“ชาญ บูลกุล ” หรือ ” มา ชาน ลี ” เป็นเซียนหุ้นรุ่นแรกๆของไทยที่มีลีลาลงทุนโลดโผนการซื้อ-ขายที่ดุดันในอดีตหลายครั้ง ถูกระบุว่าเขาอยู่เบื้องหลัง ครั้งหนึ่งในชีวิต ชาญ เกือบหมดตัว จากวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ก่อนฟื้นกลับมาทำธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินในนาม บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และหวนคืนตลาดหุ้นอีกครั้ง

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาเปิดใจกับ”ฐานเศรษฐกิจ” ในหลากแง่มุม ทั้งเรื่องส่วนตัว เศรษฐกิจ และที่ขาดไม่ได้คือ เคล็ดลับลงทุนสไตล์ชาญ เซียนหุ้นตัวพ่อ!!!!!
**มั่นใจเฟดไม่ถอนคิวอี
ชาญ มีมุมมองต่อตลาดหุ้นครึ่งปีหลังค่อนข้างบวก เขาบอกว่า ต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปแล้วกว่า 1.1 แสนล้านบาท และพันธบัตรไทยนับจากสิ้นไตรมาส 1/2556 ถึงปัจจุบันแล้วกว่า 1.2 แสนล้านบาท สาเหตุหลักก็มาจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ ฯ หรือเฟด จะถอนมาตรการการอัดฉีดเงินผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือคิวอีจริงหรือไม่ ทำให้นักลงทุนห่วงเอเชียจะกลับถอยมาเริ่มต้น เหมือนก่อนที่เฟดจะประกาศใช้คิวอี 3 ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเป็นมูลค่าถึง 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯต่อเดือนหรือไม่
“ที่ผ่านมาไทยได้อานิสงส์ จากเงินไหลเข้ายังตลาดหุ้น ตราสาร และอสังหาริมทรัพย์ อย่างหุ้นไทยก็เพราะผลจากคิวอี ทำให้ปรับขึ้นมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้ต่างกลัวผลจากการลดคิวอี จะทำให้ดอกเบี้ยปรับขึ้น เพราะทันทีที่มีกระแสข่าว ดอกเบี้ยมอร์เกจโลนของสหรัฐ ฯ 10 ปีก็ขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.7-2.8% และหากดอกเบี้ยขึ้น เอเชียจะกระทบมากสุด โดยเฉพาะอินโดนีเซีย , อินเดีย จะแย่เพราะเงินเฟ้อสูงกว่า 8-9% อีกทั้ง 2 ประเทศนี้มีการกู้เงินต่างประเทศเข้ามามาก เมื่อดอกเบี้ยอิงเงินเฟ้อก็ต้องสูงตามกว่า 9-10%” ชาญกล่าวและว่า
“การจะถอนคิวอี หรือดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น ประเทศเศรษฐกิจหลักเหล่านี้ ต้องมั่นใจว่าเศรษฐกิจตัวเองดีขึ้นแล้ว เพราะตัดสินใจพลาดงวดนี้เศรษฐกิจถอยหลังแน่ และถึงสิ้นปีนี้ ผมก็มองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ยิ่งเป็นการขึ้นของดอกเบี้ยระยะยาว เศรษฐกิจสหรัฐฯจะทรุดลงทันที เพราะปัญหาการว่างงานขณะนี้ก็ยังสูงถึง 7.4% ไม่ได้ตามเป้าที่ 6.5% อีกอย่างปีหน้า “เบน เบอร์นานคี” ประธานเฟดสหรัฐ ฯ จะเกษียณ ดังนั้นนโยบายสำหรับผู้ว่าการเฟดคนใหม่ก็ว่ากันใหม่ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจยุโรปก็ยังไม่แข็งแรง เพิ่งผ่านไป 2 ปีกว่า กว่าจะฟื้นผมว่าต้องใช้เวลากว่า 5 ปี ”
