SEAFCO vs PYLON หุ้นคู่ขนานฐานราก 4 วันที่ผ่านมา 46 ข่าวหุ้นราคาหุ้นของ 2 บริษัทผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานฐานรากชั้นนำที่มีงานรองรับแน่นหนา ทำกำไรงดงามไปอีกอย่างน้อย 5-7 ปีข้างหน้าอย่าง บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO และ บริษัท HYPERLINK “http://www.ryt9.com/tag/%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99/” o “ข่าวไพลอน” ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON ที่ร่วงลงมาหลายเดือนติดต่อกัน ด้วยลักษณะที่แตกต่างกันนั้น ทำให้เกิดความน่าสนใจว่า ผลประกอบการที่ดูสวนทางกับราคาหุ้นของบริษัททั้งสองจะยืดยาวไปอีกนานแค่ไหน ดูจากกราฟของราคาแล้ว จะเห็นได้ว่า นับจากราคาสูงสุดเมื่อเดือนมีนาคม ที่ระดับ 9 บาทของSEAFCO จนกระทั่งต่ำลงมาที่ระดับล่าสุด 4.75 บาท มีค่าพีอีเพียงแค่ 8 เท่า ค่อนข้างเลวร้ายกว่าเมื่อเทียบกับราคาของ PYLON ที่ร่วงลงมาจากช่วงเวลาเดือนพฤษภาคมที่ยอด 7.50 บาท มาอยู่ที่ระดับล่าสุดที่ 5.25 บาท ย่อมชวนแก่การตั้งคำถามว่า โดยพื้นฐานแล้ว หุ้น 2 บริษัทนี้ มีความแตกต่างกันเช่าใด โดยธุรกิจแล้ว ทั้งสองบริษัท มีธุรกิจเช่นเดียวกันคือ ทำธุรกิจก่อสร้างฐานรากให้กับ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานฐานรากทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งในช่วงสองปีมานี้จนพกระทั่งในอนาคตอีกนานหลายปี จะเป็นช่วงเวลาทองของธุรกิจก่อสร้างทั้งอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจเมกะโปรเจ็กต์เพื่อสาธารณูปโภคของรัฐบาลที่ถือว่าเข้าสู่ช่วงเวลาขาขึ้นยาวนา จากการที่ประเทศไทยจำต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาประเทศ หลังจากที่ว่างเว้นไปนานมากกว่า 1 ทศวรรษ ที่สำคัญทั้งสองบริษัทนี้ แม้จะเป็นคู่แข่งขันกันโดยตรง แต่งานที่ล้นมือ ทำให้การแข่งขันไม่เข้มข้นรุนแรงจนต้องตัดราคาแต่อย่างใด ที่สำคัญมากกว่านั้น ธุรกิจนี้บริษัทผู้รับเหมาต่างชาติไม่ได้เข้ามาทำการแข่งขัน เพราะมองเห็นว่างานฐานรากเมืองไทยรับกันในราคาถูก บริษัทที่สามารถอยู่รอดได้ และยังมีกำไร มีน้อยราย บรรยากาศทางธุรกิจที่เป็นใจเช่นนี้ ทำให้ทั้งสองบริษัทสามารถรับมือกับธุรกิจในช่วงขาขึ้นได้อย่างดีเยี่ยม อุปสรรคที่เคยผ่านมาหลายปีในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตจนถึงกับต้องขาดทุนมาแล้ว(ตามที่ปรากฏในตารางประกอบ) จึงเบาบางลง แล้วก็ทำให้มีความมั่นใจว่าผลกำไรที่เริ่มกลับคืนมาโดดเด่น บริษัทที่เคยมีกำไรเล็กน้อยก็กำไรมากขึ้น และบริษัทที่เคยขาดทุน จะสามารถล้างขาดทุนสะสม และจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้เป็นกอบเป็นกำในอนาคตอันใกล้ ในกรณีของ PYLON ที่ผ่านมา ผู้บริหารของบริษัทสามารถรักษาผลประกอบการที่ดีมาต่อเนื่อง ไม่มีตัวเลขขาดทุนติดต่อกันเลย ทำให้ในจังหวะขาขึ้นของตลาดรับเหมาะก่อสร้างฐานราก ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา สามารถที่จะฉวยโอกาสจากการรับงานทำรายได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ในช่วงเริ่มต้นของขาขึ้นในปีนั้น กำไรกลับลดลงเพราะยังไม่ได้มีการบันทึกรายได้จริงจัง อีกทั้งยังมีปัญหาที่บริษัทลูกได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หรือปัญหาราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปัญหานโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของภาครัฐ เพิ่งจะมีบันทึกและสามารถทำกำไรโดดเด่นในปีนี้เอง