InfoQuest News – ปรากฏการณ์ไอพีโอSEAOIL
12 กันยายน 2556

5ปมดันราคาพาเที่ยวดอย “วิธีเล่นหุ้นไอพีโอ ไม่ยาก มีแค่สองขา คือ เล่น “ลากขึ้น” กับ “ทุบลง” เคสของ SEAOILจะเป็นลากขึ้น เพราะทุนถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ ราคาทำนิวไฮก็เทขายออกมา พอย่อยลงมาต่ำก็รับกลับ ทำแบบนี้ไปจนกว่าราคาหุ้นจะถึงจุดหนึ่งที่นักลงทุนที่มีต้นทุนต่ำ เทขายหุ้นออกมาทำกำไร ซึ่งหากมีการเทขายไม้ใหญ่ๆ ออกมาติดต่อกัน 3-4 ช่อง โอกาสที่หุ้นจะหมดรอบมีสูง” การปรับตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของหุ้นบริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAOIL น้องใหม่ไอพีโอที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา ดูเหมือนไม่มีเหตุผล เมื่อเทียบกับไอพีโอรุ่นพี่ที่เข้าเทรดก่อนหน้านี้ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ PACE หรือ หุ้นบริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CSS ที่เปิดมาต่ำจองวันแรกที่เข้าเทรด ขณะที่หุ้นรุ่นพี่อย่าง หุ้นบริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) หรือ AUCT กับหุ้น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M สามารถที่จะยืนเหนือเทรดได้ในวันแรกที่เข้าเทรด แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ต่ำจองตามภาวะตลาดหุ้นที่มีดัชนีเป็นตัวกำหนด ประเด็นแรกของการปรับตัวยืนเหนือจองไอพีโอ และสามารถสร้างผลตอบแทนในระดับเกิน 100 % ของหุ้น SEAOILในตอนนี้ คือ ภาวะตลาดหุ้นเอื้ออำนวย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลดลงไปที่จุดต่ำสุดที่ระดับ 1,260 จุด เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,303 จุด ก่อนวันที่ SEAOILจะเข้าเทรด และในวันที่ 5 กันยายน ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,313 จุด ถือว่าเป็นช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยดีดกลับภายหลังจากเข้าเขตขายมากเกินไปของนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันในประเทศ ตามสัญญาณทางเทคนิค บรรยากาศความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SEAOIL วันที่ 5 กันยายน 2556 ราคาเปิดซื้อขายครั้งแรก ATO หรือการสุ่ม Pre-Open ก่อนเปิดตลาดช่วงเช้า หากดูแรงขายฝั่ง offer ของการตั้งATO มีจำนวนหุ้นที่เกิดขึ้นประมาณไม่เกิน 11 ล้านหุ้น ขณะที่ฝั่ง bid ของการตั้ง ATO ก็มีระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 11 ล้านหุ้น ทำให้เกิดการบาลานซ์ของการตั้งราคาซื้อ (bid) กับราคาขาย (offer) ราคาหุ้นจึงสามารถเปิดเหนือจองได้ที่ 3.50 บาท ( เหนือจอง 1 ช่อง) เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 1.45% เทียบจากราคาจองไอพีโอที่ 3.45 บาท ประเด็นที่สอง ที่ทำให้หุ้นSEAOIL เปิดเหนือจองได้ คือ แรงขายฝั่ง offer ณ ตอน ATO มีไม่มากเพียงแค่ 11 ล้านหุ้น หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะอยู่เพียงแค่ 7% เมื่อเทียบกับราคาหุ้นไอพีโอที่เปิดให้จองซื้อที่มียอดรวมอยู่ที่ 70 ล้านหุ้น นั่นเท่ากับว่าแรงขายฝั่ง offer ตอน ATO จะไม่มีมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาพฤติกรรมของนักลงทุนที่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นไอพีโอ ส่วนใหญ่จะขายตอนราคาเปิดตลาดวันแรกกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากไม่ขายจะขาดทุนได้ เพราะช่วงหลังหุ้นไอพีโอมักจะสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ปริมาณหุ้นฝั่ง bid-offer ในช่วงเวลาATO จะเป็นตัวกำหนด ที่สามารถชี้ชะตาหุ้นไอพีโอได้เลยว่า วันแรกจะเปิดเหนือจอง หรือต่ำจอง หากปริมาณหุ้นที่ตั้งขายฝั่ง offer ไม่มาก ก็จะทำให้ราคาสามารถยืนเหนือจองได้ แต่หากมีปริมาณตั้งขายฝั่ง offer ออกมาในปริมาณที่มาก เหมือนกับหุ้น PACE