การเมืองเดือด “จังหวะดี” ฉกของถูก

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

“นาทีทอง” ช้อน “ของดีราคาถูก” มาแล้ว!! “หมอบุญ-เสี่ยปู่-โสรัตน์-ปิยพันธ์-เฉลิมเดช” ประสานเสียงการเมืองฮอตเช่นนี้ จงหาโอกาสสอยหุ้น

การเมืองร้อนระอุ!! ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2556 ถูกหลายหน่วยงาน “หั่นจนเหี้ยน” ลดระดับต่ำสุด ต้องยกให้คำทำนายของ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย” หลังมองว่า โอกาสเติบโตน่าจะต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นบทวิเคราะห์ของ “สภาพัฒน์” ที่มองว่าอาจเติบโตเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ จากคาดการณ์เดิม 3.8-4.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ส่งออกอาจขยายตัว “ศูนย์เปอร์เซ็นต์”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุผลหลักที่คอยกดดัน SET INDEX จนหลุดระดับ 1,400 จุด เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2556 ก่อนจะทยอยสร้าง “จุดต่ำสุด” ใหม่แทบทุกวัน ภาวะสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ “นักลงทุนใหญ่” วางวิถีลงทุนของตนเองอย่างไร “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” มีคำตอบ

“นพ.บุญ วนาสิน” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของพอร์ตลงทุน “หลักร้อยล้านบาท” แนะนำว่า แม้การเมืองจะรุนแรง แต่ตลาดหุ้นไทยยังคง “น่าสนใจ” เหมือนเช่นเคย ความสวยอยู่ตรงที่ “อัตราส่วนราคาต่อกำไร” หรือค่า P/E ยังต่ำหากเทียบกับตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ

หากนักลงทุนรายใดอยากลงทุนหุ้นในภาวะแบบนี้ คุณควรปรับสัดส่วนการลงทุน ด้วยการแบ่งเงินมาลงตลาดหุ้นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ เก็บไว้เป็นเงินสด ส่วนใครที่มีเงินเย็นสามารถช้อนหุ้นพื้นฐานเข้าพอร์ตได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์

หุ้นพื้นฐานที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร? ง่ายๆ หุ้นตัวไหนจ่ายเงินปันผลตลอดรีบสอยเลย หากคุณถือลงทุนประมาณ 1 ปี รับรองได้เงินปันผลปลอบใจประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง “กลุ่มพลังงาน-ธนาคาร-รับเหมาก่อสร้าง” พวกนี้พื้นฐานดีซื้อลงทุนได้เลย

“หมอบุญ” วิเคราะห์ความรุนแรงทางการเมืองว่า สุดท้ายเรื่องนี้จะมีทางออก เมื่อถึงเวลาทั้ง 2 ฝ่ายจะหันหน้ามาคุยกัน เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ตอนนี้รัฐบาลคงต้องปล่อยให้ประชาชนออกมาแสดงสิทธิทางการเมืองกันอย่างเต็มที่ หน้าที่ของรัฐบาล คือ ดูแลความเรียบร้อยไม่ให้เกิดความรุนแรง

ถามถึงทิศทางตลาดหุ้นในปี 2557? เขาทำนายว่า ดัชนีน่าจะ “กระโดดแรง” โอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะ 1,600-1,700 จุด จากฐานในปี 2556 ที่ระดับ 1,300-1,400 จุด มี สูงมาก ปัจจัยอะไรที่จะมาสนุบสนุนให้หุ้นไทยไปต่อ? “นักลงทุนรายใหญ่” ตอบว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มฟื้นตัวยังไงละ

ปีหน้าประเทศอเมริกาน่าจะทยอยลดการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ ซึ่งนั่นแปลว่า อะไรๆกำลังจะดีขึ้นตามลำดับ ฉะนั้นหากการเมืองไทย “สงบสุข” รับรองหุ้นจะกลับมา “สดใส” แน่นอน ส่วนตัวเชื่อว่า ทุกอย่างจะคลี่คลายก่อนวันที่ 5 ธ.ค.นี้ เผลอๆทางออกจะเริ่มเห็นในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ หลังการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วเสร็จ

