InfoQuest News – หุ้นจองกลับสู่ยุคมืด
5 กันยายน 2556

หายนะของการเข้าเทรดวันแรกของหุ้นบริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CSS เมื่อวันอังคารที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งราคาหุ้นร่วงจากราคาจองมาปิดที่อัตราต่ำกว่าราคาจอง 29.33% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เลวร้ายสุดในรอบ 10 ปี นับจากปี 2546 (ดูตารางประกอบ) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า ยุคทองของหุ้นจองที่ดำเนินมา 2 ปีเศษนับตั้งแต่กลางปี 2553 จนถึงไตรมาสสองของปีนี้นั้น ได้จบสิ้นลงอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว แต่คำถามว่า จะกลับฟื้นคืนสู่ยุคทองอีกครั้งเมื่อใด ยังไม่มีคำตอบชัดเจน เพราะอนาคตเป็นเรื่องเหลือจะคาดเดา ความเสียหายจากหุ้นจองในการเข้าเทรดวันแรกนั้น อาจจะไม่ได้บ่งบอกฐานะทางการเงินโดยพื้นฐานของบริษัทเจ้าของหุ้นมากนัก แต่มันบ่งชี้ให้เห็นถึงบรรยากาศของตลาดหุ้นอย่างแท้จริงว่า เป็นสถานที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับนักลงทุน และบริษัทจดทะเบียนที่ต้องการระดมทุนในตลาดแรกในอนาคตอย่างมากทีเดียว หุ้นจองไม่ใช่ห่านทองคำที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมเสมอไปอีกแล้วนับจากนี้ ดังจะเห็นได้จากหุ้นจองอีกบริษัทหนึ่งคือ บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAOIL ซึ่งจะเข้าเทรดวันแรกในเช้าวันนี้ ก็ไม่มีนักวิเคราะห์คนไหนกล้าฟันธงว่าจะสามารถยืนเหนือราคาจองได้หรือไม่ ตัวอย่างของ CSS ที่เปิดตลาดมาก็มีราคาขยับขึ้นไปเพียงเล็กน้อยในครึ่งชั่วโมงแรก แล้วก็มีแรงขายต่อเนื่องจากรายใหญ่บางคนที่ไม่ได้มีเงื่อนไขห้ามจำหน่ายวันแรก (lock-up condition) กำกับเอาไว้ เทขายทุกราคาไม่มีหยุด ทำให้นักลงทุนที่ถือหุ้นจองอยู่พากันเทขายต่อเนื่องจนร่วงไม่เป็นท่า ในวันแรก แม้ว่าในวันต่อมา จะกระเตื้องกลับมาบ้าง แต่ก็เชื่อว่าจะกลายเป็นหุ้นที่อยู่ในความทรงจำอันเลวร้ายของนักลงทุนไปอีกยาวนานหลายไตรมาสเลยทีเดียว ผู้บริหารของ CSS ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ดีพอสมควร โดยนายสมพงษ์ กังสวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ก็ออกมาเปิดเผยว่า ผู้ถือหุ้นเดิมและผู้บริหารมีการหารือกัน โดยมองว่าหากราคาหุ้นอ่อนตัวลง ต่ำกว่าพื้นฐานมาก พร้อมจะเข้าไปซื้อหุ้นในตลาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน เพราะยืนยันได้ว่าบริษัทมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การเคลื่อนไหวเช่นนี้ก็เป็นแค่ปลายเหตุเท่านั้น ไม่สามารถกลบภาพลักษณ์ที่เลวร้ายได้รวดเร็วในทันทีได้ ต้องการเวลาสำหรับเยียวยานานพอสมควรสำหรับนักลงทุนที่ขาดทุน ปรากฏการณ์หุ้นหลุดจองในวันแรกที่เข้าซื้อขาย หรือ IPO Flop นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตลาดหุ้นในโลกนี้ และยังไม่สามารถหาสาเหตุชัดเจนได้ว่า เกิดจากสาเหตุใดกันแน่ แต่เพียงแค่ยืนยันได้ว่า การเกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงว่า บริษัทที่ดี กับการขายหุ้นจองที่ดี และราคาเทรดวันแรกที่ดี เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ไม่จำต้องสอดรับกันเสมอไป ขึ้นกับเงื่อนไขหลายประการ เคยมีผลการศึกษาและประมวลสาเหตุของการหลุดจองวันแรกเอาไว้หลายประการที่น่าสนใจ (ดังตารางประกอบ) สาเหตุของการหลุดจองวันแรกของหุ้นที่เข้าซื้อขายในตลาด สาเหตุทางแก้ไขที่ปรึกษาการเงินและอันเดอร์ไรเตอร์ไม่ดีไม่มี เพราะสายเกินแก้ช่วงเวลาเข้าซื้อขายไม่เหมาะสมเลือกเวลาที่ตลาดเป็นขาขึ้น ไม่ใช่ขาลงความบ้าคลั่งของนักล่าหุ้นจองนอกทำให้การตั้งราคาจองสูงเกินจริงไม่มีและยากควบคุม เพราะขึ้นกับภาวะของตลาดผลประกอบการโดยเฉพาะค่า พี/อี สูงเกินไปให้อันเดอร์ไรเตอร์กำหนดราคาจองที่ลดต่ำให้เหมาะสมราคาหุ้นโดยเปรียบเทียบแพงเกินกว่าบริษัทในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน (วัดจากสัดส่วนทางการเงิน)ผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องประเมินความต้องการทุนของบริษัท และการกำหนดราคาอันเดอร์ไรเตอร์ให้เหมาะสมต้องไม่โหมประโคมคุณค่าของบริษัทเกินความจริงไม่มี ขึ้นกับภาพลักษณ์ของบริษัท ที่ปรึกษาการเงิน และอันเดอร์ไรเตอร์การสื่อสารล้มเหลวที่จะสร้างความน่าสนใจไม่มี สายเกินแก้ขึ้นกับทัศนคติพื้นฐานของผู้บริหารบริษัทที่ระดมทุน และการคัดเลือกอันเดอร์ไรเตอร์ ในกรณีของตลาดหุ้นไทยซึ่งได้เกิดปรากฏการณ์ถดถอยของหุ้นจองนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ยังปรากฏสาเหตุที่ควรต้องพูดถึงอีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ นั่นคือ มาตรการออกใบอนุญาตใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากมาตรฐานเดิม แม้ว่าผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพากันออกมายืนยันว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล มาตรการที่ว่านั้นคือ การที่สำนักงานกำกับหลักทรัพย์ฯ หรือ ก.