InfoQuest News – สิงหาฯว่าแย่แล้ว กันยาฯอาจแย่ยิ่งกว่า
2 กันยายน 2556

ตามปกติแล้ววันสุดท้ายของเดือนก่อนที่จะมีวันหยุดสุดสัปดาห์นานสามวันมักมีแนวโน้มที่หุ้นจะพุ่งขึ้น 70% แต่ในวันสุดท้ายของเดือนสิงหาคมปีนี้ ทำท่าว่าจะเป็นเช่นนั้นได้ยากในเมื่อยังมีปัญหาซีเรียคุกรุ่นอยู่ หุ้นปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดีเนื่องจาก ความตึงเครียดเกี่ยวกับซีเรียลดลง และดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่จะมีการโจมตีโดยมีสหรัฐฯเป็นแกนนำก็เลื่อนออกไป ตลอดเดือนสิงหาคม ดัชนีดาวโจนส์ ปรับตัวลง 4.2% อยู่ที่ระดับ 14,840 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลง 2.8% อยู่ที่ 1,638 จุด ซึ่งถือเป็นเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 สำหรับดัชนีทั้งสองตัวนี้ ราคาน้ำมันก็ปรับตัวลงในวันพฤหัสบดีหลังจากที่พุ่งขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเพราะมีความวิตกว่าการโจมตีของสหรัฐฯต่อซีเรียอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายน้ำมันได้ แต่พอช่วงค่ำวันพฤหัสบดี รัฐสภาอังกฤษคว่ำมติที่จะให้อังกฤษสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในซีเรีย และในสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงหลายคนได้ไปบรรยายสรุปให้สมาชิกสภาคองเกรสฟังในช่วงหัวค่ำ ซึ่งดูเหมือนว่า ปฏิบัติการใดๆ ที่มีต่อซีเรียน่าจะเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่สอบสวนของสหประชาชาติรายงานผลการสรุปหลังจากที่ออกจากซีเรียในวันเสาร์ที่ 31 ส.ค.แล้ว อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นก็ยังเงียบเหงาในวันศุกร์ เนื่องจากมีความวิตกก่อนที่จะเข้าสู่เดือนกันยายน ซึ่งมักเป็นเดือนที่แย่สุดสำหรับหุ้น และเดือนกันยายนปีนี้จะเป็นเดือนที่ยุ่งยากเป็นพิเศษเพราะจะมีการเปิดเผยรายงานการจ้างงานประจำเดือนในสัปดาห์นี้ และคาดกันว่า เฟดจะตัดสินใจในเดือนกันยายนว่าจะลดโครงการซื้อพันธบัตรหรือไม่ ในขณะเดียวกัน ปัญหาซีเรียก็ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นลบอย่างปุบปับได้ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในหัวของนักลงทุนในขณะนี้ คือ การแทรกแซงซีเรียของสหรัฐฯ มีความหมายต่อตลาดอย่างไร ความจริงแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยและการประเมินมูลค่าที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยเป็นตัวคุกคามต่อตลาดหุ้นที่ใหญ่กว่าความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะปฏิบัติการทางทหารในซีเรีย แม้ว่าได้มีการโทษความวุ่นวายในซีเรียว่าเป็นสาเหตุให้ตลาดหุ้นอ่อนแอในเดือนที่ผ่านมา แต่เมื่อไปย้อนดูวิกฤติภูมิศาสตร์การเมืองหลายๆ ครั้งในอดีต พบว่า มีผลกระทบต่อตลาดค่อนข้างน้อย ยิ่งกว่านั้น วิกฤติต่างๆ จะมีผลกระทบในทางลบต่อตลาดมากเพียงไรยังขึ้นอยู่กับว่า มันกินเวลากี่เดือนกี่สัปดาห์ก่อนที่วิกฤติจะเกิดขึ้น และหลังจากเกิดวิกฤติขึ้นแล้ว ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และแพทเทิร์นของตลาดหุ้นในช่วงหลายเดือนต่อมา มักกลับไปอยู่ในจุดที่มันเคยอยู่หลายเดือนก่อนเกิดวิกฤติ หากไม่ปรับตัวขึ้น ตัวอย่างเช่น สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่หนึ่งและสอง ทั้งสองครั้ง ตลาดหุ้นอิดโรยลงเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่สงครามจะปะทุ และในแต่ละกรณี มักเกิดสงครามจริงๆ ในเวลาที่ค่อนข้างใกล้กับที่จะเริ่มเกิดการปรับตัวขึ้นใหม่และครั้งใหญ่ในตลาด นอกจากนี้ ในทั้งสองกรณีนี้ ความซบเซาในตลาดที่เกิดขึ้นก่อนสงครามจะปะทุเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดซบเซามาเป็นเวลาหลายปี ดังนั้นน่าจะมีเหตุผลไม่มากก็น้อยที่ลงความเห็นว่า ความอ่อนแอในตลาดเกิดจากตลาดอยู่ในช่วงภาวะหมีมากกว่าที่จะเป็นเพราะว่าสงครามกำลังใกล้เข้ามา