มองเทคนิคแบบ VI … โดย : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
กระทู้สนทนา
หุ้นการลงทุนValue Investment
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เวลาฟังนักวิเคราะห์ทางเทคนิค พูดถึงราคาหุ้นของแต่ละตัวจะไปทางไหน ควรจะซื้อหรือขาย หรือมีแนวต้านแนวรับเท่าไรแล้ว ผมไม่สนใจเลย

เพราะผมไม่เชื่อว่าวิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะสามารถทำเงินได้ ประเด็นสำคัญ ก็คือ การซื้อๆ ขายๆ เมื่อราคาขยับไปเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้กำไรที่ได้รับคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็น้อยตามไปด้วย และนี่หมายความว่าราคาหุ้นต้องขยับไปตามที่เราคาดด้วยวิธีทางเทคนิคด้วย

ข้อเท็จจริง คือ ราคาหุ้นอาจขยับไปในทางตรงกันข้าม ผลคือเราจะขาดทุน แม้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอาจจะบอกได้ถูกต้องถึง 60-70% บอกผิด 30-40% ขณะเดียวกัน ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นทุกครั้งไม่ว่า จะถูกหรือผิด ผลคือ เราไม่เหลืออะไร เป็นไปได้ว่าเราจะขาดทุนมากกว่ากำไร เพราะซื้อขายบ่อยมาก โอกาสที่จะรวยหรือได้กำไรมากๆ จากการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาซื้อขายหุ้นเป็นประจำ จึงเป็นไปได้ยากมาก

ถ้าจะถามว่า ผมไม่ยอมรับเลยใช่ไหมว่า เรื่องเทคนิค เป็นสิ่งที่มีเหตุผล และอาจเป็นจริง สามารถอธิบายการเคลื่อนไหวราคาหุ้นได้ คำตอบของผม คือ ไม่ใช่! การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น อาจมี “รูปแบบ” ที่พอคาดการณ์ได้ อาจมีเหตุผลรองรับ ที่จริงผม ก็สังเกตการเคลื่อนไหวราคาหุ้นบางตัวอยู่เรื่อยๆ เมื่อมีเวลาว่าง ผมไม่ได้ใช้กราฟราคา หรือปริมาณการซื้อขายหุ้นแบบนักเทคนิคมืออาชีพ ผมแค่นั่งดูการเคลื่อนไหวราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นแต่ละวัน และพยายามคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้น “เบื้องหลัง” หุ้นตัวนั้น และต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่า จะเป็นสาเหตุที่ทำให้หุ้นเคลื่อนไหวอย่างที่มันกำลังเป็น

เหตุผลข้อแรก คือ “จิตวิทยา” ของนักลงทุน ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่ราคาหุ้นอาจเคลื่อนไหวไปตาม “จิตวิทยาหมู่” ของ “มวลมหาประชากรของนักลงทุน” ที่เข้ามาซื้อขายหุ้น ที่พวกเขาเชื่อว่าจะวิ่งขึ้นไปมากด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งทำให้ราคาหุ้นตัวนั้น ขึ้นจริงตามคำทำนาย หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Self-Prophecy กระบวนการ คือ เมื่อนักลงทุนเห็นราคาหุ้น “ยอดนิยม” ปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ พวกเขาอยากจะ “กระโดดขึ้นรถ” เพื่อขอทำกำไรไปด้วย นั่นคือ พวกเขาเข้าไปซื้อหุ้น และการซื้อหุ้นของพวกเขา มีส่วนช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น หุ้นจะวิ่งขึ้นต่อไปตามที่พวกเขาคาดไว้ และดึงดูดให้นักลงทุนคนใหม่เข้ามาซื้อเพิ่ม เพื่อหวังทำกำไร และทำให้หุ้นเพิ่มต่อขึ้นไปอีก

เหตุผลข้อสอง อาจเป็นเบื้องหลังของราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ หรือปรับตัวลงมาเรื่อยๆ “ตามเทคนิค” คือการ “มีข้อมูลที่ไม่เท่ากัน” ของนักลงทุนเกี่ยวกับตัวบริษัทนั้นๆ เช่น บริษัทอาจค้นพบเหมืองทองคำ หรือกำลังได้งานหรือสัญญาที่จะทำให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยมในอีกหลายปีข้างหน้า คนที่รู้ก่อน คือ บุคคลภายในบริษัท (Insider) หรือคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเข้ามาซื้อหุ้นก่อน และทำให้ราคาหุ้นขยับตัวขึ้น แล้วคนเหล่านั้น จะบอกคนใกล้ชิด หรือเพื่อนซึ่งจะเข้ามาซื้อเป็นรายต่อไป ก็จะทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปอีก

