ล้วงศาสตร์ลงทุน “เสี่ยงต่ำ” “ศิริพงษ์ รุ่งโรจน์กิติยศ”

หุ้นการลงทุนValue Investment
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เมื่อชีวิตไม่รักที่เสี่ยง“ศิริพงษ์ รุ่งโรจน์กิติยศ”ผู้ก่อตั้ง “พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง”มุ่’สู่ถนนแห่งลงทุน “พันธบัตร-หุ้นกู้-หุ้นปันผล

“Risk Averse Investor” หรือ นักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง ไลฟ์สไตล์การลงทุนรูปแบบนี้ดูจะเหมาะกับจริตของ “ศิริพงษ์ รุ่งโรจน์กิติยศ” เจ้าของ บมจ.พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง หรือ PCSGH ผู้ประกอบการธุรกิจผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ในระบบขับเคลื่อน หรือ Power Train ที่กำลังจะนำหุ้น IPO จำนวน 356.50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ช่วงปลายปี 2556

“ศิริพงษ์” ในฐานะหุ้นใหญ่ 75 เปอร์เซ็นต์ ควงแขน “ประสงค์ อดุลยรัตนนุกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “บังลังก์ รุ่งโรจน์กิติยศ” บุตรชายคนรอง จากจำนวนพี่น้อง 5 คน (ภาคภูมิ-บังลังก์-ธิเบต-อังกฤษ-พลเอก) มานั่งพูดคุยเรื่องการลงทุนส่วนตัว บนชั้น 25 อาคารเลครัชดา

“40 กว่าปี ในโลกของการทำงาน ผมมักแบ่งเงินที่เหลือจากการทำธุรกิจมาลงทุนในพันธบัตร หรือ Bond ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรของสถาบันการเงินทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงหุ้นกู้ต่างๆ หากมีจังหวะและโอกาสทุ่ม “ร้อยเปอร์เซ็นต์” หนุ่มใหญ่ผู้กว้างขวาง จังหวัดนครราชสีมา เกริ่นนำเรื่องการลงทุนให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟัง

ออมเงินลักษณะนี้ นอกจากจะมีผลตอบแทนที่แน่นอนแล้ว ชีวิตการลงทุนยังไม่สุ่มเสี่ยง แถมไม่มีทางได้สัมผัสกับคำว่า “เจ๊ง” แน่นอน เขาบอกถึง “จุดเด่น” ของการซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้ อย่าถามเลยว่า “ผมมีพันธบัตรอะไรบ้าง เอาเป็นว่า พันธบัตรสถาบันการเงินในประเทศมีเกือบหมด

“ผมจะเล่าเท่าที่พอจำได้ ครั้งหนึ่งเคยซื้อพันธบัตรของธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ได้มาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ตอนโน้นผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 9.25 เปอร์เซ็นต์ (ยิ้ม) พันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.เมื่อ 10 ปีก่อนให้ ผลตอบแทนสูงถึง 5.9 เปอร์เซ็นต์ เชื่อหรือไม่!! ปัจจุบันผลตอบแทนหดเหลือแค่ 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”

พันธบัตรของธนาคารทหารไทย ธนาคารกสิกรไทย และอื่นๆอีกมาก ทุกวันนี้พันธบัตรเหล่านั้นยังคงสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง แม้จะไม่สูงเหมือนก่อน แต่ก็ส่งเงินเข้ากระเป๋าสม่ำเสมอ ส่วนหุ้นกู้จะเน้นซื้อของบริษัทขนาดใหญ่ อาทิเช่น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC หุ้นกู้ตัวนี้ลงทุนประจำ ผลตอบแทนดีมาก

ถามว่า วันนี้มูลค่าพอร์ตลงทุนพันธบัตรและหุ้นกู้มูลค่าสูงเท่าไรแล้ว เขาเลือกที่จะส่งเสียงหัวเราะเป็นคำตอบ ทำท่าคิดก่อนพูดว่า “ผมลงทุนมานานมากแล้ว (ลากเสียงยาว) มูลค่าจะสูงเท่าไรละ คุณลองกลับไปคิดดู เขาแอบบอกตัวเลข “สูงปริ๊ด” หลังไมค์

