VI ไทเก็ก by แมงเม่าสายลม

ผมมีความรู้สึกว่าการลงทุนแบบ VI มีความคล้ายคลึงกับวิชาของสำนักบู๊ตึ๊ง (ไทเก๊กหรือไท่จี๋เฉวียน) ศาสตร์จีนโบราณ ซึ่งพักหลัง ๆ ผมใช้เวลาอ่านปรัชญาจีนอยู่ช่วงหนึ่ง เช่นเต้าเต๋อซิ่นซี ขงจื๊อ ตำราเล่าจื๊อ มาจบกับสิ่งที่เข้าใจง่ายกว่า (แต่ก็ยังยากอยู่ดี) อย่างพวกตำราวิชาหนังจีนกำลังภายใน

ภาพปรมาจารย์จางซานฟง สังเกตการต่อสู้ระหว่างงูและนกกระเรียน ซึ่งป้องกันตัวโดยการเคลื่อนไหวแบบวงกลม อันเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวของวิชาบู๊ตึ๊ง

ไทเก๊กเป็นวิชาที่มีพื้นฐานมาจากเต๋า โดยปรมาจารย์จางซานฟง ภาพท่านจะเป็นคนแก่แต่มีเคราเป็นสีดำเสมอ เนื่องจากเชื่อว่าการสำเร็จวิชาไทเก๊กจะทำให้เป็นเซียน ไม่แก่ไม่เฒ่า (ผมนึกถึงนักลงทุน VI หลายท่านมีอายุยืน เช่นบัฟเฟต สงสัยบรรลุวิชาเซียนเหมือนปรมาจารย์จางซานฟงเหมือนกัน) หลักการของเต๋าคือความสมดุลของหยิน และหยาง (อิมและเอี๊ยง) วิชาบางสาขาจะเน้นที่ธาตุใดธาตุหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นชัด เช่นวิชาเก้าอิมจินเก็ง คือวิชาที่มีพลังหยินเก้าส่วน จะเป็นพลังไอเย็นจากธาตุหยิน หรือเก้าเอี๊ยงจินเก็ง คือวิชาที่มีพลังหยางเก้าส่วน จะเป็นพลังไอร้อน ซึ่งเป็นวิชาของสำนักเส้าหลิน อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าวิชาแต่ละสำนักจะขาดสมดุลไปในทางใดทางหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ความสมดุลเหล่านี้ก็ปรากฏให้เห็นอยู่ในภาพรวมอยู่เสมอ ดังนั้นสุดยอดวิชาสายไหนก็จะมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน แต่ไทเก๊กจะเป็นปราณที่ฝึกเพื่อเน้นการสมดุลหยินหยางอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าจะเร่งกำลังหยิน หรือหยางในเวลาใดเวลาหนึ่ง

นอกจากนั้นไทเก๊กยังเน้นที่พื้นฐานภาพใหญ่ และเล็กลงสู่ความว่างหรือไม่มี คล้ายคำสอนของศาสนาพุทธ เพราะอิทธิพลของลัทธิเต๋า โดยการฝึกกระบวนท่าเบื้องต้นจะเริ่มจากฐานรากคือขา แขนเป็นภาพกว้างให้แข็งแรง ก่อนจะให้วงเล็กลงมาเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดวงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไหว แต่หมายถึงการโคจรลมปราณภายใน คัมภีร์ไทเก๊กกล่าวว่า จิตและปราณคือนาย เนื้อและกระดูกคือบ่าว ผมเคยได้ยินอาจารย์ที่ฝึกปราณหลายท่าน เล่าให้ฟังถึงกรณีการสัมผัสเบา ๆ โดนคู่ต่อสู้ด้วยปราณ แต่คู่ต่อสู้กระเด็นออกไปไกล เหมือนในหนังจีนอย่างไงอย่างงั้น

“ฟังดูแล้ว พื้นฐานมวยไท่เก๊กน่าจะเป็นรูปธรรม เป็นท่าทาง เป็นหลักการ แต่ที่จริงแล้วมวยไท่เก๊กเน้นด้านนามธรรม วิชานี้ต้องการฝึกให้เกิดความอ่อนหยุ่นเป็นพิเศษชนิดหนึ่งขึ้นมา เป็นวิชาที่เน้นการวิเคราะห์ในเรื่องของแรง การใช้แรง แง่มุมและทิศทางของแรง เมื่อเวลาเริ่มฝึกฝน ถึงแม้ว่าจะเน้นและให้ความสำคัญกับท่วงท่า ว่าจะต้องมีความถูกต้อง ถูกรูปแบบ แต่ก็ต้องพยายาม วิเคราะห์เพื่อเข้าลึกไปให้ถึงวัตถุเรื่องราวที่อยู่ภายใน อันเป็นเรื่องของนามธรรม ไม่ใช่สนใจแต่รูปแบบภายนอก”

วิชาการลงทุนแบบ VI เช่นกัน เหมือนเป็นรูปธรรมเป็นศาสตร์ ที่วิเคราะห์ตัวเลขมูลค่ากิจการ เน้นวิเคราะห์เรื่องของงบการเงิน งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด วิเคราะห์อัตราส่วนต่าง ๆ เช่น D/E Ratio, ROE, ROA เมื่อเริ่มต้นสำคัญกับทฤษฎี ว่าจะต้องเข้ารูปแบบ เช่น PE ต่ำกว่ากี่เท่า ROE ต้องสูงกว่าเท่าไหร่ D/E ไม่ควรเกินกี่เท่า แต่อันที่จริง แก่นวิชาการลงทุนเน้นคุณค่า อยู่ที่การหา “ที่มา” ของรูปธรรมเหล่านี้ ซึ่งซ่อนอยู่ภายในเป็นดังนามธรรม บางครั้งก็พยายามอธิบายออกมาได้โดยใช้กรอบทฤษฎีต่าง ๆ เช่น Five Forces model หรือการวิเคราะห์ SWOT แต่หลายครั้ง มันเป็นภาพอธิบายเป็นภาพได้ยากมาก (ปีเตอร์ ลินซ์จึงบอกว่า ถ้าอธิบายกิจการเป็นภาพได้ในเวลาสั้น ๆ แสดงว่าบรรลุแล้ว)

