กรณีศึกษาจาก JAL

คอลัมน์ วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2556

ปัญหาขาดทุนและความล้มเหลวของสายการบินแห่งชาติ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อาการที่กำลังเกิดขึ้น เริ่มเข้าขั้นต้องเตรียมเข้าห้องไอซียู. กันอีกไม่ช้าไม่นาน เพราะไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมไหน ล้วนเห็นแต่มุมมองที่เลวร้ายอันเนื่องมาจากความล้มเหลวของการบริหารจัดการที่ไม่เพียงแค่แก้ไม่ตกเท่านั้น หากยังจะเลวร้ายในอันตราเร่งเสียด้วย

แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คำพยากรณ์ของใครบางคนที่บอกว่า หากปล่อยให้ความเลวร้ายเช่นนี้ดำเนินไป จะทำให้การบินไทยตกอยู่ในสภาพเดียวกับสายการบิน JAL หรือเจแปนแอร์ไลน์ ของญี่ปุ่นเมื่อ 3 ปีก่อนที่ถึงขั้นประกาศล้มละลายมาเป็นตัวอย่าง จะได้รับการแสดงความเห็นพ้องด้วยอย่างรอบด้าน

JAL เคยเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นเช่นเดียวกันกับ การบินไทย ในอดีตครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นสายการบินเอเชียใหญ่ที่สุดในด้านรายได้ แต่เมื่อต้นปี 2553 มีปัญหาขาดทุนเรื้อรังจนหมดความสามารถหมดชำระหนี้สินเงินกู้ และตราสารหนี้ที่ล้นพ้นตัวกับเจ้าหนี้สถาบันการเงินใหญ่ 3 รายหลักของญี่ปุ่น จนต้องยื่นต่อศาลล้มละลายกลาง ขอเข้าโครงการฟื้นฟูกิจการ ปรับโครงสร้างหนี้ และถอนตัวออกจากตลาดหลักทรัพย์ภายใต้คำแนะนำของกองทุนฟื้นฟูกิจการ

หลังจากการเจรจาที่ยืดเยื้อ จนถึงขั้นหยุดดำเนินกิจการไปนาน2 ปี JAL ก็แปลงฐานะจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชนที่เป็นเอกชนเต็มตัว ด้วยเงื่อนไขฟื้นฟูกิจการหลายประการคือ ตัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิม (ส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจอื่น) ให้เหลือ 0% เพื่อรับเงินเพิ่มทุนใหม่ 3 แสนล้านเยน และล้างหนี้ 7.3 แสนล้านเยน

กระบวนการฟื้นฟูชนิด ”หักดิบ” ที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติธุรกิจ นี้ ยังเน้นเพิ่มเติมอีกว่า จะต้องกำหนดแผนธุรกิจหลักสำคัญ คือ ลดต้นทุนอย่างเคร่งครัด 2 แนวทางหลักคือ 1) ลดจำนวนและขายทิ้งเครื่องบินขนาดใหญ่ที่กินน้ำมันมากลง และตัดเส้นทางบินที่ไม่ทำกำไรทิ้งไป 2) เลิกจารีตจ้างงานตลอดชีวิตของญี่ปุ่น เป็นการลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่จากยอดรวมก่อนล้มละลาย 4.7 หมื่นคน เหลือแค่ 1.5 หมื่นคน ภายใน 5 ปี ภายในปี ค.ศ. 2015

แผนการลดต้นทุนดังกล่าว มุ่งหวังให้เป็นไปตามเงื่อนไขกำหนดให้ต้นทุนการบินของบริษัท ซึ่งวัดจาก ต้นทุนต่อจำนวนที่นั่งเมื่อถึงจุดคุ้มทุน (CASK- cost per available seat kilometer) จากเดิมก่อนล้มละลาย 13.8 เยน เหลือแค่ 11.4 เยนให้ได้

หลังจากการทำความสะอาดภายในเสร็จสิ้น JAL ก็มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ แล้วกลับเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นโตเกียว เริ่มต้นชีวิตครั้งที่สองอีกครั้ง เมื่อกลางปี 2555 ซึ่งปรากฏรายชื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มกองทุนทั้งในและต่างประเทศ 10 กว่ากองทุน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 65% และนักลงทุนสถาบันอีก 15%