“ชายวัย 63 ปี” ดีกรีปริญญาตรีและปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือโอกาสเล่าเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นให้ฟังว่า วันนี้พอร์ตหุ้นของผมมีมูลค่าประมาณ 200-300 ล้านบาท ขอบอกก่อนว่า ผมไม่ใช่นักลงทุนที่ซื้อขายรายวัน แต่เน้นสอย “หุ้นปันผล” เป็นหลัก เป้าหมายการลงทุนไม่สูงเกินเอื้อม ขอแค่ผลตอบแทนชนะเงินฝากธนาคาร พอใจแล้ว หนทางการลงทุนเช่นนี้ พิสูจน์แล้วว่า “ใช้ได้จริง”

จำไม่ได้จริงๆว่า เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นครั้งแรกตอนไหน รู้เพียงว่า ช่วงนั้นยุ่งกับการทำงานมากจะเปิดดูหุ้นต่อเมื่อเพื่อนๆแนะนำให้ช้อนหุ้นตัวนั้นตัวนี้ แต่ไม่เคยเชื่อเพื่อนสักครั้ง (หัวเราะ) บังเอิญไม่ชอบ “หุ้นหวือหวา” ขอเลือกลงทุนตามทางที่ถนัดดีกว่า

วันนี้มีหุ้นในพอร์ตกี่ตัว โอ๊ย!! คุณพ่อลูกห้า ร้องอุทาน ก่อนเล่าว่า จำไม่ได้ไม่ค่อยได้ดูเท่าไร รู้แค่ว่า “หุ้นปันผล” ตัวแรกที่เลือกลงทุน คือ หุ้น ธนาคารทหารไทย หรือ TMB ตัดสินใจซื้อเพราะไม่อยากให้แบงก์สัญชาติไทย “เจ๊ง” อารมณ์ความสงสารครอบงำ สอยมาตั้งแต่ราคา 1 บาทกว่าๆ จากนั้นไล่ซื้อมาตลอด ช่วงราคาหุ้น TMB หล่นเหลือ 0.40 บาท ยอมรับไม่กล้าเก็บ ไปซื้ออีกครั้งหลังแบงก์เปิดตัวผู้บริหารทีมใหม่

รองลงมา คือ หุ้น ปตท.หรือ PTT ซื้อเพราะบริษัทจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอให้ ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากธนาคาร หุ้น ปตท.ถือเป็นตัวผลักดันมูลค่าพอร์ตลงทุนให้ทะยานแตะ “หลักร้อยล้านบาท” เพราะซื้อมาตั้งแต่ราคาไอพีโอ 32 บาท

แรกๆที่ได้เป็นเจ้าของหุ้น PTT ราคาลดลงตลอด ตอนนั้นไม่สนใจไม่มองปล่อยมันไป คิดเพียงว่า บริษัทแห่งนี้นี้มีรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ รับรองไม่มีทางล้มละลาย สุดท้ายความคิดนั้นทำให้เรารู้สึกว่า “นี่ละคือการลงทุนที่ฉลาดมาก”

หุ้น ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC “จุดเด่น” ของเขา คือ จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกปี เฉลี่ย 4-5 เปอร์เซ็นต์ แถมยังเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย และโครงการรถไฟฟ้า

อีกตัว คือ หุ้น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP เลือกซื้อตัวนี้เพราะว่าเป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลเสมอ แถมผลตอบแทนยังชนะเงินฝากธนาคารอีก และมีผลประกอบการเติบโตตลอด

สุดท้าย คือ หุ้น พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ซื้อหลายล้านหุ้น ตั้งแต่ยังเป็น บมจ.ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น หรือ PTTAR ในราคา 18 บาท เมื่อเกิดการควบรวมกิจการระหว่างบมจ.ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น และบมจ.ปตท.เคมิคอล หรือ PTTCH ทำให้เหลือหุ้นอยู่ประมาณล้านกว่าหุ้น

“ศิริพงษ์” ทิ้งท้ายการลงทุนว่า หากเลือกหุ้นพื้นฐานดีแข็งแกร่ง ธุรกิจมีการเจริญเติบโต ทั้งในแง่ของรายได้และกำไร รับรองคุณจะไม่มีทาง “ขาดทุน” ถ้ายังไม่รู้จะสอยหุ้นตัวไหนดี หุ้น พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง ถือเป็นทางเลือกที่ดี รับรองอนาคตดีไม่มีผิดหวัง หากคุณขาดทุน ผมขาดทุนเยอะกว่า เพราะผมถือหุ้นใหญ่ เจ้าของบริษัท ไม่ลืมที่จะเชียร์หุ้นตัวเอง

