หุ้น CSS โดนทุบ กลุ่มกังสวิวัฒน์” ปลุกขวัญ “กำไร” ทุกปี

ใครทุบหุ้น CSS!!

จะใช่บุรุษหนุ่มลูกคนดังรึเปล่า! ปริศนานี้คงต้องรอผู้รู้ช่วยแถลงไข!! กว่าจะพอเดาทางได้คงต้องรอรายงานการขายหุ้นไอพีโอที่บริษัทจะแจ้งผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อถึงเวลานั้นหลายคนคงจับต้นชนปลายได้ถูก แต่ ณ เวลานี้ “เม่าน้อย ณ ดอยสูง” ทำได้เพียงตั้งข้อสงสัยโน่นนี่ไปตามประสา “คนต้นทุนสูง”

ไม่แปลกหากนักลงทุนรายย่อยจะ “แขวนความหวัง” ไว้กับ หุ้น คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น (CSS) เพราะ “ความสวย” ในแง่ผลตอบแทนจากราคาหุ้น ถูกการันตีด้วยชื่อ “แกะ-สมภพ กีระสุนทร์พงษ์” กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนหุ้น CSS “ขายหุ้นไอพีโอตัวไหนราคาพุ่งไม่ต่ำกว่า 100%”

“เม่าน้อยฝันสลาย”

ยังไม่ทันข้ามวันซื้อขายวันแรก (3 ก.ย.2556) หุ้น CSS โดนขาใหญ่ที่ไล่เก็บหุ้นล็อตเปิดตลาดเพื่อนำมาทุบจนเละ!! หุ้น CSS สามารถสร้าง “จุดต่ำสุด” 2.04 บาท และ “จุดสูงสุด” 3.24 บาท ได้ภายในวันเดียวกัน จากราคาไอพีโอ 3 บาทต่อหุ้น ราคานี้มีส่วนลด 49.80%ถือเป็นหุ้น IPO ที่ลดลงแรงสุดในรอบ 10 ปี

หลังราคาหุ้น CSS รูดหนัก “กัง-สมพงษ์ กังสวิวัฒน์” ในฐานะหุ้นใหญ่ 33.02% ต่อสายตรงถึง “แกะ-สมภพ” หวังหามาตรการดูแลราคาหุ้น หนึ่งในแก้ไข คือ “จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล” ซึ่งบริษัทเตรียมนำเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการในเดือนพ.ย.นี้ แต่ไม่การันตีว่า “เรื่องนี้บอร์ดจะอนุมัติหรือไม่” ศึกหนักครั้งนี้ “สมพงษ์-สมภพ” นั่งปรับทุกข์กันดึก

“ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เราจะมีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 15-20% ที่สำคัญจะมี “กำไรสุทธิ” ทุกปี ครอบครัวกังสวิวัฒน์ในฐานะผู้บริหารและหุ้นใหญ่ 33.02% ก็อยากได้เงินปันผลเหมือนกัน” ประโยคเรียกความมั่นใจของ “สมพงษ์ กังสวิวัฒน์” เจ้าของ “คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น” (CSS) ที่มีต่อ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ก่อนหุ้น CSS จะเข้าซื้อในตลาดหุ้นเพียงไม่กี่วัน

“ชายวัย 48 ปี” เล่าให้ฟังว่า อาชีพค้าขายมีมาตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่ ครอบครัวกังสวิวัฒน์มีพี่น้อง 4 คน เราเป็นลูกคนโต หลังจบปริญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “ผมไปทำงานเป็น “เซลล์เมเนเจอร์” ในบริษัทฝรั่งแห่งหนึ่ง เงินเดือนเกือบ “แสนบาท” ช่วงนั้นถือโอกาสเรียนต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ไปด้วย”

แม้จะเงินเดือนสูงมาก แต่ความอยากเป็น “เจ้าของธุรกิจ” มีมากกว่า จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำในปี 2537 มาเปิด “บริษัท ซี.เอส.เอส.ไฟร์สต๊อป จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียนแรกเริ่ม 1 ล้านบาท เพื่อจำหน่ายและติดตั้งวัสดุและอุปกรณ์ป้องกันไฟลามสำหรับอาคารสูงและโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยการเช่าซอกเล็กๆในตึก บางนาธานี ชั้น 7 พื้นที่ 6×6 ตารางเมตร ค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท

ทำไม!!ลาออกจากงานประจำค่าจ้างร่วมแสนบาท เพื่อมารับเงินเดือนแค่ 40,000-50,000 บาท หลายคนคงไม่เข้าใจ “ผมมองเห็นโอกาสบวก” เรียกว่า “ร้อยเปอร์เซ็นต์” ตอนทำอาชีพเซลล์เราประสบความสำเร็จมาก ขายสินค้าง่ายมาก กำไรดีสุดๆ

วันหนึ่งมานั่งคำนวณต้นทุนสินค้าเล่นๆ ของบริษัทฝรั่งแห่งนี้ หนึ่งปีขายได้ 5 ล้านบาท เท่ากับว่า บริษัทจะมีกำไรทันทีปีละ 20% คิดเป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาท ถ้าเราออกมาทำเองน่าจะไม่ยาก ออกมาทำเองจริงๆ ปีแรกขายได้สูงถึง 21 ล้านบาท!!

ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น” และขยายขอบเขตธุรกิจเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าประเภทสายไฟฟ้า และการให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบโทรคมนาคม และระบบป้องกันไฟลาม เราเคยทำธุรกิจด้วยกำลังคนเพียง 3 คน เชื่อป่ะ

ช่วงนั้นตลาด “บูม” มาก เศรษฐกิจเมืองไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น ยิ่งมาผนวกกับ “คอนเน็คชั่น” แสนปึกของชายชื่อ “กัง” ภาษาจีนที่แปลว่า “แม่น้ำ” ธุรกิจยิ่งไปไกล ทำธุรกิจ 3 ปีแรก บริษัทสามารถทำสินค้าจนติดตลาด ไม่ธรรมดาขอบอก..

“ทำงานปีแรกๆเหนื่อยมาก หมุนเงินแทบไม่ทัน แต่แสนสุขใจ”

เขา เล่าต่อว่า ช่วงปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ธุรกิจล้มกันระนาว แต่เราได้รับผลกระทบไม่มาก บังเอิญตอนนั้นเริ่มเห็นลู่ทางในการขยับขยายธุรกิจ “จุดกำเนิด” ธุรกิจซื้อมาขายไปเกิดขึ้นตอนนั้นละ
ธุรกิจการขาย ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้เราชนะคู่แข่ง บริษัทเริ่มทำคลังสินค้า เพื่อให้ลูกค้านำสินค้ามาจัดเก็บไว้ แก้ไขปัญหาลูกค้าสินค้าหาย ก่อนเราจะมีคลังสินค้า ลูกค้ามักนำสินค้าไปสต็อกไว้ตามไซด์งานของตัวเอง ผลปรากฎหายตลอด พอเรามีคลังสินค้าและทำการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ลูกค้าชอบมาก (ลากเสียงยาว) โดยเฉพาะลูกค้าที่ทำโครงการใหญ่ๆ งานนี้ขยายตัวดีมาก ปีแรกๆบริษัทมีรายได้จากการขายเพียง 12 ล้านบาท ผ่านมาถึงปี 2555 รายได้ “พุ่งพรวด” เป็น 2,600 ล้านบาท

“จุดเปลี่ยนรอบสอง” เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2542 เมื่อ “ทีเอ ออเร้นจ์” ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “ทรูมูฟ” เข้ามาตั้งเครือข่ายโทรศัพท์ในเมืองไทย เขาเลือกเราเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าให้ “ทีเอ ออเร้นจ์” เมื่อขึ้นโครงข่ายโทรศัพท์ปรากฎว่า เขาขาดแคลนแรงงานรับเหมาก่อสร้างจำนวนมาก

ทรูมูฟเห็นว่า เราเป็นบริษัทที่มีสินค้าครบวงจรทำไมไม่ตั้งทีมงานติดตั้งอุปกรณ์ด้วย ตอนนั้นเราถามกลับไปว่า มีงานเยอะมั้ยละ ถ้ามีงานโอเคเลย “รายได้จากการติดตั้งระบบโทรคมนาคม” จึงเกิดขึ้นในปี 2554 ปีก่อน (2555) ธุรกิจนี้สร้างเงินให้เราสูงถึง 700 ล้านบาท ขยับขึ้นจากเพียงไม่กี่สิบล้านบาทเท่านั้น

