InfoQuest News – BMCL เพิ่มทุนต่ออายุธุรกิจ
9 ตุลาคม 2556

ในที่สุด หลังจากปล่อยให้อึมครึมกันมาหลายเดือน ท่ามกลางมรสุมทางการเงินที่ทำให้คนตั้งคำถามว่า ผู้บริหารและคณะกรรมการของบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCLจะทำอย่างไรกับตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นที่เหลือน้อยเพียง 531.46 ล้านบาทเมื่อสิ้นไตรมาสที่สองของปี 2556 ซึ่งอาจจะติดลบได้ หากว่าตัวเลขการขาดทุนของบริษัทยังไม่กระเตื้องขึ้นมาในทุกๆ ไตรมาสข้างหน้า แล้วในที่สุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา BMCL ก็ได้แจ้งมติของคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จากเดิม 11,950,000,000 บาท เป็น 20,500,000,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 8,550,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท รายละเอียดของการเพิ่มทุน ประกอบด้วยรายละเอียดดังตารางประกอบ การเพิ่มทุนดังกล่าว ถือเป็นการยิงกระสุนปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัวอย่างแท้จริง เพราะด้านหนึ่งทำให้โล่งอกไปถ้วนหน้า ว่า ทุนที่เพิ่มเข้ามานี้ จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเหนือระดับมากกว่า 9 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ลดลงไปฮวบฮาบเหลือเพียงแค่ 1.8 เท่า เท่านั้นเองเลยทีเดียว ส่วนของผู้ถือหุ้น และเงินสดที่เพิ่มขึ้นมานี้ แม้ว่าจะไม่ได้ส่วนเกินมูลค่าหุ้นแต่อย่างใดเพราะขายในราคาพาร์ 1 บาท แต่ก็ถือว่า เป็นการเพิ่มกระแสเงินสดเข้ามาในบริษัท อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ไม่รัดตัวเหมือนที่ผ่านมา จนต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากบริษัทแม่คือ ช.การช่างมาสนับสนุนสภาพคล่อง แล้วยังมีต้นทุนการเงินจากหนี้เงินกู้ธนาคารที่สูงมานานหลายปี จนกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของกิจการเรื้อรัง แม้ว่าการขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงบางส่วนทั้งหมดในรอบนี้ จะทำให้บริษัทไม่ได้รับเงินสดเข้ามา เพราะเป็นการขายให้กับเจ้าหนี้ คือ บริษัท ช.การช่าง ที่ให้เงินกู้สนับสนุน หรือ สปอนเซอร์ โลน มานานหลายปี 4,200 ล้านหุ้น และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน 4 ราย รวม 2,350 ล้านหุ้น (ดังตารางประกอบ) เพื่อชำระคืนดอกเบี้ยค้างจ่ายของหนี้เงินกู้ยืม และชำระค่าธรรมเนียมการปรับกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ (rescheduling fee) ซึ่งโดยข้อเท็จจริงก็เป็นการแปลงหนี้เป็นทุนนั่นเอง แต่ข้อดีก็คือ ทำให้ตัวเลขทางบัญชีว่าด้วยส่วนผู้ถือหุ้นสวยงามมากขึ้น และอีกด้านหนึ่งก็เป็นการสงวนเงินสดที่จะต้องจ่ายออกจากบริษัทให้กับเจ้าหนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด เงินสดที่จะเข้ามาใน BMCL ที่แท้จริง จึงจะมาจากหุ้น 2,000 ล้านหุ้น ที่จะขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในราคา 1 บาทที่จะทำให้ได้เงินเข้ามา 2,000 ล้านบาทเท่านั้น การมีเงินสดมากขึ้น จะทำให้สามารถใช้หนี้เพื่อลดต้นทุนทางการเงินได้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็จะนำไปบริหารสภาพคล่องของบริษัท ผสมกับการนำไปลงทุนใหม่ในสัมปทานเดินรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีม่วงในอนาคตซึ่งมีกำหนดการจะเดินรถได้ภายในปี 2559 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ข่าวดีของการเพิ่มทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องและแก้ปัญหาส่วนผู้ถือหุ้นร่อยหรอลงจนมีความเสี่ยงสูง ถือว่าเป็นข่าวดีต่อเนื่องอีกครั้ง หลังจากเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้ผ่านความเห็นชอบตามข้อเสนอให้บริษัทได้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีม่วงลงอีก เฉพาะค่าจัดหาระบบและตัวรถ ส่งผลยอดวงเงินปรับลดลงมาเหลือสุทธิ 8.26 หมื่นล้านบาท ภายในเวลาที่ BMCL จะได้รับคือ 40 เดือนข้างหน้า สิทธิสัมปทานในการบริหารโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) ระยะทาง 23 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายที่จะสามารถเชื่อมเข้าและดึงคนมาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินให้เพิ่มมากขึ้น 10-15% จะช่วยให้ BMCL มีรายได้ในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะจากรายได้เชิงพาณิชย์ จากจำนวนเฉลี่ยประมาณ 240,000 คน ที่จะเข้ามาใช้บริการในวันทำการ จะทำให้สัดส่วนรายได้ค่าโดยสารใน 3 ปีข้างหน้าเป็น 20% และรายได้เชิงพาณิชย์จะเพิ่มเป็น 80% รวมถึงเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โอกาสอันดีของสัมปทานใหม่ที่จะทำให้มีรายได้ในอนาคตนี้เอง ทำให้ผู้ถือหุ้นสำคัญของบริษัทคือ กลุ่มช.