ที่ตั้งขายที่ราคาเปิดจำนวน 30 ล้านหุ้น และยังไม่มีการถอนออกจนถึงตอนเปิด ซึ่งก็เชื่อได้เลยว่าหุ้นจะต้องเปิดต่ำจอง เนื่องจากนักลงทุนที่ไม่ได้สิทธิจองซื้อไอพีโอ ก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาเสี่ยง กับแรงขายที่มีจำนวนมากของผู้ที่ได้รับสิทธิจองซื้อไอพีโอ หรือกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมที่มีต้นทุนต่ำกว่าราคาไอพีโอ เพราะไม่รู้ว่าจะมีการเทขายอีกเท่าไหร่ จึงทำให้แรงซื้อฝั่งbid ของหุ้นไอพีโอที่มีปริมาณที่น้อยกว่า ต้องหลุดจองไปในที่สุด นอกจากนี้ยังมีประเด็นการจัดสรรหุ้นไอพีโอให้กับกรรมการผู้บริหารของบริษัทและบริษัทย่อยอีกจำนวน 7,235,000 หุ้น เท่ากับว่าเป็นสิ่งยืนยันว่าหุ้นจะไม่ต่ำจอง ถ้าไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีการจัดสรรให้ แต่กรณีนี้ไม่สามารถใช้ได้กับหุ้นบางตัว อาทิ หุ้นCSS แม้จะมีการจัดสรรหุ้นราคาไอพีโอ ให้กับกรรมการของบริษัท แต่หุ้นก็เปิดมาต่ำจอง ซึ่งทำให้ทฤษฎีนี้ ไม่สามารถการันตีได้ว่าหุ้นจะเหนือจอง ประเด็นที่สาม คือ การมีปริมาณของหุ้นที่ระดมทุน (ISSUE SIZE) อยู่ระดับไม่เกิน 300 ล้านบาท ถือว่าเป็นขนาดที่เล็กซึ่งง่ายต่อการขึ้น เพราะเม็ดเงินที่ใช้ในการเล่นก็จะไม่มากด้วย ทำให้ควบคุมทิศทางการขึ้นง่ายกว่า หุ้นที่มีไซส์ระดมทุนที่มาก ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าหุ้นที่มีปริมาณการระดมทุนในไซส์กลาง จะมีปัญหาที่ราคาหุ้นขึ้นมากกว่าขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็ก เนื่องจากไซส์กลางกองทุนไม่สามารถเข้ามาลงทุนได้ เพราะเงื่อนไขถูกกำหนดไว้ที่หุ้นขนาดใหญ่เท่านั้น ส่วนหุ้นขนาดเล็กก็สามารถขึ้นได้เลย เพราะนักลงทุนรายย่อยชอบเล่นง่าย “หุ้นไอพีโอไซส์ขนาดกลางจะลากยากกว่าไซส์เล็ก เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากกว่า นักลงทุนรายย่อยไม่ค่อยชอบ เพราะหุ้นไม่เหวี่ยง เนื่องจากต้องแบกน้ำหนักราคาหุ้นที่มาก ประกอบกับนักลงทุนสถาบันประเภทกองทุนก็ไม่สามารถเข้ามาเล่นได้ เพราะติดเงื่อนไขการลงทุน” สำหรับการกำหนด pricing ราคาไอพีโอ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความน่าสนใจ แต่หลังจากที่หุ้นเข้าไปเทรดเรียบร้อยแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนักลงทุนที่เข้าไปเล่นล้วนๆ โดยไม่มองราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปว่าจะสูงแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่นักลงทุนมักชอบซื้อหุ้นตอนที่ตลาดเขียว หรือเป็นบวก ส่วนช่วงที่ภาวะไม่ดี ตลาดแดง หรือติดลบ มักจะไม่ซื้อ ประเด็นที่สี่ การติดล็อคอัพ (lock up) ห้ามขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือเดิม ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นไม่หลุดจอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการติดล็อคอัพของผู้ถือหุ้นเดิม ขั้นต่ำที่กำหนดไว้จากทางการอยู่ที่ระดับ 55 % แต่หากมีการล็อคอัพทั้งหมด โอกาสที่หุ้นจะหลุดจองก็น้อยมาก เพราะส่วนใหญ่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าราคาไอพีโอ ทำให้สามารถขายได้ทันทีแม้ราคาจะต่ำกว่าไอพีโอก็ตาม กรณีของ SEAOIL ไม่มีหุ้นเดิมหลุดออกมาขายในกระดาน ประเด็นที่ห้าคือ หุ้น SEAOIL เป็นหุ้นที่มีลักษณะการเล่นแบบขาขึ้น ในวงการเรียกว่า “เล่นขึ้น” มีเท่าไหร่ซื้อหมด ฉะนั้นหุ้นแบบนี้จะวิ่งได้ไกล และนานหลายวัน เพราะกลุ่มที่เก็บหุ้นไป ต้องไล่ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เจ้ามือ มีต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้หุ้นขึ้นได้ แต่การรวบหุ้น หรือซื้อหุ้นไล่ราคาขึ้นไปจะทำให้มีมหาชนตามเข้าไปเล่น เพราะหุ้นตัวนี้ยังไม่เคยต่ำจอง ทำให้มีความมั่นใจที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นตัวนี้ แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นสูงกว่าราคาจองไอพีโอก็ตามที วิธีเล่นหุ้นไอพีโอ ไม่ยาก มีแค่สองขา คือ เล่น “ลากขึ้น” กับ “ทุบลง” เคสของ SEAOILจะเป็นลากขึ้น เพราะทุนถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ ราคาทำนิวไฮก็เทขายออกมา พอย่อยลงมาต่ำก็รับกลับ ทำแบบนี้ไปจนกว่าราคาหุ้นจะถึงจุดหนึ่งที่นักลงทุนที่มีต้นทุนต่ำ เทขายหุ้นออกมาทำกำไร ซึ่งหากมีการเทขายไม้ใหญ่ๆ ออกมาติดต่อกัน 3-4 ช่อง โอกาสที่หุ้นจะหมดรอบมีสูง ฉะนั้นนักลงทุนที่คิดอยากจะเข้าไปเสี่ยงหาค่ากับข้าวกับหุ้นประเภทนี้ ความระมัดระวัง เพราะยิ่งราคาสูงเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็จะมีมากเท่านั้น ต้องอย่าลืมว่ามีบางส่วนที่ไม่ได้ขายตอนราคาเปิดวันแรก เพราะหุ้นออกมาไม่เกิน 11 ล้านหุ้นเท่านั้น ตอนนี้นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในหุ้น SEAOILใช้อารมณ์ซื้อแบบวัดดวง เพราะพื้นฐานจริงๆ ที่โบรกเกอร์ให้ไว้ยังต่ำกว่าราคาปัจจุบัน หากราคาหุ้นสามารถยืนขึ้นไปที่ระดับ 9-10 บาท สุดท้ายก็จะปรับตัวลงมาที่ราคาพื้นฐานอยู่ที่ไม่เกิน 5บาท เนื่องจาก บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย ได้ประเมินราคาเป้าหมายหุ้น SEAOIL อยู่ที่ 4.90 บาท เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามปริมาณความต้องการใช้น้ำมันสำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน เรือบริวารแท่นขุดเจาะและเรือที่เกี่ยวข้องประเภทอื่นๆ ที่มีเพิ่มมากขึ้นทางทะเล ประกอบการขยายตลาดการจำหน่ายน้ำมันไปยังผู้ค้าน้ำมันที่จะนำน้ำมันไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต อีกทั้งการที่บริษัทฯ กำหนดราคาขายจากการบวกกำไรส่วนเพิ่มจากต้นทุน ทำให้มีกำไรแน่นอนจากทุกลิตรที่ขาย ขณะที่บทวิเคราะห์ของ บล. โนมูระ พัฒนสิน ได้ประเมินราคาเป้าหมายหุ้น SEAOIL อยู่ที่ 4.84 บาท เนื่องจาก มีจุดเด่นในการเป็นคู่ค้ากับบริษัทน้ำมันรายใหญ่ จึงทำให้บริษัท สามารถจัดหาน้ำมันที่มีคุณภาพได้ในราคาต้นทุนต่ำ ขณะที่บริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องมีการเก็บน้ำมันสำรองไว้ภายในบริษัท นอกจากนี้ บริษัท ยังมีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจจำหน่ายน้ำมันและเชื้อเพลิงทางทะเลจากสัมปทานขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในทะเลของภาครัฐที่คาดว่าจะมีขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ให้แก่ธุรกิจจัดหาวัตถุดิบ และให้บริการอื่น ๆ (catering service และsupply management) แก่ที่พักอาศัยในทะเล เรือเดินทะเล และแท่นขุดเจาะในทะเล ของบริษัทด้วย ส่วน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ประเมินราคาเป้าหมายหุ้น SEAOIL อยู่ที่ 4.80 บาท เนื่องจากคาดว่า ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่อิงอยู่กับการเติบโตของธุรกิจพลังงาน และมองว่าในระยะยาวอัตราการเติบโตของผลการดำเนินงานของซีออยล์ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มพลังงาน เมื่อดูพื้นฐานจากคอมเม้นต์ของนักวิเคราะห์แล้ว แนะนำให้ระมัดระวังให้ดี เพราะสุดท้ายราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปเหนือราคาเป้าหมายของโบรกเกอร์ สุดท้ายจะกลับมาอยู่ที่เดิม และอยู่ในที่ที่ควรจะเป็น ฉะนั้นนักลงทุนรายย่อยพึ่งระวัง เล่นสนุก อย่าหวังรวย เพราะจะจนแทน หากราคาหุ้นร่วงลงมาแล้วไม่ขาย ไม่ยอม cut loss หากพื้นฐานของบริษัทยังเติบโตเหมือนเดิมกับวันแรกที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ ปัจจัยภายในบริษัทไม่มีเปลี่ยนแปลง สุดท้ายราคาหุ้น SEAOIL จะกลับลงมาที่พื้นฐานแห่งความเป็นจริง เหมือนกับหุ้นไอพีโอหลายๆ ตัวที่เคยขึ้นไปสูงเล่นด้วยอารมณ์ของนักลงทุน และความคาดหวังว่าหุ้นจะไปต่อ เพราะสุดท้ายก็จะกลับปรับตัวลดลง เมื่อเจ้ามือปล่อยของหมดแล้ว