต่างบ้านก็ไม่ได้ติดเหล็กดัด ดังนั้น เป็นการง่ายที่จะปีนเข้าไปและงัดหน้าต่างกระจกเข้าบ้าน โชคยังดี ผมติดสัญญาณป้องกันขโมยไว้ ดังนั้น โจรจึงไม่สามารถลักของมีค่าไปได้ทั้งสองครั้ง แต่ผมเองก็คิดต่อไปว่า เอาเข้าจริง ๆ เราก็ไม่มีของมีค่าอะไรที่ควรแก่การขโมย อย่างมากก็เครื่องเสียงราคาไม่เกิน 3-4 พันบาทซึ่งไปขายต่อก็อาจจะได้แค่ 1-2 พันบาทเป็นอย่างมาก สิ่งที่กลัวไม่ใช่ของแต่เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของคนในบ้าน ความคิดต่อมาของผมก็คือ นี่คือ “สัจธรรม” หรือเปล่าที่ว่าเมืองไทยนั้นเต็มไปด้วย อาชญากรรมและมันไม่มีทางลดลงมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
โดยความบังเอิญ ผมได้อ่านพบว่า อาชญากรรมในประเทศพัฒนาแล้ว ที่แต่เดิมย้อนหลังไป 20-30 ปี ก็มีความคิดแทบจะเป็น “สัจธรรม” ว่ามีแต่จะเพิ่มขึ้นนั้น บัดนี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามันไม่เป็นความจริง เพราะสถิติอาชญากรรมในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกมีการลดลงต่อเนื่องมาประมาณ 20 ปีแล้วรวมถึงปีที่เศรษฐกิจตกต่ำคนตกงานเกือบ 20% อย่างในปัจจุบัน คนไทยที่ยังคิดว่าเมืองนิวยอร์คโดยเฉพาะในบางย่านนั้นเป็นเขตอันตรายที่เดินแทบไม่ได้นั้นแสดงว่าเขาคงไม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ เพราะนิวยอร์คเดี๋ยวนี้ปลอดภัยมาก เช่น สถิติรถหายเคยสูงถึงปีละเกือบ 150,000 คันเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เดี๋ยวนี้เหลือแค่ปีละ 10,000 คัน สถิติอาชญากรรมรุนแรงอื่น ๆ ก็ลดลงน่าจะเหลือแค่ 20-30% จากอดีต อาชญากรรมบางอย่างแทบจะสูญพันธุ์ไปเลย ที่ดูเหมือนว่าน่าจะยังมีอยู่บ้างก็น่าจะเป็นเรื่องของการล้วงกระเป๋าโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในบางเมืองหรือการลักของในห้างร้าน นอกจากนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องของการโกงหรือต้มตุ๋นที่ไม่ได้มีอาการของความรุนแรงต่อร่างกาย
สาเหตุที่อาชญากรรมลดลงอย่างต่อเนื่องมานานนั้นมีการวิเคราะห์กันมาก ที่โดดเด่นและน่าจะมีผลจริง ๆ ในระดับหนึ่งก็เช่น ข้อแรก คนในประเทศพัฒนาแล้วแก่ตัวลง คนที่ก่ออาชญากรรมนั้นมักจะมีอายุระหว่าง 16- 24 ปี ดังนั้นอาชญากรรมจึงมีน้อยลง อย่างไรก็ตามสถิติในเมืองใหญ่บางแห่งที่มีคนอายุระดับนั้นมากขึ้นก็ไม่แสดงว่าอาชญากรรมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้น เรื่องอายุคนจึงเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น เหตุผลต่อมาก็คือ เรื่องการที่กฎหมายอนุญาตให้มีการทำแท้งได้ในสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งทำให้เด็กที่เกิดโดยแม่ที่ยากจนและไม่เป็นที่ต้องการลดลง นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาชญากรรมที่อาจจะเกิดจากเด็กกลุ่มนี้ลดลง แต่นี่ก็คงไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงเพราะบางประเทศเช่นในอังกฤษก็อนุญาตให้มีการทำแท้งได้ก่อนหน้านั้นนานแต่สถิติอาชญากรรมก็ยังลดลงต่อเนื่อง