การช่าง และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน ยินยอมรับข้อเสนอเจรจาเพิ่มทุน ด้วยการเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน และแปลงหนี้เป็นทุนในสัดส่วนที่กล่าวมาแล้ว เพราะมองเห็นประโยชน์อันยาวไกลที่รออยู่ กุญแจสำคัญที่ส่งผลดีชัดเจนอีกอย่างหนึ่งจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ อยู่ที่เป็นการขายที่มีโอกาสจะทำให้เกิดไดลูชั่นของราคาหุ้นต่ำ เพราะหุ้นที่บริษัท ช.การช่างซื้อเอาไว้ 4,200 ล้านหุ้น จะไม่ถูกขายออกมาอย่างแน่นอน เพราะต้องการรักษาสัดส่วนการถือครองหุ้นเอาไว้ ในขณะที่จำนวนหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมก็มีไม่มาก ความเสี่ยงจะมีอย่างเดียวเท่านั้น ในกรณีของหุ้นที่แปลงหนี้เป็นทุนให้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินในราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งปัจจุบัน ล่าสุดราคาหุ้นของ BMCL อยู่ที่ระดับ 1.10 บาทโดยประมาณ ซึ่งหากขายออกมา จะทำให้เจ้าหนี้สถาบันการเงิน ได้กำไรประมาณ 10% ในทันที ซึ่งจุดนี้ ถือเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ปมประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ สัดส่วนของการถือครองหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ช.กาช่างจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กว่าเดิมที่เคยถืออยู่ก่อนการเพิ่มทุน (ไม่รวมบริษัทในเครืออีกหลายราย) 16.64% จะกลายเป็นสัดส่วนมากถึง 30.19% ภายหลังการเพิ่มทุน ในขณะที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ในกรณีที่ไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนใหม่ ไม่ได้เพิ่มทุน ทำให้สัดส่วนลดลงเหลือแค่ 14.57% แต่ถ้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วน จะมีสัดส่วนลดลงเหลือ 17.10% ในกรณีที่ไม่ได้ขายหุ้นออกไป ก็ไม่ควรถือว่ารัฐเสียประโยชน์ เพราะ BMCL จะยังขาดทุนต่อไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปีข้างหน้า ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ นั้น สัดส่วนการถือครองหุ้นหลังการเพิ่มทุนก็คงจะเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ซึ่งไม่มีรายละเอียดจนกว่าการเพิ่มทุนจะจบสิ้นลง ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือ การเพิ่มทุนรอบนี้ แม้จะทำให้มีจำนวนหุ้นเพิ่มมามากขึ้นประมาณ 71.55% แต่ได้รับเงินสดเข้ามาจริงเพียง 2,000 ล้านบาทเท่านั้น ก็จะยังคงทำให้กระแสเงินสดของ BMCL กระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก เพราะหากดูจากงบการเงินของบริษัท จะพบว่า หนี้ระยะสั้นของบริษัทมีค่อนข้างต่ำ เพียงแต่มีต้นทุนหนี้เงินกู้ที่หมักหมมยาวนานหลายปี ซึ่งจะต้องถูกบันทึกเป็นดอกเบี้ยจ่ายไตรมาสละประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งการปลดภาระหนี้ไปได้บางส่วน ก็จะช่วยให้บริษัทซึ่งในระยะหลังมี EBITDA เป็นบวกหลายไตรมาสติดต่อกัน สามารถมีโอกาสบันทึกงบเป็นกำไรได้ในบางไตรมาสง่ายดายมากขึ้น เพียงแต่สำหรับผู้ถือหุ้น การเพิ่มทุนเพื่อแก้ปัญหาของบริษัทโดยเฉพาะให้พ้นจากการมี สภาพคล่องขั้นเลวร้าย หนี้ระยะสั้นต่ำ แต่หนี้สินระยะยาวสูง ต้นทุนการเงินสูงลิ่ว และสินทรัพย์มีสภาพคล่องต่ำ แม้สัมปทานยังมีค่าสูง แต่มีผลให้ปริมาณหุ้นเพิ่มขึ้นมากมายเช่นนี้ โอกาสที่จะได้เห็นกำไรต่อหุ้น หรือเงินปันผลเป็นกอบเป็นกำในอนาคต ก็คงจะยากขึ้นเป็นทวีคูณไปด้วย เพราะตัวหารของหุ้นมีจำนวนมากขึ้นทำให้ EPS ไหลรูดลงไปโดยปริยาย การเพิ่มทุนเพื่อแก้ปัญหาส่วนผู้ถือหุ้นที่ร่อยหรอลงไปของ BMCL รอบนี้ จึงเป็นกรณีศึกษาที่นักลงทุนที่ต้องการถือหุ้นที่ยังขาดทุนเพื่อหวังเทิร์นอะราวด์ ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ตัวเลขทางการเงินสำคัญของ BMCL สิ้นงวดไตรมาส 2 ปี 2556 รวมสินทรัพย์หมุนเวียน INCLUDEPICTURE “http://www.set.or.th/images/spacer.gif” \* MERGEFORMATINET 259.77 ล้านบาทรวมหนี้สินหมุนเวียน682.22 ล้านบาทCurrent ratio0.38 เท่าหนี้สินรวม17,715.84 ล้านบาทส่วนของผู้ถือหุ้น531.46 ล้านบาทD/E(ไม่รวม sponsor loanจากCK)33.33 เท่ากำไร(ขาดทุน)ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้151.08 ล้านบาทต้นทุนทางการเงิน 589.48 ล้านบาท