กลับมาฟอร์มดีอีกครั้งเมื่อ บริษัท บลิส เทล จำกัด (มหาชน) จับมือเป็นพันธมิตรกับ บริษัท จัสมินเทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด หรือ JTS ชนะการประมูลจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพา หรือ แท็บเลต ภายใต้แบรนด์ “DMA”

ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction ให้กับนักเรียนชั้น ม.1 และครู ประจำปีการศึกษา 2556 โซน 4 (ภาคอีสาน และภาคเหนือ) มูลค่าเกือบ 900 ล้านบาท
จักรกฤษณ์ ธนวิรุฬห์ บมจ.บลิส-เทล นั้น เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวจากในอดีตที่เคยเป็นหนึ่งในห้าเสือเชนสโตร์ค้าปลีกมือถือในเมืองไทย หากแต่ในปัจจุบันถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นเครื่องหมาย SP เนื่องจากไม่ส่งงบการเงินตั้งแต่ปี 2554 ที่ผ่านมา จนบมจ.บลิส-เทล ถูกเปลี่ยนมือจากกลุ่มของ บมจ.สามารถ และกลุ่มทุนข้ามชาติ ,กลุ่มของนางสาวประกายดาว เขมะจันตรี และ กลุ่มของไออีซี กับ นายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
ในช่วงที่กลุ่มของนายภูษณ เข้ามาบริหารจัดการได้มีการตัดขายช็อปมือถือจำนวน 50 กว่าแห่งให้กับบริษัท คอมพิวเตอร์ ซิสเท็ม คอนเนคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ CSC เมื่อช่วงปี 2555
วันนี้ บมจ.บลิส-เทล ได้มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อมีกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาลงทุน(ดูตารางโครงสร้างผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรกประกอบ) และ มอบหมายให้ นายจักรกฤษณ์ ธนวิรุฬห์ ในตำแหน่งกรรมการบริหาร/รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายงานการบริหารและการงาน และสามารถชนะประมูลจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเลต ให้กับนักเรียนชั้น ม.1 โซนภาค 4 มูลค่า 900 ล้านบาท
เมื่อพลิกดูโปรไฟล์ของ “จักรกฤษณ์” ชายหนุ่มกลางคนคนนี้ อายุ 49 ปี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และจบหลักสูตร MBA คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบการศึกษาสูงสุดที่คณะเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตย์พัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า
เคยผ่านประสบการณ์การทำงานในเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นระยะเวลา 8 ปี หลังจากนั้นก็ทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางด้านการเงินและได้ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับบริษัทที่มีชื่ออีกหลายบริษัท ปัจจุบันยังเป็นอาจารย์พิเศษปัญญาภิวัฒน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกด้วย
“จักรกฤษณ์” ถึงตัดสินใจเข้ามาบริหารธุรกิจใน บมจ.บลิส-เทล มีเหตุผลน่าติดตามจากบทสัมภาษณ์พิเศษบรรทัดถัดจากนี้!
*** บลิส-เทล แบรนด์ยังโอเค
นายจักรกฤษณ์ บอกถึงเหตุผลที่เข้ามาถือหุ้นทางอ้อมใน บมจ. บลิส-เทล เนื่องจากว่าแบรนด์ของ บลิส-เทล เป็นแบรนด์ที่ยังเป็นที่รู้จักในการจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ แม้แต่ผู้ที่ซื้อช็อป บลิส-เทล ไปดำเนินงานก็ยังคงใช้ชื่อแบรนด์เดิมเอาไว้
การเข้ามาบริหารจัดการครั้งนี้ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนเป็น 1.9 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนหุ้นละ 10 สตางค์ คิดเป็น 19,000 ล้านหุ้น
อย่างไรก็ตามภายหลังจากเข้ามาบริหารจัดการมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการบริหาร และเปลี่ยนคณะกรรมการจากจำนวน 7 คนเหลือเพียง 5 คน
ขณะที่ชื่อ บลิส-เทล ไม่สามารถเปลี่ยนได้เนื่องจากว่าถูกล็อกในข้อบังคับบริษัทถ้าเปลี่ยนแปลงชื่อต้องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรายการในหนังสือบริคณห์สนธิต้องเข้าประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่เท่านั้น
“ผมพยายามใช้ผลงานเปลี่ยนแปลงอย่างกรณีโครงการแท็บเลต ม.1. ที่ชนะการประมูลในครั้งนี้เราทำงานอยู่เบื้องหลังมาเป็นปีก่อนเข้ามาสวมสิทธิ์ใน บลิส-เทล และการเข้ามาร่วมมือกับจัสมินฯ แบบกระชั้นชิดเลยตัดสินใจจับมือกับจัสมินฯเพราะทีมงานทางด้านเทคนิคและทีมงานขายมีความคุ้นเคยกับกลุ่มบริษัทนี้เป็นอย่างดี”
*** ผ่า 3 โครงสร้าง
นายจักรกฤษณ์ บอกต่ออีกว่าปัญหาของ บลิส-เทล ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมานอกจากมีปัญหาภายในองค์กรแล้วประเด็นปัญหาที่สำคัญ คือ ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ “ซัมซุง” และ “ไอโฟน” เพราะทั้งสองแบรนด์ได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตามหลังจากเข้ามาบริหารจัดการได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่แบ่งออกเป็น 3 สายธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจติดตั้งเครือข่ายโทรคมนาคม และบริการติดตั้งระบบเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีให้กับบรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย คือ เอไอเอส หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), ดีแทค หรือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และกลุ่มบริษัททรู กลุ่มธุรกิจที่ 2. คือ กลุ่มธุรกิจไอที และกลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์และดิจิตอล มีเดีย เป็นต้น
***ปักหลักเป็นโบรกเกอร์ไอที
อย่างไรก็ตาม นายจักรกฤษณ์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายของบริษัทนั้นทำหน้าที่เป็นโบรกเกอร์ไอที (หมายถึงการจัดหาสินค้าเข้ามาจำหน่าย) เพื่อนำสินค้าเข้ามาสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการค่ายมือถือ และหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่นโครงการของ สพฐ. เป็นต้น หรือ อย่างการนำกล่องรับ-ส่งสัญญาณ หรือ เซ็ทท้อปบล็อก เข้ามาจำหน่ายร่วมกับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เนื่องจาก กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) สนับสนุนงบประมาณในการแจกคูปองให้กับ บมจ.อสมท เพื่อนำกล่องรับส่งสัญญาณเข้ามาจำหน่าย
“เราอยู่เบื้องหลังดีกว่าใครจะประมูลก็ประมูลไป ในกลุ่มพวกผมงานสัมปทานมีความเสี่ยงในการซื้อระบบ และต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นระยะเวลา 10 ปีมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน แต่การซื้อระบบทำหน้าที่เป็นโบรกเกอร์จะดีกว่าเพราะความเสี่ยงไม่สูง”

Advertisements