ดังจะเห็นได้ว่าในครึ่งแรกของปีนี้ สามารถมีกำไรสุทธิสูงกว่าปี 2555 ทั้งปี การเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายเส้นทางที่ส่งผลดีต่อการพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์อย่างคอนโดมิเนียมที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้บริษัทก่อสร้างฐานราก สามารถใช้โอกาสทองรับงานอย่างยืดหยุ่นทั้งในเรื่องของการขึ้นราคารับเหมางาน และหันไปใช้การรับเฉพาะการเน้นงานที่คิดค่าแรงอย่างเดียวไม่ได้จัดหาวัสดุก่อสร้างทำให้ปลอดความเสี่ยงจากราคาวัสดุก่อสร้างจำพวกเหล็ก หรือปูนที่ผันผวนง่าย ลดความเสี่ยงในเรื่องต้นทุนการเงิน ทำให้เกิดสภาพมีรายได้ลดลงแต่กำไรเพิ่มขึ้น จึงกลายมาเป็นกลยุทธ์ธุรกิจในช่วงขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้น การที่งานรับเหมาก่อสร้างฐานรากเป็นงานรับเหมาระยะเวลาสั้นเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ทำให้สภาพคล่องของธุรกิจหมุนเวียนดี เพราะบริษัทสามารถเร่งประมูลงานใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโต ผู้บริหารของ PYLON ระบุว่า อานิสงส์จากงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าหลายโครงการ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโต มีงานไหลเข้าตามทิศทางเดียวกันกับการเติบโตของอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างด้วย เห็นได้จากในช่วงครึ่งปีแรก 2556 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับงานใหม่เพิ่มเข้ามาเป็นมูลค่ากว่า 916 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ มีการประเมินว่า PYLONจะมีรายได้เข้ามาไตรมาสละ 300 ล้านบาท ทำให้ในปี 2556 นี้ จะมีรายได้มากถึง 1,300 ล้านบาท และมีกำไรมากขึ้นโดดเด่น จากการที่ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ หรือ Backlog อยู่ประมาณ 1,100-1,200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าปี 2556 นี้จะทยอยรับรู้รายได้ประมาณ 70% และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2557 ทั้งนี้บริษัทยังมั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปี 2556 นี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ภาวะขาขึ้นดังกล่าว การลงทุนเพื่อซื้ออุปกรร์รองรับก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ที่ผ่านมา PYLON ได้วางแผนเพิ่มกำลังการผลิต โดยลงทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่ม เพื่อรองรับงานที่เพิ่มขึ้น กว่า 50 โปรเจ็คในมือที่มาว่าจ้างให้ลงเสาเข็ม อีกทั้งยังได้ทยอยปรับราคารับงานขึ้น เพื่อให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง ช่วยสนับสนุนให้กำไรขั้นต้นของบริษัทดีขึ้นอีกด้วย จนเชื่อว่าปีนี้จะสามารถทำกำไรทุบสถิติของบริษัท โดยคาดว่าขั้นต่ำจะเห็นกำไรสุทธิเกิน 100 ล้านบาท โดยเฉพาะในงบครึ่งปีหลังซึ่งจะโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก ส่วนแผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทจะรอดูท่าทีความชัดเจนจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล มูลค่า 2 ล้านล้านบาทก่อน ถึงจะมีการลงทุน แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีการลงทุนซื้อเครื่องจักรขุดเจาะ 3 ชุด เพราะบริษัทมีกระแสเงินสดที่พร้อมสำหรับการลงทุนอยู่ประมาณ 100-200 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 1 เท่า ยังมีขีดความสามารถในการกู้ยืมเงินได้อีก ปัญหาหลักของ PYLON ที่นักลงทุนยังมีความหวั่นวิตกก็คือ การแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ PYLON W1 ที่ผู้บริหารมีอยู่ 62.77 ล้านหน่วย ซึ่งจะต้องกระทำภายในปี 2558 ซึ่งจะทำให้บริษัทมีจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มขึ้นมากถึง 300 ล.