หุ้นเพิ่มทุนใหม่ที่นำออกมาขายจำนวน 8.5 พันล้านหุ้น เพื่อให้ได้เงินทุนใหม่ 6.63 แสนล้านเยน ถูกนำเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป ทำให้ JAL กลับกลายมาเป็นสายการบินที่มีมาร์เก็ตแค็ปอันดับสองของเอเชีย รองลงมาจากสิงคโปร์แอร์ไลน์

นอกเหนือจากการลดต้นทุนแล้ว มาตรการเสริมเพื่อแข่งขันได้คือ วางยุทธศาสตร์การตลาดสร้างรายได้จากสายการบินประจำ บวกกับสายการบินโลว์คอสต์ แบบ “รบหลายทาง” เช่นการร่วมทุนกับแควนตัสของออสเตรเลียสร้างโลว์คอสต์ JetStar Japan 2 บริษัทโลว์คอสต์ของ ANAคู่ปรับสำคัญ และจับมือสร้างพันธมิตรกับสายการบินทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางการตลาดระหว่างกัน

สัมฤทธิ์ผลของการดำเนินการของ JAL ปรากฏอยู่ในราคาหุ้นที่ตลาดโตเกียว(ดังภาพประกอบ) ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า จากราคาไอพีโอ 3,790 เยนที่มีพี/อี 5 เท่า เพราะอันเดอร์ไรเตอร์แสดงท่าทีลังเลและไม่แน่ใจว่าอนาคตจะสดใสหรือไม่ มาถึงราคาปิดตลาดวันแรกที่ 3,830 เยน จนปิดตลาดล่าสุดเมื่อวานนี้ที่ระดับเหนือ 5,450 เยน สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นใจอนาคตของ JAL กำลังกลับคืนมา แต่นั่นยังไม่พอ เพราะต้นเดือนนี้เอง ผู้บริหารของบริษัทก็ยังเดินหน้าประกาศอีกว่า ปีนี้ จะต้องลดพนักงานลงไปอีก 19,133 ตำแหน่ง เพื่อที่ว่าภายใน อีก 2 ปีข้างหน้า จะมีพนักงานเหลือเพียงแค่ 1.5 หมื่นคนให้ได้ตามเงื่อนไขในช่วงฟื้นฟูกิจการ

วินัยและเข็มมุ่งที่แน่วแน่ของ JAL ดังกล่าว เป็นความเจ็บปวดในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างเลี่ยงไม่พ้น แต่กรณีศึกษาเช่นนี้ หากนำมาใช้กับการบินไทย จะต้องเจ็บปวดยิ่งกว่า เพราะกฎกติกาที่คร่ำคร่าซึ่งยึดถือกันมาภายใต้กฎหมายรัฐวิสาหกิจเมื่อ 50 ปีก่อน ยังถูกนำมาใช้อ้างครั้งแล้วครั้งเล่าจากหลายฝ่ายที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง

การเปลี่ยนแปลงในการบินไทย เพื่อให้อยู่รอดในแนวทาง CASK ที่เคร่งครัด ทำนองเดียวกับJALนั้นอาจจะหมายถึงความอลหม่านอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ซึ่งมีคำถามตามมาว่า ใครจะหาญกล้าทำสิ่งดังกล่าว โดยไม่ถูกข้อหาว่า “ทำลายสมบัติชาติ” ดังที่ผู้บริหารเครือ ปตท.ถูกกล่าวหากันเป็นประจำมานานหลายปีแล้ว

รึว่า จะศึกษากันเอาไว้อ้างโก้ๆ เพื่อรอวันการบินไทยล้มละลายไปเสียก่อน ก็อาจจะเป็นวัฒนธรรม”แบบไทยๆ”เพื่อให้ดู”เท่ แต่กินไม่ได้” ก็อาจจะไม่เลวเท่าใดนัก อย่างน้อยจะได้รู้ในอนาคตว่า เจ๊งกันเพราะอะไร

Advertisements