เหตุผลประการที่สามที่มีการพูดกันอีกก็คือ การเลิกใช้สารตะกั่วในน้ำมันเบนซิน เพราะมีความเชื่อกันว่าสารตะกั่วทำให้คนก้าวร้าวก่ออาชญากรรมง่าย แต่นี่ก็คงเหมือนกับกรณีอื่น ๆ ที่ว่าถ้ามันเลิกใช้มานานแล้ว สถิติก็ไม่น่าจะลดลงต่อไปอีก เหตุผลข้อที่สี่นั้นผมไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้ไหมเพราะเขาบอกว่าเป็นเพราะเด็กรุ่นใหม่นั้นไม่ค่อยก้าวร้าว มีนิสัยดีขึ้น และจำนวนคนที่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ทั้งที่อายุกว่า 30 ปีแล้วโดยเฉพาะในยุโรปสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม สถิติของคนที่ถูกจับเพราะก่ออาชญากรรมเป็นครั้งแรกในอังกฤษนั้นลดลงถึง 44%
ดูเหมือนว่าเหตุผลที่น่าจะมีน้ำหนักที่สุดที่ทำให้อาชญากรรมลดลงก็คือ โอกาสหรือความคุ้มค่าของการก่ออาชญากรรม นั่นก็คือ ในอดีตนั้น สินค้าที่เป็นทรัพย์สินต่าง ๆ มักมีราคาแพงและเฉพาะคนที่มีรายได้สูงพอเท่านั้นที่มีปัญญาซื้อมาใช้ เช่น รถยนต์ เครื่องเล่นวิดีโอหรือเครื่องเสียง เครื่องประดับต่าง ๆ ซึ่งทำให้คนอยากขโมย แต่ต่อมาสิ่งเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะถูกลงมาเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับรายได้ของคน ดังนั้น มันจึงอาจจะดูไม่ค่อยคุ้มนักที่จะทำ ประกอบกับเหตุผลที่สำคัญก็คือ เทคโนโลยีในการป้องกันและตามจับโจรนั้นมีการพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดและต้นทุนถูกมากเช่นกล้อง CCTV และระบบสัญญาณกันขโมยตามบ้านและห้างร้าน เป็นต้น สิ่งนี้ทำให้อาชญากรรมลดลงเนื่องจากผลตอบแทนที่จะได้รับถ้าทำสำเร็จลดลง ในขณะเดียวกันโอกาสที่จะถูกจับได้ ทั้งในช่วงที่ก่ออาชญากรรมและหลังจากการกระทำแล้วสูงขึ้นมาก พูดง่าย ๆ Low Return แต่ High Risk หรือผลตอบแทนต่ำแต่ความเสี่ยงสูง ดังนั้นเขาก็ไม่อยากทำ
ในประเทศไทยเองนั้น ผมไม่มีสถิติการเกิดอาชญากรรมว่าเป็นอย่างไร ถ้าดูแนวโน้มจากประเทศพัฒนาแล้วก็น่าจะต้องค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการจี้ปล้นและการลักขโมย อย่างไรก็ตาม สถิติที่ดูแล้วไม่น่าที่จะลดลงในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็คือเรื่องของยาเสพติดที่ดูเหมือนว่าผลตอบแทนจะสูงมากซึ่งทำให้อาชญากรอยากหรือกล้าที่จะเสี่ยง เช่นเดียวกัน อาชญากรรมที่เกี่ยวกับการหลอกลวงทางด้านการเงินโดยเฉพาะผ่านทางอินเตอร์เน็ตน่าจะสูงขึ้นเนื่องจากผลตอบแทนสูงและระบบการป้องกันและตามจับยังไม่ได้มีการพัฒนามากนัก