หุ้น อาจจะเกิดผลกระทบต่อราคาหุ้นในอนาคตได้ง่าย เนื่องจากจะเกิดแรงกดดันให้บริษัทต้องเร่งการเติบโตของกำไรสุทธิไม่น้อยกว่าปีละ 11% ทางผู้บริหารของ PYLON ระบุว่า ในระยะสั้น ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน นอกจากนั้น อนาคตอันใกล้ PYLON ยังมีโอกาสจับมือเป็นพันธมิตรกับจีนในการรุกต่างประเทศซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในขณะนี้ ในกรณีของ SEAFCOนั้น ปีนี้ถือเป็นปีทองอีกเช่นกันเพราะกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 78.45 ล้านบาท ก็เกินครึ่งของกำไรสุทธิปี 2555 ที่ระดับ 138 ล้านบาท ดังนั้น จึงคาดว่างครึ่งหลังของปี ที่ยังมีงานต่อเนื่อง แถมยังมีแนวโน้มจ่อรับงานใหม่เพิ่มอีก 400 ล้านบาท ก็จะสามารถทำกำไรโดยไม่ต้องห่วงกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่อตัวลงแต่อย่างใด เช่นเมื่อส่งมอบงานเสาเข็มรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจบลงในช่วงไตรมาสสอง แล้วก็เริ่มรับรู้รายได้จากโครงการทางพิเศษ ศรีรัช-วงแหวนรอบนอก เข้ามาทดแทน เป็นต้น ทำให้บริษัทยังคงรักษาผลประกอบการได้ดีต่อเนื่องไปจนถึงไตรามาส4Q56 ทำให้คาดว่า ปีนี้จะทำกำไรดีที่สุดในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว หลังจากที่เคยย่ำแย่มาหลายปีติดต่อกันจนมีการขาดทุนสะสม แล้วก็พร้อมจะกลับมาจ่ายปันผลอีกครั้ง รวมทั้งการเตรียมยื่นประมูลงานก่อสร้างศูนย์การแสดงสินค้าขนาดใหญ่มูลค่า 300 ล้านบาท นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SEAFCO ระบุว่า การปรับกลยุทธ์รับงาน โดยรับเฉพาะค่าจ้างมากขึ้น แทนวัสดุทั้งหมด ทำให้บริษัทไม่เน้นมุ่งเป้ารายได้เหมือนเดิมอีก แต่หันมาเน้นกำไรแทน โดยเน้นการรับงานที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ไม่ต้องแบกรับภาระในเรื่องราคา วัสดุก่อสร้าง ล่าสุด SEAFCO จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ คือ บริษัท ซีฟโก้ อินเตอร์เทรด จำกัด ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ถือหุ้น 99.99% เพื่อรองรับงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยงานแรกคือ งานเสาเข็มเจาะที่ประเทศพม่า มีมูลค่างานประมาณ 80-90 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญาไตรมาส 3/56 และคาดจะรับรู้รายได้ในปีนี้ คาดรายได้อยู่ที่ 1,752 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน และ 2,014 ล้านบาท ในปี 2557 และคาดกำไรสุทธิที่ 170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน และ 203 ล้านบาท ในปี 2557 ความโดดเด่น (โดยไม่ต้องพูดถึงราคาหุ้น) ของทั้ง 2 บริษัทเช่นนี้ ทำให้ดูเหมือนว่า เป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะคาดเดาว่าบริษัทจะมีความโดดเด่นในเรื่องของผลประกอบการมากกว่ากัน เพราะแม้ว่าเมื่อพิจารณาจากส่วนของผู้ถือหุ้นแล้ว SEAFCO อาจจะมีขนาดใหญ่กว่า แต่เมื่อพิจารณาจากรายได้ กำไรสุทธิ และความแข้งแกร่งด้านอื่นๆเช่น ROA หรือ ROE แล้ว ถือว่า สูสีกันมากทีเดียว ถือเป็นหุ้นคู่ขนาน และคู่แข่งพร้อมกันในตัวเลยทีเดียว หุ้น http://hoon.nadiamode.com/headlines/3699/