ตาข่ายนิรภัยเศรษฐกิจ

คอลัมน์ วันจันทร์ที่ 09 กันยายน 2556

ทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คำถามว่าด้วยตาข่ายนิรภัยหรือ safety nets จะถูกถามหาเสมอว่า มีมากน้อยแค่ไหน และจะเพิ่มศักยภาพจากปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด

โจทย์นี้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทุนเก็งกำไรทั่วโลกที่เคยไหลบ่าท่วมชาติกำลังพัฒนา (หรือตลาดเกิดใหม่) กำลังไหลกับไปยังยุโรปและสหรัฐที่เศรษฐกิจเริ่มออกอาการโงหัวดีขึ้น พ้นอาการโคม่า ทำให้มีแนวโน้มว่ามาตรการอัดฉีดกระตุ้นทางการเงินด้วยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มมาเสริมสภาพคล่องที่เรียกว่า QE จะลดหรือถดถอยลง

การไหลออกรุนแรงเมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจชาติเกิดใหม่แต่ละประเทศนั้น เป็นเรื่องน่าหวั่นวิตกไม่น้อย โดยเฉพาะชาติที่มีปัญหาขาดดุลบัญชีดินสะพัดเข้าเขตอันตราย

กรณีอินเดียที่ค่าเงินรูปีตกต่ำ 66% มากที่สุดในรอบ 20 ปี และบางวันทำสถิติต่ำสุดวันเดียวเป็นประวัติศาสตร์ และกรณีความหวาดวิตกของกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ซึ่งมีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดร้ายแรงก็เช่นเดียวกัน เป็นตัวอย่างที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมชาติ G 20 ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการปะทะทางการทูตระหว่างสหรัฐกับรัสเซียในกรณีโจมตีซีเรียดีหรือไม่

แล้วจีนและรัสเซียก็กลายเป็นพระเอกในสายตาชาวโลกอีกครั้ง เมื่อมีการเรียกประชุมย่อยด่วนชาติผู้นำ BRICS ซ้อนขึ้นมา พร้อมกับประกาศว่า จะมีการจัดตั้งกองทุนสำรอง BRICS Reserve Pool มูลค่าเริ่มต้น 1 แสนล้านดอลลาร์ขึ้นมา โดยจีนพร้อมจะลงขันครั้งแรก 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 41%

กองทุนสำรองดังกล่าว แม้จะยังไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ก็เป็นการเร่งสานต่อแนวคิดที่เคยถูกเก็บไว้บนหิ้งของชาติสมาชิก BRICS เมื่อต้นปี 2555 เกี่ยวกับธนาคารเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา หรือ BRICS Bank for Reconstruction and Development (BBRD) ซึ่งมีสาระทำนองเดียวกันกับธนาคารโลก (IBRD) และ IMF ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะว่าไปแล้ว ชาติสมาชิกของ BRICS เองก็ได้รับผลสะเทือนจากการไหลกลับของทุนเก็งกำไรขนาดมหึมาของโลกครั้งนี้มิใช่น้อย โดยเฉพาะอินเดีย แอฟริกาใต้ และบราซิล

แนวคิดในการตั้งกองทุนของ BRICS แม้ว่าอาจจะเป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่หากเกิดขึ้นจริง จะต้องส่งผลสะเทือนในเชิงโครงสร้างของระบบการเงินและตลาดทุนของโลกในระยะยาวอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเท่ากับว่า จากไปนี้โลกจะเพิ่มจำนวนตาข่ายนิรภัยทางเศรษฐกิจ หรือหมอนรองความปลอดภัยมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพา IMF IBRD หรือ EBRD ซึ่งในหลายปีมานี้มีสภาพเป็น “เป็ดง่อย” มากขึ้น

ประกายความคิดที่น่าสนใจจากชาติสมาชิก BRICS ครั้งนี้ ทำให้นักคิดในโลกจำนวนมาก เริ่มต่อยอดคิดกันใหม่ถึงบทบาทของกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF-Sovereign Wealth Funds) ว่าจะกลายเป็นโมเดลที่มีความสำคัญชนิดขาดไม่ได้มากขึ้น ในฐานะกองทุนเสริมเพื่อประสิทธิภาพเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐของชาติต่างๆ ในการจัดการเศรษฐกิจให้บรรลุเป้า นอกเหนือจากปล่อยให้กลไกเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีดำเนินไปภายใต้ธุรกิจเอกชน