“AEC คือ “โอกาสทอง” ของ “พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง”

หลังจบบทสนทนาเรื่องการลงทุนส่วนตัว “ประธานกรรมการ” ถือโอกาสเล่าแผนธุรกิจ หลังเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ให้ฟังว่า ตลาดรถยนต์มีโอกาสขยายตัว “ก้าวกระโดด” แน่นอนเราในฐานะผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์เต็มๆ

เขาย้อนอดีตก่อนเข้าสู่เรื่องอนาคตว่า “ตระกูลรุ่งโรจน์กิติยศ เริ่มต้นทำธุรกิจขายรถไถนา และอุปกรณ์รถไถนา เมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา ก่อนผมจะตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อประเทศอังกฤษ เคยคิดอยากขาย “เฟืองรถไถนา” และ “ปั๊มไฮโดรลิค” แต่บังเอิญมีโอกาสเจอคนข้างบ้าน ซึ่งเขาเป็น “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด เขาพาเราไปเที่ยวโรงงานรถยนต์ ทำให้มีโอกาสรู้จัก “เฟืองรถยนต์” จึงตัดสินใจเรียนแค่ 1 เทอม และหันมาเรียนรู้การผลิตเฟืองรถยนต์แทน

ช่วงนั้นเหมือนโชคชะตาจัดวาง “คูโบต้า” ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถไถนา และรถแทรกเตอร์ ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ทำให้เขาลงทุนเพิ่มเติม เราในฐานะที่มีความรู้เรื่องเรื่องเฟือง ประกอบกับเขากำลังต้องการชิ้นส่วนนี้พอดี ทำให้เรามีโอกาสผลิตขายเขาเป็นคนแรก สมัยก่อนบริษัทเรามีลูกน้องแค่ 10-20 คน ผ่านมา 1 ปี ลูกน้องเพิ่มเป็น 100 คน ถือเป็นการเติบโตตาม “คูโบต้า” ปีแรกๆเราผลิตให้เขา 3,500 ชิ้น

จากนั้นในปี 2523 เราเริ่มก่อตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการ ด้วยทุนจดทะเบียน 8 ล้านบาท หลังผู้ประกอบการค่ายรถยนต์เข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น รัฐบาลเริ่มบังคับให้ผู้ประกอบการรถยนต์ต้องใช้ชิ้นส่วนจากในประเทศ 80 เปอร์เซ็นต์ และอีก 20 เปอร์เซ็นต์ นำเข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้เราตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ จากนั้นธุรกิจของเราเจริญก้าวหน้ามาตลอด เรียกว่า เติบโตมาเรื่อยๆ จากยอดขายปีละไม่ถึง 5-6 ล้านบาท ปัจจุบันยอดขาย 5,000 ล้านบาท

“เจ้าของบริษัท” หลีกเลี่ยงการพูดถึงตัวเลขฐานะการเงินในอนาคต แต่เลือกจะเล่าโครงสร้างธุรกิจให้ฟังว่า “พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง” เป็น Holding Company ที่มีการลงทุน และถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ใน 3 บริษัทย่อย

นั่นคือ บริษัท P.C.S. Precision Works จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้ความแม่นยำสูง ประเภทเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง และระบบขับเคลื่อน ได้แก่ เพลาราวลิ้น Common Rail เฟืองและเพลาต่าง ๆ

บริษัท P.C.S. Die Casting จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนประเภทอลูมิเนียมฉีดขึ้นรูป ที่เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการฉีดขึ้นรูป อลูมิเนียมขนาดใหญ่ด้วยเครื่องฉีดขนาดต่างๆ สูงสุดถึง 2,500 ตัน เพื่อผลิต Engine Crank Case, Engine Oil Pan, Engine Cover, Transmission และCase Housing

