‘เพซ-อนันดา’บทเรียนหุ้น’ไอพีโอ’
วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2013 เวลา 14:54 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน FINANCIAL – คอลัมน์ : การเงิน-

วันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)(บมจ.)(PACE) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ตามเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป )ปรากฏว่าราคาปรับตัวลงต่ำกว่าราคาที่ออกและเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) ซ้ำรอยบมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) ซึ่งเป็นหุ้นตัวแรกที่เข้าจดทะเบียนตามเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป)

โดยหุ้น PACE เปิดตลาดวันแรก (7 ส.ค.) ราคาปรับลงต่ำกว่าไอพีโอทันทีที่ 3.10 บาท จากราคาไอพีโอ 3.50 บาท วันถัดมา (8 ส.ค.)ยังปรับตัวลงต่อเนื่องปิดที่ 2.66 บาท รวม 2 วัน ลดลง 22.86 % ด้านผลการดำเนินงาน PACE ไตรมาส 1/56 ขาดทุนสุทธิ 51.91 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 69.16 ล้านบาท
ส่วนเกณฑ์มาร์เก็ตแคปสำหรับหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ(SET) ต้องมีมาร์เก็ตแคปขั้นต่ำ 5 พันล้านบาท ส่วนบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ต้องมีมาร์เก็ตแคปขั้นต่ำ 1 พันล้านบาท
ขณะที่ตลท.ยังมั่นอกมั่นใจและยืนยันว่าจะเดินหน้าใช้เกณฑ์มาร์เก็ตแคปต่อไป อีกทั้งจะไม่มีการทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าเมื่อมองในแง่ของการระดมทุนถือเป็นการหยิบยื่นโอกาสให้กับผู้ประกอบการ
“ชนิตร์ ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลท. ให้เหตุผล พร้อมกล่าวว่า เกณฑ์มาร์เก็ตแคป จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกับต่างประเทศ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( AEC)
“จะเห็นได้ว่าฮ่องกง มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ก็ใช้เกณฑ์มาร์เก็ตแคป เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีแนวโน้มในอนาคตที่ดีสามารถระดมทุนได้ ขณะที่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อนักลงทุน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอยู่แล้ว”
ส่วนสาเหตุที่ราคาหุ้น PACE ปรับตัวลงต่ำกว่าไอพีโอ ผู้บริหารตลท.มองเป็นผลมาจากภาวะตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย โดยมีปัจจัยลบทั้งเรื่องความกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศ ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศก็ปรับตัวลง
ด้าน”สรพจน์ เตชะไกรศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมาตนได้เข้าซื้อหุ้น PACE ในตลาดเพิ่มอีกจำนวน 16,547,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 2.85 บาท ( เป็นเงิน 47.17 ล้านบาท) หลังจากเห็นว่าราคาหุ้นลดลงมาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก หลังการซื้อหุ้นเพิ่มในตลาดล่าสุดส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของกลุ่มเตชะไกรศรี เพิ่มขึ้นเป็น 56% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด
ทั้งหมดคือ ความเคลื่อนไหวของหุ้นไอพีโอตามเกณฑ์มาร์เก็ตแคป ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุน ตรงข้ามกับฟากผู้ประกอบการที่แฮปปี้กับเงินระดมทุนก้อนโต

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,869 วันที่ 11 -14 สิงหาคม พ.ศ. 2556