**ศก.ไทยยังดี-บาทอ่อนทรงตัว32 บ.
ส่วนประเทศไทย ชาญมองว่าจุดดีคือเงินเฟ้อต่ำเพียง 2-3% เทียบพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ดอกเบี้ยแค่ 4 % แต่อินโดนีเซียดอกเบี้ยสูงกว่าเท่าตัวคือ 8-9 % กระแสข่าวคิวอี ยังทำให้ค่าเงินในภูมิภาครวมทั้งไทยกระทบไปด้วย อย่างอินเดียลงไป 30% อินโดนีเซียลงไป 10-20% ไทยลงไป 10% กว่า ดังนั้นจึงไม่ใช่แต่ไทยแย่ ประเทศอื่นก็แย่ ส่งผลให้ส่งออกไตรมาส 2 ไทยหดตัว ( เมษายน –มิถุนายน 2556 ติดลบ 1.5% ครึ่งปีโต 1% ) เพราะเงินบาท (เมษายน ) เราแข็งค่าไปถึง 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
” ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2556 , ส่งออกไทยจะกลับมาดีขึ้น ค่าเงินจะมีเสถียรภาพเพราะบาทอ่อนลง ไม่เหมือนไตรมาส2/2556 และคิดว่าอย่างไรแล้วแบงก์ชาติก็ต้องสู้เพื่อให้เงินบาทยืนระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ว่าปัญหาเงินเฟ้อจะตามมา ”
ชาญ ยกข้อมูลยืนยันเศรษฐกิจไทยไม่ได้แย่ ดูง่าย ๆ 1. ธุรกิจแบงก์ปีนี้จะมี record กำไรมากที่สุด เหตุผลเพราะ 1.หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลจะสูง เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี แต่เอ็นพีแอลไม่ได้สูง 2. เศรษฐกิจแย่ ดอกเบี้ยต้องขึ้น แต่ผมไม่คิดว่า short term ดอกเบี้ยจะขึ้นได้เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกยังมีปัญหา ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ที่ดูเหมือนจะฟื้นแต่จริง ๆยังไม่ฟื้น อีกทั้งดีมานด์ประเทศเหล่านี้ไม่มี เพราะคนจนอยู่ เงินเฟ้อจึงไม่ขึ้น ดังนั้นไม่มีเหตุผลต้องขึ้นดอกเบี้ย ”

ชาญ บูลกุล **ฟองสบู่ยังห่าง
ส่วนที่วิตกว่าจะเกิดฟองสบู่ ชาญว่า มองอย่างไรก็ไม่ใช่ เพราะแบงก์เริ่มปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์น้อย วางเกณฑ์รัดกุม ให้ต้องขายได้อย่างต่ำ 40% ของจำนวนโครงการ ,ต้องมีมัดจำ 20% ถึงจะปล่อยกู้ แสดงว่าแบงก์ไม่ยอมปล่อยให้ง่าย ๆ ส่วนใหญ่จะปล่อยกู้ก็ให้กับอสังหาฯรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนบริษัทประเภท single project ไม่ปล่อยอยู่แล้ว จึงไม่น่าห่วงเท่าไร
ขณะที่ปัญหาหนี้สินครัวเรือน จากเดิมครัวเรือนเฉลี่ยมี 140,000 บาท ปัจจุบันพุ่งเป็น 188,000 บาท ตัวเลขนี้ทำให้แบงก์ชาติตกใจ แต่หากวิเคราะห์เป็นการปล่อยโดยแบงก์พาณิชย์ Private sector มีสัดส่วนเพียง 38% แต่ที่มากคือแบงก์รัฐ คือ 80-90% อันหลัง มากกว่า
