InfoQuest News – รายงานพิเศษ : 112 บจ.รับอานิสงส์ Thailand Focus 2013
11 ตุลาคม 2556

การประกาศทยอยถอน QE ของสหรัฐ ทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ที่มี ประเทศไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ การถอนเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่เหล่านี้ต้องเผชิญกับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน, กรกฎาคม และสิงหาคม ปี 2556 ที่ผ่านมา ยอดการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติมีมากเกือบ 1 แสนล้านบาท ดัชนีปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดที่ 1,640 จุด ไหลลงตามแรงเทขายของต่างชาติ แต่ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯประกาศจัดงาน Thailand Focus 2013 ระดมบริษัทจดทะเบียนไทยจำนวน 112 บริษัทเข้าร่วมให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างชาติ แรงเทขายของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ เริ่มชะลอตัวทันทีที่งานไทยแลนด์ โฟกัส เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา หากนับแรงขายที่ลดน้อยลง จนพลิกกลับมาซื้อสุทธิในช่วงเดือนกันยายน 2556 เป็นต้นมา โดยจะเห็นยอดการซื้อสุทธิอยู่ที่ 4,983 ล้านบาท แม้จะเป็นเม็ดเงินจำนวนที่ไม่มาก แต่การพลิกฟื้นจากการขายหนัก เป็นกลับมาซื้อ อาจจะเรียกได้ว่าการจัดงานไทยแลนด์ โฟกัส ครั้งนี้ถูกจังหวะ และไทมิ่งจริงๆ เมื่อเทียบกับตัวเลขการขายสุทธิในตลาดหุ้นอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ ที่ยังมีแรงขายอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ นางสาวปวีณา ศรีโพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน เปิดเผยว่า หลังจากจัดงาน Thailand Focus 2013 ครบ 1 เดือน มีปริมาณการซื้อขายหุ้นรวมของ 112 บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมงานอยู่ที่ 43,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วง 1 เดือนก่อนจัดงาน 22% และสูงกว่าปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ที่เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 8% ในช่วงเวลาเดียวกัน สำหรับมูลค่าการซื้อขายรวมอยู่ที่ 720,220 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เทียบกับ 1 เดือนก่อนการจัดงาน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายโดยรวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) เพิ่มขึ้น 15% ทั้งนี้ปริมาณ 90% ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมงาน หรือคิดเป็น 100 แห่ง มีราคาหุ้นเพิ่มขึ้น จากทั้งหมด 112 แห่ง โดยมีราคาหุ้นที่ลดลง 9 บริษัท คิดเป็น 8% และอีก 3 บริษัท ราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง หรือคิดเป็น 2% ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้นของบจ.ทั้ง 112 แห่ง เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 10.03% มากกว่าการปรับตัวของดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) ที่เพิ่มขึ้นเพียง 6.89% ในช่วงเดียวกัน นอกจากนี้มีสัดส่วน 70% ของบจ.ที่เข้าร่วมงานมีปริมาณและมูลค่าการซื้อขายช่วง 1เดือนหลังจัดงานเพิ่มขึ้นจากช่วง 1 เดือนก่อนหน้านี้ โดยมี 5 บริษัทที่มีราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น คือ หุ้น บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC ปรับตัวเพิ่มขึ้น 46%, หุ้นบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือAEONTS ปรับตัวเพิ่มขึ้น 35%, หุ้นบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ปรับตัวเพิ่มขึ้น 31%, หุ้นบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ปรับตัวเพิ่มขึ้น 28% และหุ้น บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ปรับตัวเพิ่มขึ้น 28% “หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด 5 อันดับแรกหลังจัดงานไทยแลนด์ โฟกัส 2013 ครั้งนี้เป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่เติบโตดีในช่วงงวด 6เดือนแรกของปีนี้” นางสาวปวีณา กล่าว อย่างไรก็ตามยังมีหุ้น 5 อันดับแรกที่มีออเดอร์การซื้อสุทธิหุ้นผ่าน บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (NVDR) เข้ามาอย่างหนาแน่นในช่วง 1 เดือนหลังงานไทยแลนด์ โฟกัส คือ หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK มีปริมาณการซื้อสุทธิ จำนวน 4,917 ล้านบาท, หุ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีปริมาณการซื้อสุทธิจำนวน 3,814 ล้านบาท, หุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC มีปริมาณการซื้อสุทธิ จำนวน 2,761 ล้านบาท, หุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB มีปริมาณการซื้อสุทธิ จำนวน 2,658 ล้านบาท และหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มีปริมาณการซื้อสุทธิ จำนวน 2,472 ล้านบาท ทั้งนี้ช่วงก่อนจัดงาน Thailand Focus 2013 ตลาดหุ้นไทยมีแรงกดดันจากความเสี่ยงเรื่องการชะลอมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ค่าเงินอ่อนค่า เหตุการณ์ในซีเรีย รวมถึงความกังวลเรื่องเศรษฐกิจประเทศชะลอตัว ทำให้ SET Index ปรับตัวลงต่อเนื่องเหมือนกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค “ บจ.ไทยมีฐานะการเงินแข็งแรง การเติบโตระยะยาวยังดีอยู่ โดยได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการขยายตัวของเศรษฐกิจภูมิภาคและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหลังจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คลี่คลายลง และนักลงทุนต่างประเทศมีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้นจากการเข้าร่วมงาน Thailand Focus 2013 ดัชนี SET Index จึงเริ่มฟื้นตัว” นางสาวปวีณา กล่าว