“ประการต่อมาคือ แท้ที่จริงแล้วมวยไท่เก๊กไม่มีความลับพิสดาร เพียงแต่คนรุ่นเก่าเขาใช้สติปัญญา และความฉลาดหลักแหลมมาวิเคราะห์ในเรื่องหลักของแรง ทำให้การใช้แรงในชีวิตประจำวันของตนเองลดลง ไม่ใช้แรงอย่างหักโหมเกินความจำเป็น เวลาทำงานก็เหมือนทำงานเพียง ครึ่งเดียว ใช้กำลังแต่น้อย แต่ได้ผลงานเท่ากันหรือมากกว่า ถ้าหากต้องการบรรลุถึงการประหยัดพลังงาน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การละทิ้งการกระทำที่ทำให้ตนเองต้องเสียพลังงานเสียก่อน จึงจะเข้าสู่แนวทางแห่งความอ่อนหยุ่น”

เปรียบเสมือนการลงทุนที่บางครั้ง การใช้แรง เพื่อทำอะไรบางอย่าง (ซื้อ ๆ ขาย ๆ หาข้อมูลมากมาย) กลับไม่ส่งผลดี ยิ่งใช้อย่างหักโหมยิ่งส่งผลเสีย ดังนั้นภาพใหญ่ที่นักลงทุนรุ่นใหญ่พูดถึงจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการถนอมแรง เราต้องหลีกเลี่ยงการกระทำบางอย่างเช่นการดูราคา การติดตามข่าวสารบางอย่างที่ไม่จำเป็น เพื่อถนอมแรง ในการทำงานที่ถูกต้อง คือการดูภาพคือปราณภายในของกิจการ

“สุดท้ายสำหรับการใช้เพื่อการต่อสู้นั้น มวยไท่เก๊กจะปฏิเสธการใช้แรงมากเอาชนะแรงน้อย ไม่สนับสนุนการใช้ความแข็งกระด้างสู้กับความแข็งกระด้าง แต่เน้นการให้ใช้ไหวพริบและสติปัญญา การเอาชนะในการต่อสู้ของมวยไท่เก๊กเป็นรูปธรรมซึ่งต้องใช้สติปัญญาเพื่อชัยชนะ แต่การจะทำอย่างนี้ได้ มิใช่การใช้สติปัญญาอย่างทั่วไป แต่เป็นสติปัญญาที่ต้องเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทิ้งความคิด ความยึดมั่นในเรื่องการใช้พละกำลังให้หมดไปเสีย นับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากอยู่มาก เกรงว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีความอดทนให้สำเร็จในกิจนี้ได้”

สำหรับการลงทุนเน้นคุณค่า เหมือนกับไม่มีอะไรซับซ้อน เรียบง่าย ไม่มีสูตรพิศดารอะไร แม้ว่าผมจะพยายามค้นหามันต่อไปเรื่อย ๆ มันกลับง่ายขึ้นเรื่อย ๆ การลงทุนเน้นคุณค่าปฏิเสธการใช้แรงมาก ไม่สนับการต่อสู้แบบเข้าปะทะ เหมือนการวิเคราะห์กราฟ ที่ต้องเผชิญกับนายตลาดหรือคนหมู่มาก แต่เน้นที่ความนิ่งสงบ ซึ่งคนส่วนมากไม่สำเร็จความอดทน และบางครั้งก็มีภาพยึดมั่นถือมั่นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการใช้กำลัง (หรือใช้วิชาอื่น ๆ)

“สรุปแล้วไท่เก๊กมีการเคลื่อนไหวที่เป็นไปอย่างเนิบช้า การหายใจใช้การหายใจที่ลึกยาวอันเป็นชี่กงแบบธรรมชาติ ต้องการความสงบในความเคลื่อนไหว อันนี้เป็นพลังสมาธิ พลังภายในเคลื่อนผ่านตามข้อต่อต่างๆ เป็นลำดับไปอย่างต่อเนื่อง อันนี้เป็นวิชาเต้าอิ่นเน้นในเรื่องความเต็ม และว่าง นี่เป็นวิชาของหยิน-หยาง การรับมือกับคู่ต่อสู้ ไม่มีวิธีที่ตายตัว วิธีที่ใช้ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้แต่ละคนที่แตกต่างกันไป ปฏิเสธการใช้ความคิดเห็นที่เป็นอัตวิสัยมาเอาชนะคู่ต่อสู้ ซึ่งอันนี้เข้ากับหลักการพิชัยสงครามของซุนจื่อ (ซุนวู) เนื่องจากมวยไท่เก๊กมีความสัมพันธ์กับวิชาต่างๆ มากมาย จึงมีคุณค่าอย่างกว้างขวาง ในการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเรา เป็นวิชาที่มีหลักปรัชญาเข้าผสมผสานอยู่ด้วยอย่างมากมาย นับเป็นศิลปวิชาที่รวมเอาความหลากหลายเข้าไว้ด้วยกันอย่างที่จะหาศิลปวิชาอื่นใดมาเปรียบปาน”

เหมือนวิชาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าไม่มีผิดเลยครับ

: ข้อมูลส่วงหนึ่งจาก http://www.thaitaiji.com, http://www.tijiquan.org, wikipedia.org