สุดท้าย คือ บริษัท P.C.S. Forging จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ประเภทเหล็กแปรรูปร้อน ที่เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการผลิตเหล็กที่มีค่าความแข็งสูง ด้วยเครื่องจักรขนาดต่างๆ สูงสุดถึง 6,000 ตัน อาทิ เพลาข้อเหวี่ยง ชิ้นส่วนหัวฉีดดีเซล Common Rail, Knuckle และเพลาถ่วงสมดุล โดย “พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง” จะรับรู้รายได้จากเงินปันผลสัดส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกสัดส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ บริษัทย่อยจะเก็บไว้ลงทุนเอง

วัตถุประสงค์ในการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น ก็เพื่อแต่งตัวรองรับการเปิด AEC ในปี 2558 เพราะตลาดหุ้นจะทำให้บริษัทเข้าถึง “แหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ” ได้ง่ายมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแบงก์อย่างเดียวอีกต่อไป ฉะนั้นเมื่อต้นทุนทางการเงินต่ำ โอกาสที่บริษัทจะ ขยายตัวทันทีหลังลงทุนแล้วเสร็จมีแน่นอน

เดิมนโยบายการเงินของ “ครอบครัวรุ่งโรจน์กิติยศ” คือ ไม่กู้เงินแบงก์ ฉะนั้นช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเราไม่โดนผลกระทบอะไรเลย ไม่มีใครมาทวงหนี้ (หัวเราะ) แต่หากยังใช้วิธีการนำ “กำไรสะสมมาลงทุน” อาจทำให้เราเติบโตในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเรารู้แล้วว่า AEC จะทำให้ตลาดรถยนต์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องหาแหล่งเงินต้นทุนต่ำมา สนับสนุนธุรกิจ

แม้การเปลี่ยนแปลงจาก “ธุรกิจครอบครัว” มาเป็น “ธุรกิจแบบมืออาชีพ” จะมีการปรับเปลี่ยนภายในเยอะแยะ แต่ความเป็นมืออาชีพจะทำให้ทุกคนรับรู้ถึงความโปร่งใส เพราะสามารถตรวจสอบได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี

ถามถึง “จุดเด่น” เขาโยนหน้าที่ตอบคำถามให้ “ประสงค์ อดุลยรัตนนุกุล” เรามีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงมาก และมีฐานลูกค้าระดับโลกที่มั่นคง แถมมีคู่แข่งน้อยราย “พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง” ถือเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนให้กับผู้ประกอบการรถยนต์โดยตรง และเรายังผลิตชิ้นส่วนสำคัญในระบบขับเคลื่อนในระบบเครื่องดีเซลที่ใช้ในรถเพื่อการพาณิชย์และรถตรวจการณ์ หรือ PPV ซึ่งเป็นประเภทรถยนต์ที่ประเทศไทยผลิตได้มากสุดเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา

ส่วน “จุดตำนิ” ทำท่าคิด ก่อนตอบว่า หากเรายังคงทำธุรกิจแบบครอบครัวต่อไป บริษัทคงมี “จุดอ่อน” แต่ตอนนี้เราได้กำจัดจุดอ่อนหมดแล้ว ด้วยการแปรสภาพเข้าตลาดหลักทรัพย์ การบริหารแบบครอบครัวมี “ข้อจำกัดหลายข้อ” เช่น บางครั้งพนักงานไม่กล้าแสดงความคิด ถึงแม้เถ้าแก่จะเปิดโอกาสแล้วก็ตาม เพราะมีความเกรงใจขวางกันอยู่ แต่เมื่อกลายเป็นมืออาชีพจะทำให้พนักงานกล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าพูดกล้าออกความคิดเห็น ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดริเริ่มในการพัฒนาบริษัทในเติบโตต่อไป

“ศิริพงษ์” พูดปิดท้ายบทสนทนาว่า อยากเห็นบริษัทแห่งนี้เติบโต และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป รวมถึงสามารถขยายตัวได้มากกว่าปกติที่มีรายได้เติบโตปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเป้าหมายของ “กำไรสุทธิ” ขอแค่สามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นตามนโยบายปันผลไม่ต่ำ กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ได้ และมีเงินเหลือขยายธุรกิจก็เพียงพอแล้ว

“ที่ผ่านมาเราสามารถผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากอัตราการกำไรสุทธิที่ค่อนข้าง “โดดเด่น” ฉะนั้นเราน่าจะเป็นหุ้นที่นักลงทุนสนใจอีกตัว”