3เซียนยุค40จ้องเก็บหุ้นตาเป็นมันหลายตัวพี/อี ต่ำ/ต.ค.นี้’เสี่ยป๋อง’ลุยเต็มพอร์ต

3เซียนยุค40จ้องเก็บหุ้นตาเป็นมันหลายตัวพี/อี ต่ำ/ต.ค.นี้’เสี่ยป๋อง’ลุยเต็มพอร์ต
วันพุธที่ 28 สิงหาคม 2013 เวลา 10:35 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน FINANCIAL – คอลัมน์ : การเงิน

เปิดมุมมอง 3 เซียนหุ้นยุควิกฤติปี 40 เห็นพ้องเงินไหลออกเดี๋ยวก็กลับมาเศรษฐกิจในประเทศชะลอช่วงสั้น ไม่เห็นสัญญาณซ้ำรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง บจ.ฐานะแกร่ง หนี้ต่ำปรับตัวได้ดีในภาวะค่าเงินผันผวน เผยหุ้นหลายตัวพี/อี ต่ำ เล็งทยอยซื้อ หวั่นกลุ่มสื่อสารมีโอกาสฉุดดัชนีร่วงแตะ 1,200 จุด เสี่ยป๋อง ส่งซิกต.ค.นี้ลุยเต็มพอร์ต

ตลาดหุ้นไทยอยู่ในอาการทรง ๆทรุดๆ จากปัจจัยลบทั้งในประเทศและต่างประเทศกดดัน ล่าสุดวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 1,300 จุด ปิดที่ 1,293.97 จุด ลดลง 35.21 จุด คิดเป็น 2.65 %
“ฐานเศรษฐกิจ”ได้สำรวจมุมมองของนักลงทุนที่คร่ำหวอดอยู่ในตลาดหุ้นตั้งแต่ยุควิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่าหรือวีไอ กล่าวว่า เขายังเชื่อมั่นในศักยภาพการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ที่คาดว่ายังสามารถเติบโตในอัตราเฉลี่ย 7 % ต่อปี โดยเฉพาะสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว อย่าง สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น
สำหรับเศรษฐกิจในประเทศจะมีการชะลอตัวบ้างก็เนื่องจากเป็นผลจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่หมดลง ทำให้จากนี้ไปการเติบโตของเศรษฐกิจก็จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ยังไม่เห็นสัญญาณความเสี่ยงเช่นเดียวกับวิกฤติปี 2540 โดยเฉพาะการก่อหนี้ทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงและมีความระมัดระวังตัวพอสมควร
ดร.นิเวศน์ แนะนำการลงทุนว่าให้เลือกหุ้นเป็นรายตัวโดยเน้นกลุ่มที่เป็นสินค้าจำเป็นและต้องกินต้องใช้
นายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือเสี่ยปู่ กล่าวว่า สำหรับส่วนตัวนั้นมองว่าราคาหุ้นที่ปรับลงมาถือว่ามีหลายตัวที่พื้นฐานเริ่มน่าสนใจจากในอดีตที่ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) ปรับขึ้นไปสูงถึง 30 เท่า ก็ปรับลงมาที่ระดับพี/อี 20 เท่าแล้ว ดังนั้นในภาวะที่เงินไหลออกก็ยังมีหุ้นที่รับกับโอกาสเศรษฐกิจโลกฟื้น รวมทั้งค่าเงินบาทอ่อนค่าก็ยิ่งเป็นโอกาสของหุ้นส่งออกเพิ่มด้วย เป็นต้น
ดังนั้นส่วนตัวจึงกำลังมองหาหุ้นที่พื้นฐานดี แต่ราคาปรับตัวลงแม้มูลค่าหุ้นจะยังไม่ถูกนักก็ตาม เนื่องจากยังสามารถเติบโตได้ อาทิ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) (บมจ.),บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์, หรือแม้แต่ บมจ.ซีพี ออลล์ เป็นต้น ซึ่งหุ้นเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในระดับหนึ่งแล้ว คาดว่าจากนี้ไปคงจะเริ่มลดลงแล้ว พร้อมกับยังเชื่อมั่นว่าสุดท้ายเงินก็จะเริ่มไหลกลับมาได้ คาดว่าเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
ด้านนายวัชระ แก้วสว่าง หรือเสี่ยป๋อง กล่าวว่า หากประเมินจากกราฟเทคนิคส่วนตัวยอมรับว่ายังประเมินลำบากเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นที่เริ่มเปลี่ยน ทั้งความกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ปัจจัยการเมือง และเงินไหลออก ที่คาดว่าจะกดดันหุ้นไทยจนถึงกลางเดือนกันยายนนี้ ขณะที่ยังมีโอกาสของความไม่แน่นอนอยู่หลายปัจจัยโดยเฉพาะข่าวดีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาท
“ถ้าหุ้นปรับลงไปต่ำกว่า 1,238 จุด ถือว่ามีโอกาสปรับลงได้ถึง 1,200 จุด ” นายวัชระ กล่าวและว่า หุ้นที่มีความเสี่ยงฉุดดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯให้ปรับลงได้อีกคือ กลุ่ม
สื่อสารที่ยังคงมีกำไรเติบโตและราคาก็ปรับลงน้อยที่สุด ส่วนหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน บางตัวพี/อี 8 เท่าคงไม่ต่ำไปมากกว่านี้แล้ว หรือแม้แต่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ปรับลงมาแล้วระดับหนึ่งก็มีโอกาสปรับลงอีกไม่มาก เช่นเดียวกับกลุ่มค้าปลีก กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามหากประเมินถึงราคาหุ้นที่ปรับลงถึงจุดนี้ นายวัชระกล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วกลับมองว่าเริ่มน่าสนใจทยอยลงทุนเพิ่มแล้ว ทำให้พอร์ตส่วนตัวได้เพิ่มน้ำหนักในหุ้นเป็น 20 % แล้วในเดือนสิงหาคมนี้หลังจากที่ปรับลดลงเหลือ 10 % เมื่อเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมา และจากนี้ไปจนถึงกลางเดือนกันยายนจะเป็นจังหวะทยอยเก็บหุ้นที่ราคาถูกเข้าพอร์ตเพิ่มให้เป็น 30 % ของพอร์ตและในเดือนตุลาคมนี้จะก็จะเก็บหุ้นจนเต็มพอร์ต 100 %
“ผมยังเชื่อมั่นในหลักสถิติคือ นักลงทุนขายเดือนเมษายน-พฤษภาคมและทยอยซื้อกลับเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้” เซียนหุ้นเทคนิค กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,874 วันที่ 29 -31 สิงหาคม พ.ศ. 2556