ต่อมานักวิเคราะห์ สังเกตเห็นราคา และปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้น ค้นพบข้อมูล อาจจะโดยการเปิดเผยของบริษัท ก็จะออกบทวิเคราะห์แนะนำให้ซื้อหุ้น ต่อจากนั้น นักลงทุนสถาบันหรือรายใหญ่ ก็อาจเข้ามาซื้อหุ้นล็อตใหญ่ เก็บเข้าพอร์ต ส่งผลให้ราคาวิ่งขึ้นอย่างแรง และสุดท้าย รายย่อยประเภท “แมลงเม่า” ก็รับรู้ข่าวสารที่ “ดีสุดยอด” และเข้ามาซื้อหุ้น ซึ่งก็ยิ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอีก กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดทันทีแต่ค่อยๆ ทยอยเกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาค่อยๆ ปรับตัวขึ้น อาจหลายเดือน นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นักเทคนิค เข้ามาทำกำไรได้ในจุดใดจุดหนึ่ง

เหตุผลข้อที่สาม การตอบสนองของคน หรือนักลงทุนต่อข่าวสารที่มักจะไม่พอดี หรือไม่สมบูรณ์ หรือไม่ทันที โดยเฉพาะข้อมูลที่จะต้องนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติม ตัวอย่างเช่นเรื่องของผลประกอบการที่ประกาศออกมาของบริษัท สมมุติว่าบริษัทประกาศว่า มีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาด นักลงทุนบางส่วนจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มแต่หลายคนอาจรีรอ เพราะยังไม่แน่ใจกำไร จะดีต่อไปมากน้อยแค่ไหน หลายคนอาจยังไม่ทันได้วิเคราะห์ ดังนั้นราคาหุ้นอาจปรับขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น ต่อมาเมื่อนักวิเคราะห์เข้าไปตรวจสอบ และออกคำแนะนำให้ซื้อ ราคาหุ้นอาจขยับตัวขึ้นไป กระบวนการนี้ทำให้ราคาค่อย ๆ ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้นักเทคนิคสามารถเข้าไปซื้อหุ้นทำกำไรได้

ข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง คือ เบื้องหลัง “แนวรับแนวต้าน” นั้น อาจเกิดขึ้นจาก “ความทรงจำ” ของนักลงทุนต่อราคาหุ้นในอดีต เช่น ถ้าหุ้นตัวหนึ่งมีการซื้อขายกันที่ราคา 10 บาทต่อหุ้นเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้มีคนจำนวนมากที่ซื้อหุ้นมาในต้นทุนประมาณนั้น แล้วราคาหุ้นก็ตกลงมาเหลือ 8 บาทต่อหุ้น เมื่อหุ้นค่อยๆ ปรับตัวกลับมาที่ 10 บาทต่อหุ้น คนที่ขาดทุนจำนวนมากก็จะขายเพื่อ “เอาทุนคืน”

ผลคือ หุ้นจะวิ่งเกิน 10 บาทไปยาก ดังนั้น 10 บาท จึงกลายเป็น “แนวต้าน” ในทางตรงกันข้าม เมื่อหุ้นแกว่งตัวอยู่ที่ระดับราคาค่อนข้างต่ำในระดับหนึ่งมานาน นักลงทุนจำนวนมากที่พลาดโอกาสที่จะซื้อ เมื่อหุ้นอยู่ในระดับราคาสูง ก็จะเข้ามาช้อนซื้อ เมื่อหุ้นตัวนั้นตกลงมาระดับราคาที่ต่ำ ผลคือ ที่ราคานั้นจะเป็น “แนวรับ” ที่ราคาจะไม่ลดต่ำกว่านั้นง่าย ๆ

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม คิดว่าเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวถึงคงมีความเป็นจริงอยู่ไม่น้อย ผมเคยเห็นหุ้นที่วิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ยาวนานและสูงมาก โดยที่ผมไม่คิดว่าพื้นฐานมันจะดีพอที่จะรองรับราคาที่ขึ้นไป แต่ในใจรู้สึกว่าคงจะขึ้นไปอีก เหตุผลเพราะว่ามี “แรงเชียร์” และมีคนสนใจพูดถึงกันมาก และแม้แต่ VI ชั้นนำบางคน ถือหุ้นจำนวนมาก หุ้นตัวนั้นต้องขึ้นตามที่มีการคาดไว้ เป็น Self Prophecy ส่วนหุ้นที่ขยับขึ้นไปในลักษณะที่ว่า อาจมีข่าวดีที่บุคคลภายในรู้ก่อน และเริ่มซื้อหุ้น ต่อมาก็มีคนใกล้ชิด หรือคนที่อาจรู้ข่าว เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่ม ทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นสิ่งที่ผมเคยพบมาก่อน