“วันนี้ (2 ธ.ค.2556) นักลงทุนเริ่มทยอยซื้อหุ้นเข้าพอร์ตได้เลย ใครมั่นใจมากให้ทยอยเก็บหุ้นดีๆ 60 เปอร์เซ็นต์ หากยังกล้าๆกลัว 30 เปอร์เซ็นต์พอ”

“เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” เจ้าของพอร์ต “หลักพันล้าน” มองว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะโดนภาวะทางการเมืองกดดัน แต่ตลาดหุ้นยังมี “ความน่าสนใจ” ซึ่งนักลงทุนควรให้น้ำหนักในหุ้นที่มี “ความปลอดภัย” นั่นคือ “หุ้นพื้นฐานดี” หุ้นลักษณะนี้ นอกจากธุรกิจมีการเติบโตสม่ำเสมอแล้วยังไม่ได้รับผลกระทบจากกการเมืองด้วย

โดยเฉพาะ “หุ้นกลุ่มค้าปลีก” อาทิเช่น หุ้น ซีพี ออลล์ หรือ CPALL รวมถึง “หุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค” เน้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า เพราะเขากำลังจะขายไฟฟ้าให้กับรัฐบาล ฉะนั้นไม่มีทางรับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองแน่นอน

เขาแนะนำต่อว่า นักลงทุนควร “หลีกเลี่ยง” หุ้นที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการ “ท่องเที่ยวและโรงแรม” ยกตัวอย่างเช่น หุ้น ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ไม่จำเป็นอย่างเข้าไปยุ่ง

วันนี้สถานการณ์การเมืองวุ่นวาย กลุ่มเหล่านี้โดนเต็มๆ เพราะนักท่องเที่ยวจะไม่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยสักพัก ส่วนตัวเชื่อว่า หากการเมือง “ยืดเยื้อ” ราคาหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจะปรับตัวลดลงค่อนข้างเยอะ แต่หากหุ้นตัวไหนพื้นฐานดีราคาลงเยอะ ถือเป็นจังหวะเก็บเข้าพอร์ตได้เช่นกัน

“เสี่ยปู่” ยอมรับว่า การเมืองร้อนแรง ถือเป็นช่วงที่ลงทุนยากมาก เพราะว่าต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนอย่างสูง ฉะนั้นนักลงทุนควรบริหารพอร์ตลงทุนให้ดี

“ซื้อหุ้นตัวที่ดี ตัดขายหุ้นตัวที่เลว”

สถานการณ์แบบนี้ ควรแบ่งเงินมาลงทุนหุ้นเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้เงื่อนไข “เลือกหุ้นพื้นฐานดี แล้วถือลงทุนในระยะยาว”

“ผมยังไม่ได้ประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นในปี 2557 ทุกอย่างน่าจะขึ้นอยู่กับการเมืองไทยอย่างเดียว หากไม่รุนแรง ตลาดหุ้นน่าจะกลับมาสดใสเหมือนเดิม แต่ถ้าไร้ความสงบ ดัชนีคงไม่ไปไหน มูลค่าซื้อขายต่อวันคงไม่เยอะ”

ด้าน “เคน-โสรัตน์ วณิชวรากิจ” นักลงทุนรายใหญ่ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 บมจ.อาร์เอส หรือ RS บอกว่า “โอกาสทอง” ของท่านมาแล้ว คุณสามารถเลือกซื้อหุ้นที่มีกิจการดีๆและไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองได้เลย ส่วนตัวแนะนำช้อนหุ้นเต็มพอร์ต “ร้อยเปอร์เซ็นต์” โอกาสดีๆแบบนี้หายาก

“เปรียบเหมือนเราไปซื้อผักตอนตีสาม ไม่ต้องไปแย่งกับใคร แต่หากไปซื้อผักตอนตีห้าจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารุมซื้อเยอะแยะ”

ใครมีความคิดจะขายหุ้น หลังเห็นราคาลดลง “ผมไม่เห็นด้วย” ส่วนใครที่มีเงินอยู่ในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆแล้วคิดจะขาย เพื่อนำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น “ทำเลยครับ” นี่คือโอกาสดีที่คุณจะได้หุ้นราคาถูกและได้บริษัทดีๆมาครอบครอง เขาย้ำ ช่วงนี้เหมาะอย่างยิ่งใน การลงทุน ยิ่งสถานการณ์เลวร้ายเท่าไหร่ ยิ่งน่าลงทุนเท่านั้น

“เมื่อก่อนเราซื้อเสื้อตัวละ 1,000 บาท แต่ปัจจุบันซื้อเสื้อตัวนั้นได้ในราคาเพียง 500 บาท เป็นใครจะไม่ซื้อจริงมั้ย!!”