นักคิดด้านเศรษฐศาสตร์ที่ก้าวหน้าจำนวนมากยอมรับว่า SWF ไม่ถือว่าขัดแย้งกับเศรษฐกิจเสรีของอาดัม สมิธแต่อย่างใด หากคิดในด้านของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะสำหรับชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กจนกระทั่งยากจะปล่อยให้ธุรกิจเอกชนสู้กับพลังของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ระดับโลกตามลำพังได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

60 ปีนับแต่แนวคิดเรื่อง SWF ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อใช้ในการบริหารทุนนอกงบประมาณประจำปีของรัฐ เกิดขึ้นมาโดยผู้นำรัฐคูเวต ได้ก่อตั้ง Kuwait Investment Authority ด้วยกำไรสะสมจากการค้าน้ำมันแรกตั้ง 3 แสนล้านดอลลาร์ เป็น SWF แรกของโลก เพื่อเตรียมความพร้อม แม้จะมีปัญหาและคำถามว่าด้วยความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการบริหารอย่างมาก จนถึงปัจจุบัน ก็มีรัฐบาลชาติต่างๆ (แม้กระทั่งมลรัฐเท็กซัส ของสหรัฐเอง) นำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก จนกระทั่งปัจจุบัน หน่วยงานอย่างไอเอ็มเอฟ และ World Pensions Council (WPC) ต้องทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ในฐานะที่เป็นกลุ่มทุนที่ทรงอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของทุนระดับโลก เพราะมีมูลค่ารวมของกองทุนโดยรวมมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ที่กระจายตัวทั่วโลก

รัฐบาลประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในโลก ล้วนให้ความสำคัญก่อตั้ง SWF กันอย่างจริงจังในฐานะที่เป็น “มือที่มองเห็น” สำคัญในการชี้ทิศทางของทุนโลก แม้จะมีกองทุน 2 แบบที่เป้าหมายต่างกันคือ 1.เป็นกองทุนที่ตั้งจากทุนส่วนเกินของสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities-based) เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน 2.เป็นกองทุนจากส่วนเกินจากรายได้ที่มิใช่สินค้าโภคภัณฑ์ (non-commodities-based) เพื่อใช้ประโยชน์จากเงินออมสะสมของประเทศ รักษาเสถียรภาพของค่าเงินและนโยบายมหภาคอื่นๆ รวมทั้งหารายได้จากธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์แห่งอนาคต

กองทุน SWF ข้ามชาติที่โดดเด่นมากที่สุดในโลกปัจจุบัน คือ สิงคโปร์ ดูไบ ซาอุดีอาระเบีย นอร์เวย์ อิหร่าน และจีน

ในกรณีของไทยนั้น มีการศึกษาเรื่องนี้มานานแล้วโดยนักคิดของกระทรวงการคลัง และมีความพยายามเสนอหลายรัฐบาลใน 1 ทศวรรษที่ผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปัจจุบันด้วย แต่ก็มีกระแสคัดค้านต่อเนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกรงว่าจะเอาทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่ล้นเกินไปใช้สุรุ่ยสุร่าย เพราะสาระหลักของกองทุน SWF นี้อยู่ที่กองทุนที่อยู่นอกงบประมาณ และแยกตัวเป็นอิสระจากการควบคุมของธนาคารกลาง ซึ่งทำให้ถูกถือเสมือนว่าเป็น “ศัตรูสำคัญทางนโยบายของธนาคารกลาง” ตลอดมา

แรงต่อต้านดังกล่าวเป็นจินตนาการที่อาจจะต้องทบทวน เพราะในโลกที่กำลังผันผวนจากการลดมาตรการ QE และการไหลออกของทุนเก็งกำไรจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ กำลังโหยหาตาข่ายนิรภัยอย่างยิ่งยวด

โอกาสก่อตั้ง SWF ไทย เพื่อแก้วิกฤตจึงเป็นเรื่องควรคิดและริเริ่ม เพราะมีความเป็นไปได้ว่า หาก “รอให้ถึงพรุ่งนี้” ก็อาจสายเกินไป

Advertisements