ทีนี้มาดูปฏิกิริยาของตลาดหุ้นต่อการเกี่ยวข้องทางทหารของสหรัฐฯในสงครามกลางเมืองลิเบียเมื่อปี 2554 นักประวัติศาสตร์ถูกกดดันอย่างหนักที่จะให้เหตุผลเกี่ยวกับปฏิกิริยาของตลาดหุ้นในปี 2554ที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในลิเบีย ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอย่างสง่างามในปีก่อนที่สหรัฐจะเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องทางทหารในเดือนมีนาคมของปีนั้น และแม้ว่าตลาดปรับตัวลงรุนแรงในฤดูร้อนของปีนั้น แต่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้หุ้นปรับตัวลงมาจากปัญหาการเมืองที่เกี่ยวกับเพดานหนี้ในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นอาจจะเจอกับอัมพาตทางการเมืองแบบเดิมอีกในไม่กี่สัปดาห์นี้เนื่องจากกระทรวงการคลังสหรัฐเพิ่งประกาศว่าเพดานหนี้ในขณะนี้จะได้รับผลกระทบภายในเดือนตุลาคมนี้ มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อตลาดที่เกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่ยังคงเป็นผลงานเชิงวิชาการที่ได้มาตรฐานอยู่แม้ว่ามันจะมีอายุเก่าแก่ถึง 2 ทศวรรษแล้ว บทวิเคราะห์ดังกล่าว ตีพิมพ์ในเดอะ เจอร์นัล ออฟ พอร์ตโฟลิโอ แมเนจเมนต์ ในปีค.ศ. 1989 ซึ่งเขียนโดย เดวิด คัทเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจมส์ พอเตอร์บา จากเอ็มไอที และแลร์รี่ ซัมเมอร์ ซึ่งขณะนี้เป็นแคนดิเดตคนสำคัญที่จะได้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐคนต่อไป นักวิชาการเหล่านี้ออกแบบผลการศึกษาเพื่อหาหลักฐานว่าข่าวที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจมักมีผลกระทบมากต่อหุ้น พวกเขาโฟกัสไปที่ผลกระทบทั้งหมดในลำดับเหตุการณ์โลกที่สำคัญจากเวิลด์ อัลมาแน็ก เช่น การเกิดสงครามในเพิร์ล ฮาเบอร์และจบเหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นพังในปี 1987 และจากนั้นได้แยกผลกระทบ จากเหตุการณ์ใดๆ ที่นิวยอร์กไทม์ไม่ได้รายงานเป็นเรื่องเด่น กับผลกระทบที่เซ็กชั่นธุรกิจของนิวยอร์กไทม์ไม่ได้รายงานว่ามีผลกระทบต่อนักลงทุน ซึ่งในที่สุดได้มา 49 เหตุการณ์ เช่น เพิร์ล ฮาร์เบอร์ การลอบสังหารเคนเนดี้ และเหตุการณ์อื่นๆ จากนั้นได้วัดผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนีเอสแอนด์พี 500 ในวันสำคัญในประวัติศาสตร์เหล่านั้น และผลที่ได้ คือ มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยว่าเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ มีผลกระทบมากต่อตลาดหุ้น โดยเฉลี่ยแล้ว ในทั้ง 49 เหตุการณ์ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เคลื่อนไหวแค่ 1.46% ซึ่งมากกว่าการเคลื่อนไหว 0.56% ที่มักเกิดขึ้นในวันอื่นๆ ไม่ถึง 1% และเพราะว่ามีความแตกต่างกันน้อย นักวิชาการเหล่านี้จึงสรุปว่า ข่าวที่ไม่ใช่ข่าวเศรษฐกิจ มีผลกระทบน้อยอย่างน่าประหลาดใจต่อตลาดหุ้น อย่างไรก็ดี ต้องจำไว้ว่า ข้อสรุปนี้ไม่ได้หมายความว่า สงครามมีผลน้อยหรือไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยทั่วไปหรือต่อตลาดหุ้นโดยเฉพาะ แต่ข้อสรุปนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าตลาดหุ้นสามารถบั่นทอนอนาคตได้ และตลาดจะคำนึงหรือจดจำสิ่งที่นักลงทุนเห็นว่ามันจะพุ่งหลาวลงมา ซึ่งไม่ได้เป็นการคำนึงล่วงหน้าแค่ไม่กี่เดือน แต่บางครั้งเป็นเวลาหลายปีเสียด้วยซ้ำ ปัญหาซีเรียไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นบนโลก แต่เป็นที่รู้กันมานานหลายปีแล้วว่า ผู้ปกครองซีเรียมีอาวุธที่มีอำนาจทำลายสูง และเต็มใจที่จะใช้มัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้หารือมาหลายเดือนก่อนแล้ว ว่ามันจะหมายถึงอะไรหากรัฐบาลซีเรียข้าม “เส้นแดง” ซึ่งสหรัฐฯน่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องทางทหารด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งมากขึ้น —————————

Advertisements