“ราคาอสังหาริมทรัพย์วันนี้ ราคาก็แทบไม่ขยับ หลังจากขึ้นมาแล้ว ขณะที่การเก็งกำไรก็มีน้อย ส่วนใหญ่ซื้อแล้วก็อยู่ ไม่มีใครมาปั่นที่ดิน หรือถ้ามีตังค์ ผมว่ามาปั่นหุ้นยังจะดีกว่า (หัวเราะ)”
**ดัชนีหุ้นมีโอกาสแตะ 1250 จุด
“สถานการณ์หุ้นไทยในครึ่งหลัง หลังดัชนีหุ้นไทยปรับลงต่ำกว่า 1,300 จุด (สัปดาห์3/4 เดือนสิงหาคม ) เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ถือว่าติดลบแล้ว แต่ปัจจัยพื้นฐานหุ้นไทย ผมมองว่ายังใช้ได้ คือเศรษฐกิจไทยโตระดับ 4% ปันผล 3% กว่า ดอกเบี้ยไม่ขึ้น และแนวโน้มในครึ่งปีหลังมีแต่จะดีกว่าครึ่งปีแรก ประกอบกับบริษัทจดทะเบียน หรือยกตัวอย่างหุ้นกลุ่มแบงก์ พี/อีก็ต่ำกว่า 10
บางคนถามผมว่า แล้วจะเข้าซื้อหุ้นได้เมื่อไร ระดับปัจจุบันนี้ถ้าก็น่าลงทุน แต่ไม่ต้องซื้อหมด ทยอยซื้อ 20-30% จนเมื่อราคาตกอีกก็ช้อนซื้ออีก ส่วนตัวผมเข้าซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (ปลายเดือนสิงหาคม ) และคิดว่าดัชนีหุ้นยังลงได้อีกที่ระดับ 1250 จุด ระดับนี้ราคาไม่แพง ” ชาญกล่าว
**เทียบเซียนหุ้นยุคเก่า-ใหม่
ทั้งยังตอบคำถามผู้เขียนที่ว่า เขามองเซียนหุ้นในยุคปัจจุบันอย่างไร อะไรเป็นข้อแตกต่างเมื่อเทียบกับชาญ
ผมบอกอย่างนี้ก็แล้วกัน คือเมื่อไรมีข่าว แปลว่าเพราะเซียนอยากขายหุ้นจึงปล่อยข่าว เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องรีบหนี เพราะเซียนกลุ่มนี้ เล่นสั้น เป็น short term แต่ผมคำว่า “นักลงทุนหุ้น ” ไม่ควรจะเล่น short term
“ทุกวันนี้คนจะคิดว่า เล่นเป็น short term แล้วก็มีกำไรทุกวัน 10% เหมือนที่เซียนหุ้นพูดกัน ซึ่งไม่มีหรอก คนตังค์(สตางค์) น้อย ก็ต้องลงน้อย มันช่วยไม่ได้ ก็เราจนกว่าคนอื่น ไม่ใช่เห็นคนอื่นรวยแล้วอยากรวย อย่ามาคิดอย่างนี้ เพราะสุดท้ายจะจน ไม่ใช่มีเงินล้านจะลงทุนล้าน เพราะคิดว่าจะได้กำไร 10% ,ได้ 1 แสน ลงทุนแสน ”
ชาญ ยกตัวอย่างว่า พฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่พอดัชนีหุ้น 1,000 ก็ลงเต็ม ,พอดัชนีขึ้น 1,200 ก็คิดว่ามีกำไรเทหมดหน้าตักอีก มาดัชนี 1,600 ก็ขายออกทำกำไร แต่สุดท้ายก็กลับไปซื้อใหม่ที่ดัชนีเดิม 1,600 อีก ซึ่งความจริงก็คือยังไม่ได้ขายนั่นเอง คือขายไปแล้วก็ซื้อกลับมาเต็มพอร์ตอีกทันทีในดัชนีเดิม วิธีการอย่างนี้ก็เหมือนพาชีวิตตัวเองเสี่ยงตลอดเวลา คือหลอกตัวเองว่าขาย แต่ความจริงไม่ได้ขาย แค่เปลี่ยนตัวหุ้นเท่านั้น