เช่นเดียวกัน การหลอกลวงโดยอ้างอิงความเชื่อและอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อให้คนหลงเชื่อและจ่ายเงินให้แก่อาชญากรก็น่าจะยังคงดำเนินต่อไปไม่ลดลง เหตุผลก็เพราะเราไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิผลพอในการป้องกันและตามจับ พูดถึงเรื่องเหล่านี้แล้วก็ทำให้นึกถึงการลงทุนในตลาดหุ้นที่ผมคิดว่าอาจจะมีการประกอบอาชญากรรมอยู่ไม่น้อยโดยที่เราไม่รู้หรือทำอะไรไม่ได้ด้วย เหตุผลก็เพราะผลตอบแทนนั้นสูงลิ่วแต่ความเสี่ยงกลับไม่มาก บทลงโทษเองก็ไม่สูงนัก
ผมไม่รู้ว่าสถิติการเกิดอาชญากรรมของไทยลดลงหรือยังใน พ.ศ. นี้ อาจจะยังเพิ่มอยู่ แต่ผมเชื่อว่าในที่สุดก็น่าจะลดลง เพราะผมไม่เห็นว่าเราจะแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วตรงไหนยกเว้นรายได้ที่ในที่สุดเราก็น่าจะตามไปทันระดับของเขาในวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยเชื่อก็คือ การคอร์รัปชั่นในวงราชการไม่มีลดมีแต่จะเพิ่มขึ้น ผมเองก็ไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องจริงไหม แต่สิ่งที่ผมคิดก็คือ มันก็มีความเป็นไปได้ว่าการคอร์รัปชั่นในที่สุดก็น่าจะต้องค่อย ๆ ลดลง ว่าที่จริงประเทศที่เจริญแล้วแม้แต่ในอเมริกาครั้งหนึ่งก็มีการคอร์รัปชั่นกันมาก เช่นเดียวกัน ประเทศในเอเชียเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฮ่องกงนั้น ในสมัยก่อนก็มีการคอร์รัปชั่นกันมากเหมือนกัน แต่เมื่อประเทศเจริญขึ้นและมีการสร้างระบบที่ป้องกันและต่อต้าน การคอร์รัปชั่นก็ลดลงไปมาก เรียกว่าเป็น “อุตสาหกรรมตะวันตกดิน” ไปเลย พูดแบบนี้หลายคนอาจจะมีความเห็นแย้งอย่างแรง เขาอาจคิดว่าในระบบการเมืองและนักการเมืองแบบไทย การคอร์รัปชั่นนั้นมีแต่จะมากขึ้นจนประเทศอาจ “ล้มละลาย” หรือ “สิ้นชาติ” ผมเองก็ไม่รู้ว่าการคอร์รัปชั่นของไทยจะลดลงได้อย่างไร ผมเพียงแต่รู้ว่าอะไรที่มัน “Impossible” หรือที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เช่นเรื่องการลดลงของอาชญากรรมนั้น มันก็เป็นไปแล้ว การคอร์รัปชั่นนั้น ว่าที่จริงมันก็เป็นอาชญากรรมอีกแบบหนึ่ง เมื่อถึงเวลา มันก็ควรต้องค่อย ๆ ลดลง
พูดถึงตรงนี้ผมเองก็นึกว่า ตกลงมันเกี่ยวข้องกับการลงทุนไหม? บอกตรง ๆ ยังนึกไม่ใคร่ออก เรื่องหนึ่งที่จะอ้างได้ก็คือ บทความเรื่องนี้อาจจะสอนให้รู้ว่า อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ทุกคนเชื่อกันขนาดเป็น “สัจธรรม” ว่ามันต้องไปเพียงทางเดียวเท่านั้น มันก็อาจจะเปลี่ยนกลับทางได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีอะไร Impossible ทั้งด้านที่ดีและร้าย

Advertisements