ล้มแล้วลุก

โดย : จันจิรา จารุศุภวัฒน์

ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เมืองเชียงใหม่ ชื่อของ พิชัย จาวลา อาจไม่คุ้นหูนัก เพราะฐานธุรกิจเดิมของครอบครัว มาจากกิจการร้านขายผ้าในกาดวโรรส

กิจการร้านขายผ้าในตลาดวโรรสตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ภายใต้ชื่อร้านขายผ้านิรันดร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนเชียงใหม่มานานกว่า 40 ปี แต่หลังจากกระแสการลงทุนที่ถาโถมเข้ามาทำให้ธุรกิจของกลุ่มทุนท้องถิ่นต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแแปลงและการรุกคืบเข้ามาของกลุ่มทุนต่างถิ่น

เช่นเดียวกับเขาที่เกาะติดกระแสการลงทุนของโลกทุนนิยม และเลือกลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่หลายคนมองว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะวันนี้เหลียวมองไปทางไหนก็เห็นแต่โรงแรมผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดทั่วเมืองเชียงใหม่ จนเกิดปัญหาห้องโอเวอร์ซับพลาย ทั้งโรงแรม 5 ดาวของกลุ่มเชนต่างชาติ ไล่มาถึงโรงแรมระดับ 4 ดาวจนถึง 2 ดาว และโรงแรมเทรนด์ใหม่สไตส์บูติก โฮเทล ของนักลงทุนจากส่วนกลางและในท้องถิ่นเอง ตลอดระยะเวลา 5 – 6 ปีที่ผ่านมา มีโรงแรมเกิดใหม่ไม่ต่ำกว่า 40 – 50 แห่ง และยังมีการเทคโอเวอร์ซื้อขายเปลี่ยนมือโรงแรมของนักลงทุนท้องถิ่นเดิมให้แก่นักลงทุนส่วนกลางที่มีทุนหนาและสายป่านยาวกว่าอีกจำนวนไม่น้อย

โรงแรมบีทู เป็นโรงแรมน้องใหม่ที่พิชัยนั่งแท่นบริหารร่วมกับน้องชายภายใต้ชื่อกลุ่มจาวลา เชียงใหม่ กรุ๊ป ด้วยคอนเซ็ป BOUTIQUE & BUDGER HOTEL หรูหราแต่ราคาประหยัด เพื่อรับมือในวันที่วงการโรงแรมกำลังเผชิญปัญหาห้องพักโอเวอร์ซับพลาย

เมื่อ 20 ปีก่อน หลังคว้าใบปริญญาด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาก็เริ่มก้าวสู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร แม้ครั้งแรกจะไม่ประสบผลสำเร็จจนต้องหยุดดำเนินการและคืนเงินมัดจำให้ลูกค้า แต่หลังจากผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งครั้งใหญ่เมื่อปีพ.ศ. 2540 ครอบครัวของพิชัย ก็กลับมาสู่วงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง

“ครอบครัวเริ่มกลับเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกครั้งในปี 2542 แม้เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตมาได้ไม่นาน แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส เวลานั้นเป็นจังหวะดีอย่างยิ่งที่จะลงทุน เพราะดอกเบี้ยถูก เงินบาทอ่อนค่าลง ตลาดท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นตัว”

จนปี 2551 เขาได้ลงทุนสร้างคอนโดมิเนียมขายให้ชาวต่างชาติ 2 แห่ง คือ The Convention และMountain Front ที่สร้างปรากฎการณ์ปิดการขายภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนแรกที่เปิดโครงการ หลังธุรกิจคอนโดมิเนียมไปได้สวย พิชัยจึงกระโดดเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม โดยเริ่มชิงลางจากการสร้างเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ “เซ็นเตอร์ปาร์ค” บริเวณถนนวงแหวนรอบกลาง และสร้างโรงแรมโดยนำเชน”เบสเวสเทิร์น”เข้ามาบริหาร ต่อมาจึงสร้างโรงแรมแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ”บีทู”โดยกำหนดตำแหน่งให้เป็นโรงแรมขนาดเล็ก – กลาง ภายใต้คอนเซ็ป BOUTIQUE & BUDGER HOTEL เน้นราคาประหยัดแต่ห้องพักหรูหราสวยงาม เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงความคุ้มค่าหากมาพักที่โรงแรมบีทู