“สร้างบริษัทใหม่ๆ ไม่เคยคิดว่า บริษัทจะขยายตัวได้มากเท่านี้ เคยคิดเล่นๆว่า มีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ก็หล่อมากแล้ว ผ่านมา 20 ปี ปีก่อนเรามีรายได้ 3,302 ล้านบาทแล้ว”

ย้อนประวัติมายืดยาว“ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” เริ่มต้นเล่าอนาคตหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้ฟังว่า “ผมรู้จักทุกซอกทุกมุมในบริษัทแห่งนี้ เพราะสร้างทุกอย่างด้วยมือของตัวเอง” ถามว่า จะทำอย่างไรให้ผลประกอบการขยายตัวเฉลี่ย15-20% ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า การนำบริษัทเข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์ดันรายได้ เมื่อเราต้องการเงินระดมทุน เพื่อการขยายศักยภาพของธุรกิจ การเข้าตลาดหุ้นช่วยเราได้

เข้าตลาดหุ้นยังช่วยลดภาระการค้ำประกันของกรรมการบริษัท ทำให้เรามีความมั่นใจ กล้าที่จะลุยลงทุนมากขึ้น เมื่อก่อนอะไรที่มีความเสี่ยงสูงๆ เราจะพยายามไม่ทำ ตลาดหลักทรัพย์ทำให้เราสามารถหาช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น ยิ่งช่องทางการเพิ่ม “กำไร” ยิ่งมีมากขึ้นเช่นกัน

“ธุรกิจการขาย” เป็นรายได้หลักของเรา คิดเป็น 70-80% ของรายได้รวม เราเชื่อว่าเขายังคงเติบโตต่อเนื่อง ตราบใดที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังขยายตัว การจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับไฟฟ้าก็ต้องโตตามไปด้วย อีกอย่างหนึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นลูกค้าหลักของเราเกือบทั้งหมด อาทิเช่น โครงการรถไฟใต้ดิน รถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

“ธุรกิจติดตั้งระบบคมนาคม” ปกติสร้างรายได้เข้าบริษัท 20% แม้จะมีสัดส่วนรายได้เป็น “พระรอง” แต่ในแง่ของการเติบโตเขาเป็น “พระเอก” โอกาสขยายตัวยังมีอีกมาก เห็นได้จากการที่ภาคเอกชนประมูลโครงการข่าย 3G กันอย่างคึกคัก ยิ่งปี 2557 จะมีการประมูล 4G ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นตลาดนี้ให้มีการเติบโตอย่างมีศักยภาพ ฉะนั้น 3 ปีข้างหน้า (2556-2558) สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะเปลี่ยนเป็นรายได้จากการติดตั้งระบบคมนาคม 25% รายได้จากการขาย 70% และอื่นๆ 5%

คิดจะโกอินเตอร์หรือไม่? เจ้าของบริษัทตอบคำถามนี้ว่า ปลายปี 2556 อยากเข้าไปตั้งบริษัทลูก เพื่อขายสินค้าในประเทศพม่า หากประสบความสำเร็จอาจขยับไปติดตั้งระบบคมนาคม ล่าสุดพม่าประกาศลงทุนโครงการข่ายโทรคมนาคมแล้ว “ลาว-กัมพูชา” ถ้ามีโอกาสเราจะไปเช่นกัน แต่ตอนนี้ขอมองพม่าก่อน เขายังเวอร์จิ้น ประชากรยังไม่ค่อยมีโทรศัพท์มือถือใช้ หาน้อยนะประเทศที่ไม่ค่อยมีใครใช้โทรศัพท์มือถือ

“สมพงษ์” บอกว่า อยากให้นักลงทุนมั่นใจในศักยภาพของบริษัท เราจะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ยิ่งมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ช่องทางนี้จะช่วยเสริมศักยภาพของเราให้ขยายตัวต่อไป
เงินระดมทุนที่ได้จากการขายหุ้นไอพีโอ 200 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 3 บาท เราจะนำไปใช้ในการลงทุนก่อสร้างคลังสินค้า 80 ล้านบาท อาคารสำนักงานใหม่ และใช้เป็นเงินหมุนเวียน เพื่อเพิ่มศักยภาพของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น
Like · · Share
Tae Thanut, กรุณา ศุภมาตย์ and Panupan Anchalisangkas like this.