เช่นเดียวกับเรื่องประกาศผลประกอบการที่ดีขึ้น แต่การปรับขึ้นของราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาเป็นระยะๆ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา สุดท้ายแนวรับแนวต้านนั้น ผมรู้สึกว่า อาจมีความเป็นจริงอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่แบบที่นักเทคนิคพูด แนวรับแนวต้านบางครั้ง จะเป็นลักษณะที่หุ้นบางตัว พอลงถึงจุดหนึ่ง ก็มีแรงซื้อเข้ามารับเหมือนๆ กับคราวก่อนที่หุ้นลงมาแล้วไม่ได้ซื้อ คราวนี้เป็นโอกาส และหุ้นก็มักไม่ลงต่ำกว่านั้น

ทั้งหมดที่พูดถึง ผมก็ไม่แน่ใจว่า เป็นจริงแท้แค่ไหน อาจเป็นความรู้สึกของผม ที่ติดตามดูราคาของหุ้นบางตัวที่ผมสนใจ และเห็น “อาการ” หรือรูปแบบราคาหุ้นเป็นแบบนั้น แต่ถ้าทำการศึกษาจริงๆ ในหุ้นจำนวนมาก อาจไม่เป็นแบบนั้นก็ได้

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมก็ยังไม่เคยใช้การสังเกต หรือวิเคราะห์ทางเทคนิคมาตัดสินใจซื้อขายหุ้น ผมยึดมั่นว่า จะไม่ใช้ความรู้สึกมาเป็นหลักในการซื้อขายหุ้นเพราะความรู้สึก อาจผิดเพราะมักจะ “ลำเอียง” โดยที่เราไม่รู้ตัว เหนือสิ่งอื่นใดคือ ความรู้สึกนั้น มักทำให้การถือหุ้นลงทุนของเราสั้นลง และนี่อาจจะไม่คุ้มค่าเลย สำหรับผมแล้ว “อาการทางเทคนิค” ของหุ้น เอาไว้ดูเล่นดีกว่า อย่าเอาไปตัดสินใจซื้อขายหุ้นเลย
2 9
Wild Rabbit
วันพุธ เวลา 09:02 น.
พ่อน้องนา ถูกใจ, Sint_suphos ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1009964 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 996758 ถูกใจ, สาวหน้านิ่ง ตาดุ ถูกใจ, พ่อน้องไอซ์ ถูกใจ, umineko ถูกใจ, เที่ยวไหมพี่ ถูกใจ, Breakthrough ถูกใจ
6 ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
ก็เป็นแค่ “ความเห็น” ของท่าน ดร. นะครับ
ส่วน “ความจริง” มันก็อีกเรื่องนึง
คนที่ลงทุนโดยใช้เทคนิคัล และประสบความสำเร็จนั้นมีมากมาย
หลายคนรวยกว่า ดร.เสียอีก
การเป็นเซเลปด้าน vi บางทีก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านกรอบความคิดที่ตัวเองขังไว้
ตอบกลับ
0 0
เที่ยวไหมพี่
วันพุธ เวลา 09:29 น.
ความคิดเห็นที่ 2
ความจริง ท่านอาจจะเอากำไรมาแอบเล่น แบบเทคนิคอลอยู่บ้างก็ได้นะ ใครจะรู้ อิ อิ
ตอบกลับ
0 1
Panjasila
วันพุธ เวลา 09:32 น.
สาวกห้องแป้ง ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 3
ต้มมาม่ารอดีกว่า…
ตอบกลับ
0 0
plamorsri
วันพุธ เวลา 09:34 น.
ความคิดเห็นที่ 4
วิธีการไม่เกี่ยวครับ มันอยู่ที่ผลลัพธ์
ท่าน Dr. คือผู้ที่ชนะ ดังนั้นท่านจึงมีสิทธิ์พูดได้
ตอบกลับ
0 0
chocoreto
วันพุธ เวลา 10:17 น.
ความคิดเห็นที่ 5
ผมเดาว่า อ.อาจจะ หมายถึงมอง technique แบบ VI คือ vi ไม่น่าจะให้น้ำหนักกับ กราฟมาก เท่ากับการประเมิน intrinsic value