ล.ต. เปิดเกณฑ์มาร์เก็ตแคป ที่ยินยอมให้หลักทรัพย์ใหม่ที่มีมูลค่าตลาดเกิน 5 พันล้านบาท เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนได้โดยไม่ยึดถือเกณฑ์ผลกำไรติดต่อกันตามเกณฑ์ที่ปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิม มาตรการดังกล่าวเปิดช่องให้บริษัทที่ผลดำเนินงานขาดทุน (หรือแม้กระทั่งมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ) แต่มีมาร์เก็ตแคปที่นับจากราคาไอพีโอถึงหรือเกินกว่า 5,000 ล้านบาท สามารถลอยนวลเข้ามาระดมทุนจากตลาดแรก และเข้าซื้อขายในตลาดรองได้เต็มที่เช่นกับบริษัทอื่นๆ วัตถุประสงค์ของการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์นี้คือ ต้องการจะเพิ่มปริมาณหลักทรัพย์ในตลาด โดยอ้างว่า หนังสือชี้ชวนที่ออกมา จะต้องระบุให้ชัดเพื่อให้นักลงทุนใช้ดุลยพินิจอย่างเต็มที่ โดยไม่ใส่ใจถึงผลข้างเคียงอันเกิดจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์อีกด้านหนึ่งว่า บริษัทเหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ อนาคตธุรกิจจะเลวร้ายหรือดีขึ้นจริงตามหนังสือชี้ชวน ก็ยังไม่มีใครรู้ การเปิดช่องดังกล่าว ทำให้นักลงทุนเกิดมายาภาพ จนแยกแยะได้ยากว่างระหว่างการเข้าซื้อหุ้นจองของบริษัทที่มีผลกำไรโดดเด่นและมีอนาคต กับการซื้อหุ้นจองที่ผลประกอบการย่ำแย่มีความแตกต่างกันเพียงใด กว่าจะได้รู้สำนึกก็สายเกินแก้เสียแล้ว ข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดก็คือในปีนี้ บริษัทที่เข้าระดมทุนในตลาดแรกนั้น มีการระดมทุนทั้งขนาดใหญ่ และเล็กผสมกัน โดยมีการโหมประโคมจากที่ปรึกษาการเงิน บริษัทเจ้าของหุ้น หรืออันเดอร์ไรเตอร์ว่า มีการจองล้นเกินปริมาณที่เสนอขาย ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า หลังจากเข้าเทรดวันแรกแล้ว จะมีราคาเหนือจองกันทั้งสิ้น มายาภาพดังกล่าว เริ่มปรากฏให้เห็นว่าไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะหุ้นเริ่มมีการการหลุดจองชัดเจนมากขึ้น บางรายอาจจะไม่หลุดจองในวันแรก แต่ก็หลุดหลังจากนั้น ยิ่งผสมกับสถานการณ์ของตลาดกลายเป็นขาลงจากแอรงเทขายของต่างชาติและพอร์ตโบรกเกอร์มากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้โอกาสหลุดจองมากขึ้นเพียงนั้น สถานการณ์หุ้นหลุดจองจึงรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ (ดูตารางประกอบ) การตกต่ำของหุ้นจองที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ในยามนี้ จึงเป็นความท้าทายต่อผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายในการนำเสนอขายหุ้นจอง ซึ่งผลลัพธ์ท้ายสุด คือ ไม่เป็นผลดีในระยะยาว และทำให้เกิดการแพร่ระบาดเกินจริงของความรู้สึกในทางลบ ซึ่งตรงกันข้ามกับในช่วงของภาวะขาขึ้นเกินจริงของหุ้นจอง หรือ IPO hype ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ จากจุดเริ่มต้นของความสงสัยและคลุมเครือของนักลงทุนที่ตั้งคำถามว่า จากนี้ไป ควรจะจ่ายราคาที่สูงขึ้นสำหรับหุ้นจองที่ราคาไม่สามารถยั่งยืนเมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหรือไม่ ปัจจุบันได้ถูกขยายกลายเป็นประเด็นใหม่ว่าควรจะเข้าจองหุ้นใหม่ที่หรือไม่แทน เพราะความเชื่อเสมอว่า ซื้อหุ้นจองไม่มีคำว่าขาดทุน ได้พ้นสมัยไปเสียแล้วในยามนี้ ภายใต้ยุคมือของหุ้นจองระลอกใหม่นี้ คำถามที่ท้าทายก็คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งกติกา ได้แก่ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ ควรหันมาทบทวน เพื่อสร้างบรรยากาศใหม่ให้ตลาดหุ้นจองลากรซื้อขายวันแรกกลับมาคึกคักอีกรอบได้หรือยัง คำถามดังกล่าว จะดำรงอยู่ต่อไปอีกยาวนาน หากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ใส่ใจแก้ไขจริงจัง

Advertisements