สถานการณ์แบบนี้ ซื้อหุ้นตัวไหนดี? เขาแนะนำว่า ต้องเป็นหุ้นที่ไม่โดนการเมืองทำร้าย เช่น “กลุ่มพลังงานทดแทน” คุณแทบไม่ต้องกลัวว่า เหตุการณ์การเมืองจะมาทำให้ราคาหุ้นตก เพราะเขากำลังจะขายไฟฟ้าให้กับทางรัฐบาล ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาก็ต้องขายไฟฟ้าอยู่ดี

ไม่อยากให้นักลงทุน “อย่าตกใจ” มากเกินไป ตลาดหุ้นยังลงทุนได้ เพียงแต่ต้องแบ่งการลงทุนให้ดี ลองทยอยลงทุนครั้ง 10 เปอร์เซ็นต์ก่อน หากราคาลดลงอีกค่อยเข้าไปซื้อเพิ่ม เลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีเป็นหลัก ไม่ยากหรอก เขาให้กำลังใจ

“การเมืองไม่น่ายืดเยื้อ ทุกอย่างจะมีทางออกและจบโดยเร็ว เมื่อความวุ่นวายจบลง ปี 2557 จะเป็นปีที่ดีของการลงทุน ราคาหุ้นอาจเติบโตตามผลประกอบการณ์ที่เพิ่มขึ้น เพียงแต่ต้องเลือกกิจการที่ดี รับรองผลตอบแทนสวยแน่นอน”

“ป้อม-ปิยะพันธ์ วงศ์ยะรา ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ “สต็อกทูมอร์โรว์ ดอทคอม” บุรุษนามแฝง Looking บอกว่า การเมืองไม่นิ่ง คอยกดดันตลาดหุ้นไทย สถานการณ์เช่นนี้มีหุ้นอยู่ 1 ตัวที่น่าสนใจ นามว่า “เงินสด” คุณควรถือในสัดส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 30 เปอร์เซ็นต์ นำไปลงทุนในตลาดหุ้น ความไม่แน่นอน ทำให้ต้องระวังมากขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่า คงไม่ยืดเยื้อ ทุกฝ่ายต้องหาทางออกได้

ถามว่า สัดส่วนที่เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ จะไปซื้อกลุ่มไหนดี ต้องเลือกที่มีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย นั่นคือ “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” เน้นผู้ประกอบการที่กำลังสร้างคอนโดมิเนียม เพราะความต้องการยังมีอยู่มาก อีกกลุ่ม คือ “กลุ่มสื่อสาร” เน้น 2 รายใหญ่เป็นหลัก พวกนี้พื้นฐานแกร่ง ผลประกอบการขยายตัวดี แถมยังจ่ายเงินปันผลตลอด

“นักลงทุนรายใหญ่” เชื่อว่า ปีหน้าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ฉะนั้นนักลงทุนยังเข้ามาลงทุนได้ “ระยะสั้น-ระยะกลาง” น่าจะมีปัจจัยบวกเรื่องการจ่ายเงินปันผลคอยสนับสนุนราคาหุ้น

จากนั้นค่อยมาพิจารณาอีกครั้งว่า จะขายหรือจะถือลงทุนต่อ เท่าๆที่ดูตลาดหุ้นไทยยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร หลังได้รับแรงกดดันจากการเมือง ทำให้ราคาหุ้นปรับลดลงเยอะ แม้บางบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ตาม

ปิดท้ายด้วยคำทำนายของ “เชาว์-เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ” เจ้าของมูลค่าการลงทุน “หลักร้อยล้าน” บอกว่า การเมืองร้อนแรงเช่นนี้ หากนักลงทุนเน้นถือลงทุนยาว ไม่ต้องกลัวอะไรเลย จากประวัติศาสตร์เมืองไทยที่ผ่านมา การเมืองวุ่นวายมาแล้วหลายรอบ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