“ที่เซียนหุ้น (รุ่นใหม่) บอกว่ามีกำไร ก็กำไรจริงก็เพราะมีรายย่อยตามอย่างไร ซึ่งผมไม่อยากให้ปล่อยข่าวออกมาซี้ซั้ว และการออกมาให้ข่าวกับรายย่อย ก็เหมือนกับว่ารายใหญ่เองอยากขาย ถ้าเป็นผม ผมจะแนะนำรายย่อย ว่าอย่าไปฟังข่าว ออกมาเล่นหุ้นด้วยตัวเองเลย เพราะการฟังข่าวแล้วมาเล่น โอกาสขาดทุนมีสูงมาก เพราะรายใหญ่ เมื่อก่อนเขาอาจซื้อหุ้นในราคาถูกมาก แต่วันนี้อยากขายก็ออกมาปล่อยข่าว แต่ใครจะเจ๊งไม่เจ๊ง ไม่มีใครรู้ ”
ส่วนเทคนิคง่ายๆคือ ลงทุนแบบธรรมชาติ คือซื้อถูกขายแพง เพราะแน่นอนว่าไม่มีปัญหาแน่ แต่ความจริง ทุกครั้งที่หุ้นตก คนกลับไม่ถามหรือสนใจว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน มีแต่จะขาย แต่เมื่อไรที่หุ้นแพงกลับแย่งกันจะซื้อ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าหุ้นราคาสูง คุณก็ลงทุน100% ดังนั้นเมื่อหุ้นต่ำคุณก็มีแต่หมดตัว เท่านั้นเอง
**กว่าจะเป็นเซียนตัวพ่อ
ผ่านประสบการณ์การลงทุนหุ้นยาวนาน 30-40 ปี ( วิกฤติปี 2540 ชาญยอมรับว่าบริษัทที่ปรึกษาการเงิน ธุรกิจส่วนตัวในชื่อ บจก. เอ็มซีแอล ได้ขาดทุนและเกือบหมดตัว 80-90% จากเงินทุนที่มีอยู่ ) เขากล่าวว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ เพราะผมอยู่ในธุรกิจและแวดวงนี้มานานหลายสิบปีแล้ว ชนไม่รู้กี่กำแพง ผมถึงได้จัดตั้งบมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ปขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วกลับมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้าได้ ส่วนคนที่ยังไม่เริ่มชนสักกำแพง แล้วจะมาสู้คนมีประสบการณ์ได้อย่างไร
ก่อนจะทิ้งท้ายถึงเทคนิคการเล่นหุ้นฉบับชาญ หลัก ๆคือ 1.ดูภาพใหญ่เศรษฐกิจ และตลาดหุ้นต้องดี 2. ยอมเสียเวลาศึกษา วิเคราะห์ให้ได้แม้กระทั่ง สไตล์การบริหาร-การลงทุนของเจ้าของธุรกิจนั้น ๆ 3.ลงทุนในหุ้นที่ PE Ritio ไม่สูง มีปันผล และกำไร หรือ BooK value ไม่เกิน 2 เท่า 4. ดูว่าธุรกิจที่จะลงทุนต้องอยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่มีอนาคต และ 5. Timing จังหวะเวลาที่เหมาะสม
“ที่สำคัญคือภาพใหญ่ต้องดีก่อน อย่างผมวิเคราะห์ว่าภาพเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะดี แต่หากลงหุ้นผิดตัว แต่เมื่อภาพใหญ่ดี อย่างไรก็โอเค ทำนองเดียวกันแม้จะลงหุ้นถูกตัว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจเช่นในครึ่งแรกไม่ดี อย่างไรๆก็ขาดทุน ดังนั้น Timing (จัวหวะ) ไม่สำคัญเท่าภาพเศรษฐกิจใหญ่ต้องดีก่อน”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,876 วันที่ 5 – 7 กันยายน พ.ศ. 2556

Advertisements