“แม้ทำเลที่ตั้งของโรงแรมบีทูจะไม่โดดเด่น แต่ถือว่าอยู่ในทำเลที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก อยู่ในโซนถนนสายอ้อมเมือง -ซุปเปอร์ไฮเวย์ ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมโยงสามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างง่ายและสะดวกสบาย” พิชัยบอก

เขาเล่าต่อว่า ขอให้เจอที่ดินเหมาะสมแม้ไม่ได้อยู่กลางเมืองหรือติดถนนใหญ่ ยอมซื้อที่ราคาถูกลงมาหน่อย เช่น อยู่ในทำเลถนนวงแหวนรอบกลาง หรือทำเลในซอยหรือห่างจากถนนเล็กน้อย แต่ดูแล้วเป็นทำเลที่เหมาะสมก็พร้อมลงทุนทันที แต่บางครั้งก็ซื้อที่ดินเก็บไว้โดยไม่ลงทุนอะไร รอจังหวะเวลาและโอกาสที่ดีแล้วปล่อยขายเพื่อทำกำไรและนำเงินมาลงทุนต่อ

แต้มต่อของธุรกิจจุดสำคัญคือการควบคุมต้นทุนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าเริ่มตั้งแต่การซื้อที่ดิน กลุ่มจาวลาค่อนข้างโชคดีที่มีทีมงานมืออาชีพทำหน้าที่จัดหาที่ดิน การลงทุนจะเลือกตามทำเลที่มีเข้ามาเป็นทำเลที่ไม่ไกลจากตัวเมือง อยู่โซนถนนอ้อมเมืองหรือวงแหวนรอบกลางทำให้ราคาที่ดินไม่แพงจนเกินไป

“ผมถือว่าเป้าหมายการทำธุรกิจทำเลเป็นเรื่องรอง ผมให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุน ตั้งแต่การก่อสร้าง ผมจะจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เองจากนั้นจึงจ้างผู้รับเหมามาดำเนินการโดยจัดสรรกำไรให้ตามความเหมาะสม การลงทุนที่ผ่านมาจึงสามารถควบคุมต้นทุนให้ลดลงได้กว่า 15 – 20% เมื่ออยู่ภายใต้โจทย์ที่ดินไม่แพง-ควบคุมค่าก่อสร้างได้จึงตั้งกำหนดห้องพักในเรตราคาคืนละ 499 – 599 บาทได้ ทำให้ลูกค้าหลั่งไหลมาพักไม่ขายสายแม้เชียงใหม่จะมีปัญหาห้องพักโอเวอร์ซับพลาย”พิชัยอธิบาย

ในตลาดโรงแรมลูกค้าระดับบนยังมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ลูกค้าในตลาดกลางและล่างยังมีอยู่จำนวนมาก ถ้าทำโรงแรมสวย ดี และ ถูก ลูกค้าจะเข้ามาหาเราเอง ปัจจุบันโรงแรมบีทูแทบไม่ต้องใช้พนักงานการตลาด หรือเซลเลย เราจ้างเซลทำงานน้อยมาก แต่อาศัยการตลาดแบบบอกต่อกันปากต่อปาก ถือเป็นการตลาดที่ดีที่สุด ทุกวันนี้มีลูกค้าติดต่อกลับมาด้วยการตลาดแบบปากต่อปาก ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ตางชาติ หรือแม้แต่กรุ๊ปทัวร์

เป้าหมายในอนาคตเขาวางแผนสร้างโรงแรมบีทูเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 – 2 แห่งเน้นนอกพื้นที่จ.เชียงใหม่เพื่อสร้างแบรนด์บีทูให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และยังมีแพลนขายแบรนด์โรงแรมบีทูในรูปแฟรนส์ไชส์ เพราะมั่นใจว่าของถูกและดีย่อมเป็นที่ต้องการของตลาด เป็นยุทธวิธีการทำธุรกิจแบบป่าล้อมเมือง

สำหรับธุรกิจร้านขายผ้า ครอบครัวยังทำกันอยู่ไม่ทิ้งแต่คงไม่ใช่ธุรกิจหลักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เวลานี้ทั้งพิชัยและครอบครัวให้ความสำคัญกับธุรกิจในกระแสของโลกทุนนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์-โรงแรม เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบสามารถขายได้ไม่จำกัด สอดรับกับเชียงใหม่ที่เป็นหัวเมืองสำคัญของภูมิภาค และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยังอยู่ในกระแส มีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของเขาถือว่า ตอบโจทย์การลงทุนแบบสวนกระแส ในวิกฤตยังมีโอกาส การควบคุมต้นทุนเป็นหัวใจสำคัญนั่นเอง