เพียงแต่นักลงทุนอาจต้องเลือกหุ้นเป็นรายตัว เน้นบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ปัจจุบันเมืองไทยมีคนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดังนั้นหุ้นที่น่าเข้าไปลงทุนคงจะเป็น “กลุ่มค้าปลีก” ไปเลือกหาตัวที่ราคายังถูกๆ

ตลาดหุ้นไทยปี 2557 คงจะดี จากปัจจัยบวกที่รออยู่ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และแถบยุโรป เมื่อเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว จะทำให้ส่งออกของไทยดีขึ้นจากปี 2556 ยิ่งปี 2558 จะเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจเมืองไทยเติบโต เมื่อนั้นตลาดหุ้นคงดีขึ้นอีก

“เศรษฐกิจทุกประเทศมีโอกาสสะดุด ไม่มีประเทศไหนเป็นเส้นตรง”

2 กูรู “เชียร์” เล่นหุ้นปลอดภัย

“ป๋อง-สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET บอกว่า ความไม่นิ่งของการเมือง ทำให้หุ้นทุกตัวในตลาดมี “ความเสี่ยง” ฉะนั้นแนะนำให้เข้าไปซื้อหุ้นที่ขึ้นเร็วๆ และหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบทางการเมือง อาทิเช่น “กลุ่มสื่อสาร” และ “กลุ่มส่งออก” แต่อาจต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมาก

“หุ้นปลอดภัย” ไม่พึ่งพิงนโยบายของภาครัฐ น่าลงทุนมากสุด

นักลงทุนควร “หลีกเลี่ยง” หรือ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจมีผลต่อนโยบายโครงการต่างๆของภาครัฐ หุ้นตัวไหนที่รอรับผลประโยชน์ จากพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท อาจลงแรงหากโครงการล่าช้าออกไป

เขา ทำนายต่อว่า SET INDEX ภายในช่วงวันที่ 2-6 ธ.ค.นี้ อาจ “ฟื้นตัว” จากสัปดาห์ก่อน โอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,400-1,420 จุด มีสูง เชื่อว่า ความวุ่นวายน่าจะจบ และตลาดหุ้นจะมีแรงซื้อกลับมา แต่ปริมาณการซื้อขายคงไม่สูงมากนัก

“ตลาดหุ้นปีหน้าคงไปได้ด้วยตัวของตัวเอง แต่บรรยากาศคงไม่คึกคักเหมือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วจะเริ่มฟื้นตัว และอาจชัดเจนหลังไตรมาส 1/2557 เหตุผลนี้น่าจะหนุนให้หุ้นไทยไปต่อ”

“ดร.พิชิต อัคราทิตย์” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด บอกว่า ในช่วงการเมืองไม่นิ่ง นักลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นที่ “ปลอดภัย” ให้เลือกเป็นรายตัว ดูตัวที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง อย่างหุ้น “กลุ่มค้าปลีก” หุ้น “กลุ่มส่งออก” หุ้น “กลุ่มปิโตรเคมี” ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตไม่สูงมาก เนื่องจากราคาน้ำไม่สูง ความต้องการ (ดีมานด์) เริ่มฟื้นตามเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และยุโรปดีขึ้น และหุ้น “กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์” เพราะว่าดีมานด์ฝั่งยุโรปเริ่มดีขึ้น

ส่วนหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองโดยตรง จะเป็นหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม แต่เชื่อว่าความวุ่นวายทางการเมืองน่าจะไม่ยืดเยื้อ และคงไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น แต่หากราคาหุ้นลงมาก็สามารถซื้อได้ และถือเป็นการลงทุนในระยะยาว หุ้น “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” เพราะว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับโครงการของภาครัฐที่จะออกมา

เขาบอกว่า ปีหน้ามองภาคส่งออกน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ เพราะว่าสหรัฐอเมริกา ยุโรป เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในปีหน้าจะดีกว่าปีนี้โดยคาดว่าความสามารถทำกำไร บจ.จะโต 17 เปอร์เซ็นต์ จากปีนี้ ภายใต้ P/E เท่าเดิม หากมองดัชนี SET index น่าจะอยู่ที่ 1,650 จุด ภายใต้เงื่อนไขการเมืองไม่ยืดเยื้อ ไม่มีความรุ่นแรงเกิดขึ้น รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

Tags : สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล